8 พ.ค. เวลา 12:56 • ประวัติศาสตร์

ครั้งหนึ่ง เคยเห็น F-5E บินผ่านลำพูน

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน F-5 เคยบินผ่านลำพูนครั้งแรกและครั้งเดียวจริงหรือ ตอนที่ผู้เขียนเป็นเด็กเคยเห็นเครื่องบินขับไล่ F-5 บินผ่านจำนวน 4 เครื่อง ไม่ได้บินหมู่ บินมาเครื่องเดียวห่างกันราวๆ 30 วินาที ตอนนั้นเสียงดังมาก แหมจริงๆก็อยากเล่านะฮะแต่ว่าก่อนอื่นขอนำทุกท่านเข้าสู่บทความที่จะทำให้ทุกท่านอินไปกับเรื่องราวของ  F-5 แม้แต่ FC Gripen อย่างผู้เขียนยังประทับใจในเรื่องราวที่จะเล่าช่วงท้ายของบทความนี้ด้วย
พี่รัชต์หรือฉายาที่ใครๆก็เรียกแกว่า "ท้าวทองไหล" กล่าวว่าเครื่องบินขับไล่ F-5 เป็นเครื่องบินที่สวยงามและเป็นเครื่องบินรบที่แกชอบมากที่สุด  มันมีท่าทางการบินที่คล่องตัวและสรีระอันงดงามของเครื่องบิน F-5  ทำให้หลายต่อหลายคนติดตาตรึงใจเฉกเช่นการได้ยลโฉมของนางสาวไทยในชุดสุดสวยที่สุดยังไงยังงั้น
สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-5 มีชื่อที่เรียกในทางราชการการของกองทัพอากาศไทยว่า เครื่องบินขับไล่แบบที่ 18 หรือตัวย่อ “บ.ข.18”  เป็นเครื่องบินขับไล่ความเร็วเหนือเสียงแบบแรกของกองทัพอากาศไทย  และนับตั้งแต่เครื่องบินเครื่องแรกที่เข้าประจำการตั้งแต่ปีพ.ศ.2509 ในกองทัพอากาศไทยมาจนกระทั่งปัจจุบัน ร่วม 60 ปีแล้ว
F-5 ฝูงบิน 211 "Eagle"
เรื่องราวของเครื่องบินตระกูล F-5 ในกองทัพอากาศไทย เกือบจะกล่าวได้ว่าภารกิจการรบหรือปกป้องประเทศในทุกมุมทุกตารางนิ้ว อาจจะพูดแบบเต็มปากว่า F-5 ไปมีส่วนร่วมทั้งเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ปฏิบัติการหลักในการทิ้งระเบิด และเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ทำหน้าที่คุมเชิงบนเวหา
ความสำเร็จของบริษัทนอร์ธรอป แอร์คราฟท์ ของสหรัฐฯ ในการส่งมอบเครื่องบินขับไล่แบบF-5 A เข้าประจำการในกองทัพอากาศโลกเสรี นับตั้งแต่ปีพ.ศ.2501 เป็นต้นมา โดยมียอดบรรจุประจำการทั้งรุ่น F-5A ที่นั่งเดียว รุ่นสองที่นั่งแบบ F-5B และรุ่นลาดตระเวนแบบ RF-5A รวมถึงการซื้อสิทธิบัตรไปสร้างในประเทศต่างๆ ทั้งในแคนาดา  สเปน  เนเธอแลนด์  และไต้หวัน รวมมากกว่า 1,000  เครื่อง
ต้นปีพ.ศ.2513 รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีแนวความคิดที่จะพัฒนาเครื่องบินขับไล่ไอพ่นของตนให้เป็นเครื่องบินขับไล่นานาชาติ หรือ International Fighter Aircraft – IFA พูดง่ายๆก็ไม่อยากขายให้แค่ชาติตนเองต้องการให้กองทัพอากาศที่เป็นสมาชิกด้วยเหมือนกับในวัยเด็กที่ตอนนั้นท่านไม่อยากทานขนมซอง 5 บาทคนเดียว ท่านก็แบ่งให้เพื่อนๆทานด้วย
ในสงครามไทย-กัมพูชาปีพ.ศ.2568 F-5 ก็มีบทบาทแต่รบแบบผู้ปิดทองหลังพระ
ดังนั้นการประจำการของ F-5 ก็เกิดขึ้นในกองทัพอากาศของกลุ่มประเทศโลกเสรี  เช่นเดียวกับที่ประเทศในกลุ่มสังคมนิยมเลือกใช้เครื่องบินขับไล่แบบ MiG-21 ที่ผลิตโดย สำนักแผนแบบมิโกยัน ของสหภาพโซเวียต ในขณะนั้น โดยเปิดโอกาสให้บริษัทผู้ผลิตอากาศยานชั้นนำของตนเขาทำการเสนอแบบแผน
ซึ่งบริษัทต่างๆ ก็ได้พัฒนาเครื่องบินขับไล่ที่มีชื่อเสียงของตนที่มีอยู่แล้วมาเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้  อาทิ  บริษัท LTV หรือ Ling – Temco- Vought เสนอแบบของเครื่องบินขับไล่ที่พัฒนามาจากต้นแบบของเครื่องบินขับไล่ F-8 Crusader ในชื่อของ V-1000  ในขณะที่บริษัท Lockheed เสนอแบบของเครื่องบินที่พัฒนามาจากเครื่องบินขับไล่แบบ F-104 ภายใต้ชื่อว่า CL-1200 โดยในช่วงนั้น Lockheed พัฒนาเครื่องบินเครื่องนี้ต่อเพื่อเข้าแข่งขันกับโครงการ F-16 ในเวลาต่อมา
และแล้วในวันที่ 20 พฤศจิกายนพ.ศ.2513 บริษัทนอร์ธรอป แอร์คราฟท์ ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งที่ได้เสนอแบบของเครื่องบินเข้าร่วมในโครงการดังกล่าว  ได้รับการประกาศชัยชนะในการได้รับการคัดเลือกให้เป็นเครื่องบินขับไล่นานาชาติของกลุ่มประเทศโลกเสรี   โดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ ยังประกาศว่า เครื่องบินขับไล่แบบใหม่ที่มีชื่อว่า F-5E Tiger IIจะได้รับการสั่งสร้างในเบื้องต้นจำนวน 325 เครื่อง ในราคาเครื่องละ 21 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขณะนั้นอยู่ที่เหรียญละประมาณ 20 บาท)
F-5 รุ่น Super Tigris พร้อมจรวด Iris-T ที่ปีกขวา
โดยเครื่องบินขับไล่  F-5E เครื่องแรกออกจากสายการผลิตเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนพ.ศ.2515 โดยขึ้นทำการบินทดสอบครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมพ.ศ.2515 โดยมี Hank Chouteau เป็นนักบินทดสอบ ก่อนจะบรรจุประจำการครั้งแรกในโลกกับฝูงบินขับไล่ยุทธวิธีที่ 425 ในฐานทัพอากาศ Chandler  ในมลรัฐแอริโซนา  ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในปีถัดมา
ในขณะเดียวกันได้มีการจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบดังกล่าวอีก 20 เครื่องเพื่อใช้บรรจุประจำการเป็นเครื่องบินฝึกขับไล่ให้กับกองทัพอากาศสหรัฐฯ ภายใต้ชื่อหน่วยบินว่า “ฝูงบินข้าศึกสมมติ” แปลไทยเป็นไทยก็คือเอาฝึกบินไปรบกับโซเวียตเหมือนในหนัง TOP GUN นั่นเองครับ
กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้กำหนดชื่อเรียกเครื่องบินแบบ F-5 ในซีรี่นี้ ว่า F-5 E ได้รับการเรียกชื่อฉายาว่า “TIGER II” (อ่านว่า ไทเกอร์ ทู) สำหรับรุ่นที่นั่งเดียว และ F-5F สำหรับรุ่นสองที่นั่ง ซึ่งได้ออกแบบขยายความยาวของลำตัวเพิ่มอีก 1.02 เมตร ซึ่ง F-5 F นี้ได้ผ่านการบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 กันยายนพ.ศ.2517  จากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่สายการผลิตตั้งแต่ปีพ.ศ.2518 เป็นต้นมา
นอกจาก F-5E/F แล้วในเวลาต่อมาบริษัทยังได้ออกแบบเครื่องบินขับไล่ F-5E ให้เป็นรุ่นลาดตระเวนโดยติดกล้องถ่ายภาพแบบ KS-121 A ไว้ที่ส่วนหัว ในการถ่ายภาพได้ทั้งความสูงต่ำและปานกลาง เรียกเครื่องบินรุ่นนี้ว่า RF-5 E สำหรับ RF-5E ได้รับการผลิตและส่งมอบให้กับกองทัพอากาศมาเลเซีย และกองทัพอากาศซาอุดิอารเบีย แต่ที่ประจำการในกองทัพอากาศสิงคโปร์ และไต้หวัน เป็นการดัดแปลงจาก F-5 E ที่มีประจำการอยู่แล้วในกองทัพอากาศนั้นๆ การเรียกชื่อจึงไม่เหมือนกัน เช่น RF-5S ของสิงคโปร์
F-5E ฝูงบิน 211 กองบิน 21 อุบลราชธานี
ความสำเร็จจากการบรรจุและได้รับเลือกให้เป็นเครื่องบินขับไล่นานาชาติของ F-5E มันจึงได้รับความสนใจเบื้องต้นจากลูกค้ากระเป๋าหนักโดยเฉพาะเศรษฐีน้ำมันอย่าง อิหร่าน ที่ได้ให้ความสนใจสั่งซื้อพร้อมกับลูกค้าอื่นๆ ในปีพ.ศ.2516 – 2518 รวมกว่า 700 เครื่อง โดยมันมียอดผลิตอยู่ที่ 18 เครื่องต่อเดือน
ภายหลังการผลิตไปแล้วกว่า 200 เครื่อง...ฝ่ายการตลาดของบริษัท ซึ่งได้เข้าไปสอบถามยังกองทัพอากาศประเทศพันธมิตรที่มีประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ F-5A อยู่แล้ว ก็ได้รับความสนใจสั่งซื้อเพิ่มเติมโดยในช่วงแรกคาดว่ามียอดการสั่งสร้างรวมกว่า 1,500 เครื่องทำให้บริษัทต้องเร่งสายการผลิตเป็น 20 เครื่องต่อเดือนในเวลาต่อมา ถือเป็นเครื่องบินขับไล่ขนาดเบาแบบหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการผลิตมากทีเดียว
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคมพ.ศ.2512 ก่อนจะมีการเปิดให้มีการแข่งขันการจัดหาเครื่องบินขับไล่นานาชาติของกองทัพอากาศโลกเสรีนั้น ต้นแบบของเครื่องบินขับไล่ F-5E อย่างไม่เป็นทางการซึ่งสร้างขึ้นโดยทุนส่วนตัวของบริษัทนอร์ธรอป แอร์คราฟท์ ของสหรัฐฯ ที่ได้รับการพัฒนาโดยการผสมผสานระหว่างเครื่องบินขับไล่แบบ F-5A ที่นั่งเดียว และ F-5B รุ่นสองที่นั่งที่บริษัทประสบผลสำเร็จมาแล้ว ได้ขึ้นทำการบินทดสอบเป็นครั้งแรก โดยมี John Fritz ซึ่งนักบินทดสอบของบริษัท General Electricขึ้นทำการบิน
ต้นแบบแห่งความสำเร็จของ F-5 E เกิดขึ้นจากการสังเกตเห็นเครื่องบินขับไล่แบบ NF-5 A และ NF-5 B ที่ผลิตให้กับกองทัพอากาศเนเธอแลนด์ มีการติดตั้งแฟลพชายหน้าปีกตลอดแนวชายหน้าปีกที่ทำงานสัมพันธ์กับแฟลพชายหลังปีกที่ใช้งานตามปกติ สามารถทำงานโดยการใช้คันบังคับซึ่งติดตั้งอยู่กับคันเร่งเครื่องยนต์ส่งผลให้เกิดความคล่องแคล่วมากกว่าเพียงแค่การใช้ความเร็วอย่างเดียว
F-5E ฝูงบิน 211 มีทั้งเครื่องที่ย้ายมาจากตาลีพ.ศ.2537 และเครื่องที่ย้ายมาจากสุราษฎร์ธานีพ.ศ.2554
นอกจากนี้ต้นแบบของ F-5E ที่ช่วงแรกกำหนดชื่อว่า YF-5B หรือในเวลาต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น F-5-21 ได้รับการเลือกติดตั้งเครื่องยนต์แฝดต้นแบบที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาแบบ General Electric J85-GE-21 ที่ให้กำลังขับเครื่องละ 5,000 ปอนด์
ทำให้ต้นแบบที่มีชื่อว่า F-5-21 นี้ มีแรงขับสูงกว่าเครื่องยนต์แบบ General Electric J85-GE-13 ที่ติดตั้งเดิมกับ F-5A/B ถึง 23 เปอร์เซ็นต์
ความพยามในการแผนแบบเครื่องบินขับไล่แบบใหม่ที่บริษัทต้องใช้เงินทุนส่วนตัวลงทุนไปเช่นเดียวกับที่บริษัทเคยใช้ทุนของตัวเองพัฒนา F-5A จนประสบผลสำเร็จมาแล้ว
สำหรับแผนแบบ F-5-21 ทำให้เครื่องบินใหม่ต้องทำการบินมากกว่า 70 เที่ยวบิน จนกระทั่งวิศวกรของบริษัทสามารถออกแบบเครื่องบินขับไล่ที่มีชื่อว่า F-5 E ออกมาสู่สายตาของคนทั้งโลกในปัจจุบัน
โครงสร้างลำตัวและอุปกรณ์ต่างๆที่สำคัญที่รวมเป็น F-5 E นั้น  มันได้รับการแผนแบบใหม่จาก F-5 A หลายรายการ  อาทิ  โครงสร้างของปีก......เมื่อเครื่องบินในยุคใหม่ได้ย้ายถังเชื้อเพลิงที่ซ่อนตัวอยู่ในปีกทั้งสองข้างไปไว้ที่ลำตัว ทำให้ปีกของ F-5E ได้รับการออกแบบให้มีความบาง เหมาะสมในการทำให้เป็นเครื่องบินที่เพียวลมและสมสัดส่วนกับลำตัวที่ออกแบบมาให้มีทรวดทรงในรุ่นแรกๆ คือ F-5A คล้ายขวดโค้ก
ปีกของ F-5 E มีขนาดพื้นที่ 17.30 ตารางเมตร มากกว่า F-5 A  เพื่อที่ให้ F-5 E ได้มีภารกรรมในการบรรทุกมากกว่า ทำให้ F-5 E สามารถบรรทุกอาวุธได้รวม 7,000 ปอนด์ (3,175 กิโลกรัม) โครงสร้างของปีกได้รับการออกแบบและผลิตด้วยวัสดุพิเศษเฉพาะเพื่อให้เครื่องบิน F-5 มีปีกที่แข็งแรง แต่มีน้ำหนักเบา
RTAF F-5E/F
โดยปีกที่นอกจากจะออกแบบให้มีตำบลติดอาวุธที่ใต้ปีกได้ข้างละ 4 ตำบลแล้ว ที่ปลายปีกทั้งสองข้างยังได้รับการออกแบบให้ติดตั้งรางยิงอาวุธนำวิถี ทำให้ F-5 สามารถติดจรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-9 ข้างละ 1 นัด นอกจากระบบอาวุธแล้ว  ช่วงปีกที่มีรูปเรียวซึ่งเสริมต่อออกมาตรงบริเวณช่วงในของชายหน้าปีก ซึ่งติดต่อกับลำตัวนั้นก็ได้รับการดัดแปลงเพื่อเพิ่มให้กระแสอากาศที่ไหลผ่านผิวปีกด้านบนมีอัตราเร็วสูงแม้เครื่องบินจะทำการบินด้วยมุมปะทะสูงก็ตาม
ปีกของ F-5E ได้รับการออกแบบแฟลพที่ชายหน้าปีกและชายหลังปีก ที่ทำงานโดยระบบไฟฟ้าแบบประสานกัน โดยสามารถทำมุมกด ตั้งแต่ 0 – 24 องศา สำหรับแฟลพชายหน้าปีก และ 0 – 20 องศาสำหรับแฟลพชายปีกหลัง ทำให้เครื่องบิน F-5 E สามารถที่จะทำท่าการบินต่างๆ ได้อย่างคล่องตัว และทำความเร็วในการวิ่งขึ้นและร่อนลงได้อย่างเหมาะสม
จนเกือบจะกล่าวได้ว่า...เป็นเครื่องบินที่ทำการบินร่อนลงด้วยความเร็วมากที่สุดของบรรดาเครื่องบินขับไล่ด้วยกัน   ในรุ่น F-5F ซึ่งเป็นรุ่นสองที่นั่งในเวอร์ชั่น E นี้  บนปีกได้รับการติดตั้งคลีบเล็กๆ บนปีกทั้งสองข้างเรียกว่า  WING FENCE เพื่อให้เกิดความสมดุลของเครื่องบินในรุ่นสองที่นั่งที่เพิ่มความยาวลำตัวส่วนหัวในการติดตั้งที่นั่งเพิ่มขึ้นอีกตัว
โครงสร้างลำตัว....การออกแบบโครงสร้างภายในพื้นฐานยังคงมีส่วนพื้นฐานของโครงสร้างภายในเหมือนกับ F-5A ที่เป็นลักษณะกึ่งโมโนค็อก  เพียงแต่รูปทรงได้ถูกปรับเปลี่ยนให้มีความเพียวลมมากยิ่งขึ้น
วัสดุโครงสร้างในการออกแบบนั้น F-5 E ยังคงสร้างด้วยโลหะผสมที่มีความแข็งแรงแต่มีน้ำหนักเบา  ผสมผสานระหว่างเหล็กทนสนิม แมกนีเซียม และไททาเนี่ยมซึ่งนำมาเสริมในโครงสร้างของลำตัวบางจุด
บนรุ่น E ที่นั่งเดี่ยว ล่างรุ่น F สองที่นั่ง
ใต้ลำตัวติดตั้งเบรดอากาศสองชุดทำงานด้วยระบบไฮดรอลิกส์โดยมีโครงสร้างทำจากแมกนีเซียม ติดตั้งไว้ที่ใต้ลำตัวข้างห้องเก็บฐานล้อหลัก ภายในลำตัว F-5 E/F จะมีการติดตั้งอุปกรณ์เอวิโอนิกส์ ระบบไฟฟ้า ไฮดรอลิกส์  รวมถึงถังเชื้อเพลิงที่ถูกสร้างออกเป็นสามส่วน  ซ่อนตัวไว้ในลำตัวส่วนหลังของเครื่องบิน  และด้วยโครงสร้างลำตัวกึ่งโมโนค็อก และออกแบบให้จุดต่างๆมีภารกรรมที่แตกต่างกันในเรื่องของความแข็งแรง
ด้วยเหตุนี้ F-5 E จึงมีโครงสร้างที่ออกแบบคล้าย F-5 A ตรงที่พื้นที่ลำตัวราว 25 เปอร์เซ็นต์สามารถเปิดออกได้โดยการใช้สลักเกลียวในการยึด  ทำให้เกิดความสะดวกในการซ่อมบำรุงหยอดน้ำมันหล่อลื่น ในแต่ละจุดที่ติดตั้งระบบเอวิโอนิกส์ และไฮดรอลิกส์ต่างๆ  ฝาเปิด – ปิดเหล่านี้ ใน 3 ช่องจะได้รับการติดอยู่บริเวณแผ่นปิดที่รับแรงเค้นเพียงแผ่นเดียว
ทำให้นอกจากการซ่อมบำรุงหรือตรวจเช็คได้อย่างสะดวกแล้ว ระบบการทำงานต่างๆ ก็ได้รับการติดตั้งในจุดของตัวมันเอง ไม่ต้องโยกย้ายไปไกลจากตำแหน่งเพื่อให้สามารถเปิด – ปิดในการซ่อมบำรุงรวมๆ กัน  หรือหากเป็นระบบบางระบบก็จะนำไปรวมไว้ใกล้กันซึ่งสามารถใช้เจ้าหน้าที่บริการเพียงคนเดียว อาทิ ตำแหน่งของระบบควบคุมอุปกรณ์จ่ายกระแสไฟฟ้า  ระบบควบคุมเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องสันดาปลิ้นเชื้อเพลิง  ระบบสื่อสาร  ระบบอุปกรณ์เดินอากาศ
ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบความผิดพลาดของระบบใดก็จะไม่เสียเวลาในการแก้ไข หรือรอผลการตรวจให้บริการเครื่องของเจ้าหน้าที่ให้บริการส่วนอื่น   ที่สำคัญคือในส่วนของเครื่องยนต์แฝดที่ท้ายเครื่องนั้น  สามารถที่จะถอดเปลี่ยนเครื่องยนต์ได้โดยการถอดลำตัวท่อนหลังทั้งหมดรวมทั้งชุดพวงหางสามารถถอดออกได้เพื่อสะดวกต่อการบริการและการเปลี่ยนเครื่องยนต์
F-5E ขณะเทคออฟจากกองบิน 21
โดยมีรางเลื่อนอยู่ภายในห้องเครื่องยนต์ซึ่งติดตั้งอยู่ส่วนบนของตัวเครื่องยนต์  ประกอบกับรถลากเครื่องยนต์ซึ่งมีระยะสูงพอดีกับรางเลื่อน  จะทำให้ง่ายในการถอดเครื่องยนต์ออกจากเครื่องบินโดยไม่ต้องใช้รถยกหรือการใช้รอกยกเช่นเครื่องบินแบบอื่นๆ
ส่วนหัวของเครื่องบิน F-5E ส่วนนอกสุดเป็นเรโดมภายในติดเรดาร์ค้นหา พร้อมทั้งได้รับการติดตั้งระบบเอวิโอนิกส์  และด้วยความสูงของเครื่องบินขณะจอดที่พื้นซึ่งมีความสูงระดับหน้าอกของช่างซ่อมบำรุง
ทำให้เกิดความสะดวกมากขึ้นในการซ่อมบำรุง ที่เจ้าหน้าที่สามารถที่จะเปิด – ปิด ช่องต่างๆ ได้ทั้งเปิดด้วยตัวมันเอง คือมีตัวล็อคเปิดปิด และเปิดโดยการขันสกูลน็อตยึดด้วยเครื่องมือประจำตัวของช่างซ่อมบำรุง   ในการซ่อมบำรุงหรือถอดชิ้นส่วนต่างๆได้โดยไม่ต้องปีนป่ายบนบันได หรือใช้รถยกในการซ่อมบำรุง
ห้องนักบินได้รับการออกแบบ PRESSUIZED COCKPIT ให้มีความปลอดภัยทั้งจากการแตกสลายของโครงสร้างในระหว่างการบินหรือการรบและเป็นระบบปรับความดันของอากาศ  ระบบปรับความดันอากาศแบบนี้จะทำให้เกิดอากาศที่อุ่นในห้องนักบินและห้องเก็บอุปกรณ์เอวิโอนิกส์ โดยมีความกดแตกต่างจากความกดดันของอากาศภายนอกมากที่สุด 5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
สำหรับเก้าอี้นักบินนั้น ใน Variant F-5E/F จะได้รับการติดตั้งเก้าอี้ดีดตัวแบบมาตรฐานเดียวกับ F-5 A/B แต่ก็สามารถเลือกติดเก้าอี้รุ่นใหม่  โดยเก้าอี้ดีดตัวแบบนี้ออกแบบให้ดีดตัวด้วยแรงขับของจรวด  ส่วนประทุนครอบห้องนักบินนั้นจะเปิดออกโดยการยกขึ้นจากด้านหน้ามีบานพับอยู่ด้านหลัง  ลำตัวของ  F-5 E ซึ่งเป็นรุ่นที่นั่งเดียวนั้นจะมีความยาว 14.68 เมตร ในขณะที่ F-5 F ซึ่งได้ขยายลำตัวส่วนหัวเพื่อเพิ่มที่นั่งนักบินมีความยาวเพิ่มขึ้นอีก 1.02 เมตร
F-5E ฝฝูงบินข้าศึกสมมุติ
ชุดพวงหาง......ซึ่งประกอบด้วยแพงหางระดับและหางเสือเลี้ยว  สร้างจากโลหะล้วน  โดยเฉพาะส่วนของแพนหางระดับนั้นออกแบบให้เป็นชื้นเดียวเคลื่อนไหวได้ทั้งแพน  ส่วนหางเสือใช้การควบคุมการทำงานด้วยไฮดรอลิกส์โดยไม่มีแผ่นทริม  ในชุดแพนหางระดับนั้นสามารถถอดออกได้ทั้งชุดในกรณีที่ต้องเปลี่ยนหรือซ่อมบำรุงเครื่องยนต์
ฐานล้อ.... ระบบฐานล้อของ F-5 E/F เป็นฐานล้อแบบสามล้อ ล้อรับหัว  ใช้การควบคุมการเก็บและกางล้อโดยระบบไฮดรอลิกส์  การเก็บล้อนั้น ฐานล้อหลักที่ติดตั้งอยู่ที่ปีกทั้งสองข้างจะพับเก็บเข้าหาลำตัว  โดยตัวล้อนั้นจะถูกเก็บซ่อนไว้ในลำตัว
ขณะที่ล้อหน้าเวลาเก็บล้อนั้นจะเก็บไปด้านหน้าเครื่อง  ซ่อนอยู่ระหว่างใต้ปืนใหญ่อากาศที่ติดตั้งทั้งซ้ายและขวาของเครื่องบิน   ฐานล้อหน้านั้นสามารถปรับมุมได้ 2 ตำแหน่ง เพื่อเป็นการเพิ่มมุมปะทะของปีกให้ได้มุม 3 องศา 22 ลิปดา เพื่อลดระยะในการวิ่งขึ้นให้น้อยลง และเมื่อเวลาเก็บล้อก็จะลดระยะสั้นเข้าโดยอัตโนมัติ  ในกรณีฉุกเฉินฐานล้อหน้าจะสามารถกางออกได้โดยอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลก
เครื่องยนต์ของ F-5 E/F ได้รับการออกแบบให้ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ต General Electric J85-GE-21 ที่ให้กำลังขับเครื่องละ5,000 ปอนด์  หรือ 2,267 กิโลกรัม พร้อมสันดาปท้ายจำนวน 2 เครื่อง  ทำให้เครื่องบินขับไล่ F-5E/F สามารถทำความเร็วได้ประมาณ 1.63มัค หรือ 1,700 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  ระบบเชื้อเพลิงที่ใช้ป้อนให้กับเครื่องยนต์แต่ละเครื่องนั้นถูกแยกต่างหากจากกัน  ถังเชื้อเพลิงเป็นถังที่สร้างขึ้นจากวัสดุชนิดพิเศษที่มีส่วนผสมของไนลอนเสริมผ้าอาบด้วยยาง ทำให้ไม่เกิดสนิมและมีน้ำหนักเบา
ถังเชื้อเพลิงทั้งหมด 3 ถังที่มีความจุเชื้อเพลิงที่แตกต่างกันและมีรูปทรงเข้ากับ ลำตัวส่วนหลังของ F-5 E/F   โดยเครื่องยนต์ขวาจะรับการป้อนเชื้อเพลิงจากถังเชื้อเพลิงกลางและส่วนท้ายที่มีความจุเชื้อเพลิง 215 และ 161 ยูเอสแกลลอน (813 และ 609 ลิตร) ตามลำดับ  ส่วนเครื่องยนต์ซ้ายจะได้รับการป้อนเชื้อเพลิงจากถังเชื้อเพลิงส่วนหน้าที่มีความจุเชื้อเพลิง 295 ยูเอสแกลลอน (1,116 ลิตร) รวมความจุเชื้อเพลิงในลำตัวของF-5 E/F จำนวน  671 ยูเอสแกลลอน(2,538 ลิตร)
F-5B ไม่มีปืนกลอากาศเพราะเป็นรุ่นใช้ฝึกบินเปลี่ยนแบบ
การออกแบบระบบถังเชื้อเพลิงของ F-5E/F นั้น มีเพียงถังน้ำมันเชื้อเพลิงที่ส่วนหลังไม่มีการออกแบบให้มีการบรรจุถังเชื้อเพลิงที่ปีกเช่นเครื่องบินขับไล่รุ่นก่อนหรือรุ่นหลังๆ ที่มีขนาดปีกหนา  ทำให้ปีกของ F-5E/F มีความบางและเกิดความคล่องแคล่วในการบินสูงขึ้น
การจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่เครื่องยนต์ของ F-5E/F แม้ว่าจะถูกออกแบบให้แยกซ้ายขวา แต่มันก็สามารถที่จะปรับซ้ายเป็นขวาหรือนำไปใช้ทั้งสองเครื่องยนต์จากทั้งสามถังได้ ซึ่งเผื่อไว้กรณีถังเชื้อเพลิงรั่วหรือหมดเร็วกว่าปกติ  อย่างไรก็ตาม F-5E/F แม้จะใช้เครื่องยนต์ขนาดไม่ใหญ่นักสองเครื่องในการขับเคลื่อน แต่หากกรณีเครื่องยนต์ขัดข้องหรือถูกยิงเครื่องยนต์เสียหาย 1 เครื่อง   เครื่องบินก็สามารถที่จะบินได้ด้วยเครื่องยนต์ที่เหลือเครื่องเดียว
นอกจากถังเชื้อเพลิงในลำตัวดังกล่าวแล้ว  F-5 E/F ยังได้รับการติดตั้งถังเชื้อเพลิงสำลองนอกลำตัวชนิดปลดทิ้งได้  โดยที่ใต้ลำตัวเป็นถังเชื้อเพลิงขนาด  275 ยูเอสแกลลอน(1,040 ลิตร) และยังสามารถเสริมถังเชื้อเพลิงที่ใต้ปีกข้างละถังขนาดถังละ 150 หรือขนาด 275 ยูเอสแกลลอน (568 และ1,040 ลิตรตามลำดับ) และยังสามารถเพิ่มพิสัยบินด้วยการติดถังเชื้อเพลิงที่ปลายปีกที่แท่นปล่อยจรวดนำวิถี
ซึ่งสามารถติดถังเชื้อเพลิงขนาด 50 ยูเอสแกลลอน (189 ลิตร) ได้ทั้งสองข้าง แต่ F-5 E/F ไม่นิยมติดถังเชื่อเพลิงปลายปีกแบบนี้เหมือนกับที่ F-5 A/B ติดตั้ง  แต่สามารถติดตั้งท่อเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศได้เพื่อเพิ่มพิสัยบิน
T-38 คือแบบที่นำมาใช้พัฒนาเป็น F-5
นอกจากนี้ ผิวด้านข้างทั้งสองบริเวณตำแหน่งเครื่องยนต์ของ F-5E/F ยังติดตั้งประตูสำหรับเปิด - ปิด ในการรับอากาศเข้าเครื่องยนต์ เพ่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่องยนต์ โดยระบบแบบนี้ จะมีใน F-5 ที่ผลิตสำหรับเนเธอร์แลนด์ ภายใต้ชื่อ NF-5A/B ด้วย
ระบบอาวุธ....เครื่องบินขับไล่ F-5E/F ได้รับการติดตั้งเรดาร์ AN/APQ-153 ที่มีรัศมีการตรวจจับ 10 ไมล์ ไว้ภายในเรโดมส่วนหัว ในขณะที่ก่อนหน้านั้นเครื่องบินขับไล่ F-5A/B ไม่ได้รับการติดตั้งเรดาร์  ทำให้ F-5E/F มีศักยภาพในการรบทางอากาศที่ดีขึ้น
การพัฒนาดัดแปลง F-5 E/F ของหลายชาติ อาทิ ไทย  สิงคโปร์  บราซิล  ซิลี  ส่วนใหญ่จะเลือกใช้เรดาร์แบบ AN/APQ-69 ซึ่งมีรัศมีตรวจจับในระยะนอกสายตาที่ดีขึ้น ทำให้เครื่องบิน F-5 ที่ได้รับการยกระดับเหล่านี้สามารถติดจรวดนำวิถีที่ทันสมัยและมีขีดความสามารถในการทำลายเป้าหมายได้สูงขึ้น
การควบคุมการยิงของ F-5 E/F จะมีศูนย์เล็งอาวุธมาตรฐานติดตั้งไว้ด้านหน้านักบินเหนือแผงควบคุมการบิน เพื่อใช้ในการคำนวณการยิงปืนใหญ่และใช้อาวุธนำวิถี โดยการป้อนข้อมูลจากพื้นฐานที่ได้มาจากเรดาร์  การพัฒนาของ F-5E/F ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนศูนย์เล็งมาตรฐานเป็นจอภาพหัวกลับ (HUD /WAC  : Head-up display/weapon aiming Computer ) เพื่อให้เกิดความแม่นยำในการใช้อาวุธมากขึ้นแม้จะอยู่ในการบินท่าผาดแผลงในระหว่างการรบกลางอากาศก็ตาม
F-5E ขณะบินโชว์งานวันเด็กพ.ศ.2562 ที่กองบิน 21 อุบลราชธานี
เขี้ยวเล็บหลักที่สำคัญของ F-5E/F คือปืนใหญ่อากาศขนาด 20 มิลลิเมตร แบบ M-39 พร้อมกระสุน 280 นัดต่อกระบอก  โดยF-5 E จะได้รับการติดตั้งปืนใหญ่อากาศดังกล่าวที่ส่วนหัวข้างละกระบอก รวมสองกระบอก
ในขณะที่เครื่องบินขับไล่ F-5F ได้รับการติดตั้งปืนใหญ่อากาศที่ลำตัวส่วนหัวด้านซ้ายเพียงกระบอกเดียว  ในขณะที่ด้านขวาได้รับการติดตั้งอุปกรณ์เอวิโอนิกส์ต่างๆ หากเป็นกรณีของ F-5S/Tของกองทัพอากาศสิงคโปร์ ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ได้รับการติดตั้งปืนใหญ่อากาศเฉพาะที่ลำตัวส่วนหัวด้านซ้ายเพียงกระบอกเดียว
จรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศซึ่งเป็นอาวุธเด็ดของเครื่องบินรุ่นใหม่นั้น F-5 E/F มาตรฐานจะสามารถติดจรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศนำวิถีด้วยความร้อนแบบ AIM-9 ไซด์ไวน์เดอร์ จำนวน 2 นัดที่ปลายปีกข้างละนัด แต่ภายหลังการปรับปรุงยกระดับของแต่ละชาติ ทำให้ F-5E/F สามารถเลือกติดจรวดนำวิถีประเภทเดียวกันที่มาจากแหล่งอื่นนอกสหรัฐฯ หรือเป็นจรวดที่มีความแม่นยำสูงกว่าไซด์ไวน์เดอร์รุ่นแรกๆ  หรือติดจรวดเพิ่มมากกว่า 2 นัด
แต่อย่างไรก็ตามสหรัฐอเมริกาเองก็ได้พัฒนาไซด์ไวน์เดอร์รุ่นใหม่ๆ ที่สามารถยิงได้จากทุกท่าการบิน และมีความแม่นยำดุจจับวาง เพื่อมาติดตั้งกับเครื่องบินรบแบบต่างๆ โดยที่ F-5 E/F ก็ได้รับการติดจรวดรุ่นใหม่ๆ เหล่านี้เช่นกัน
F-5E ฝูงบิน 211 มีสัญลักษณ์รูปอินทรีที่แพนหางดิ่ง
ภายหลังได้มีการพัฒนาของหลายๆ ชาติ ในการอัพเกรด F-5E/F จนเป็น F-5 ในชื่อต่างๆ เช่น F-5S  F-5M ฯลฯ สามารถเลือกติดตั้งจรวดนำวิถีแบบต่างๆได้มากขึ้น เช่น ไพธ่อน ของอิสราเอล โดยนอกจากจะติดที่ปลายปีกแล้วยังได้รับการดัดแปลงให้ติดตั้งจรวดที่ใต้ปีกได้ด้วย
จรวดนำวิถีอากาศสู่พื้น...ซึ่งเดิมนั้นการออกแบบ F-5 A/B ให้สามารถติดตั้งจรวดนำวิถีแบบบูลพับ เพื่อใช้ทำลายเป้าหมายได้ถึงสี่นัด
แต่การออกแบบของ F-5 E/F เกิดมาพร้อมกับการพัฒนาจรวดนำวิถีอากาศสู่พื้นที่มีขนาดเล็กและเบาลงมีความแม่นยำสูงและเลือกระบบนำวิถีได้มากแบบขึ้น  ทั้งนำวิถีด้วยทีวี  ความร้อน หรือเลเซอร์  อาทิ จรวดนำวิถีแบบมาเวอลิค  รวมไปถึงการพัฒนาเพื่อติดจรวดนำวิถีเอ๊กโซเซ็ต  ฮาร์พูน หรือการ์เบียน ในการทำลายเป้าหมายที่เป็นเรือผิวน้ำได้อีกด้วย
ระเบิดชนิดต่างๆ นั้น เครื่องบินขับไล่ F-5E/F ยังมีศักยภาพในการใช้เป็นเครื่องบินโจมตี โดยสามารถเลือกติดระเบิดธรรมดา  ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ และระเบิดสเนกอาย ได้ทั้งขนาด 500 ปอนด์  1,000 ปอนด์ หรือ 2,000 ปอนด์ รวมทั้งกระเปาะจรวดขนาดต่างๆ และระเบิดนาปาล์ม โดยสามารถบรรทุกระเบิดที่ไพร่อนใต้ปีกข้างละ 2 ตำแหน่ง  และใต้ลำตัวหนึ่งตำแหน่ง รวมนำหนักบรรทุก7,000 ปอนด์ (3,175 กิโลกรัม)
พ.ศ.2521 กองทัพอากาศไทยได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ F-5E/F ล็อตแรกก่อนจะมี  F-5E ในสีพรางเทาลายใหม่ล่าสุด (เทาพรางสองสี) เข้าประจำการที่ตาคลี สรรพคุณของมันก็อย่างเล่าไปก่อนหน้านี้คือเป็นเครื่องบินที่ได้รับการพัฒนาให้มีความคล่องตัวเหมาะกับการปฏิบัติการต่อสู้ทางอากาศ และการโจมตีภาคพื้นได้อย่างแม่นยำ
เครื่องบินขับไล่ F-5F รุ่นที่ 2 ที่นั่ง
สำหรับ F-5E/F จำนวน 8 เครื่องแรกของฝูง 403  เมื่อวันที่ 14 มกราคมพ.ศ.2524  เป็นครั้งแรก กองทัพอากาศได้เริ่มทำการประกอบเครื่องบิน F-5E/F ชุดแรกของฝูงที่สอง เช่นเดียวกับที่เคยดำเนินการกับฝูงบิน 102 มาแล้ว  ณ กองโรงงานการช่าง ดอนเมือง  โดยส่วนที่เหลือจะเดินทางมาถึงประเทศไทยในวันที่ 28 พฤษภาคมปีเดียวกัน ภายหลังจากที่นักบินของกองทัพอากาศทำการฝึก RED FLAG 81-3 (ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 3 พฤษภาคม 2524  )  เรียบร้อยแล้ว
เมื่อ 8 เครื่องแรกที่เดินทางมาถึงจากนั้นในวันที่ 22 มกราคม 2524 พลอากาศเอก พะเนียง กานตรัตน์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้ทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ F-5F (2 ที่นั่ง) โดยมี นาวาอากาศโท ธานี เอี่ยมจ้อย (ยศครั้งสุดท้าย พลอากาศเอก)  ผู้บังคับฝูงบิน 403 ทำหน้าที่นักบินที่ 2 ขึ้นทำการบินเครื่องบิน F-5 E/F ชุดแรกของฝูงบิน 403 เข้าที่ตั้งฝูงบิน ณ กองบิน 4 ตาคลี เป็นครั้งแรก
F-5 E/F ฝูงบินที่สองนี้ กองทัพอากาศใช้งบประมาณในการจัดซื้อกว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ถูกกว่าการจัดหาชุดแรกเพราะราคาเครื่องบินลดลงเนื่องจากมียอดการผลิตมากขึ้น และประกอบกับค่าใช้จ่ายส่วนเริ่มต้นของการเรียนรู้หรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกเช่นการจัดซื้อฝูงแรกลดน้อยลงเนื่องจากมีความพร้อมด้านนั้นแล้ว
28 พฤษภาคมปีเดียวกันเครื่องบินขนส่งแบบ C-5 ของ กองทัพอากาศสหรัฐได้ขนส่งเครื่องบินขับไล่ F-5E/F ของฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี กองทัพอากาศไทย จำนวนหนึ่ง ที่เข้ารับการฝึก RED FLAG มาถึงประเทศไทย และดำเนินการประกอบทันที
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2524  พลอากาศเอก พะเนียง  กานตรัตน์  เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ ในขณะนั้นได้จัดให้มีพิธีรับ และขึ้นประจำการเครื่องบินขับไล่แบบ 18 ข/ค (F-5E/F) ฝูงที่สองของกองทัพอากาศไทย เข้าประจำการในฝูงบิน 403  กองบิน 4 ตาคลี
F-5E ฝฝูงบินข้าศึกสมมุติ กองทัพอากาศสหรัฐฯ
โดยมีพลเอก เปรม  ติณสูลานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีครั้งนั้น ณ ลานจอดท่าอากาศยานทหารกองบิน 6 ดอนเมือง
ในปี พ.ศ.2525 กองทัพอากาศรับมอบเครื่องบินขับไล่แบบ F-5E ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลีเพิ่มเติมอีก 8 เครื่อง ซึ่งเครื่องบินเหล่านี้ติดการฝึกบินทางยุทธวิธี RED FLAG ที่สหรัฐฯ จึงบรรจุเป็นชุดสุดท้าย และครบฝูงบิน
เพราะฉะนั้นหากไม่นำไปนับรวมกับที่สหรัฐฯให้เครื่องบินรบฟรีก่อนหน้านี้ เครื่องบินขับไล่ F-5E ฝูงบิน102 นับเป็นเครื่องบินขับไล่ไอพ่นฝูงแรกที่กองทัพอากาศซื้อมาใช้งานและเครื่องบินขับไล่ F-5E ฝูงบิน 403 จึงนับเป็นเครื่องบินขับไล่ไอพ่นฝูงที่สองที่กองทัพอากาศซื้อมาใช้งาน
นอกจากกองทัพอากาศไทย จะจัดซื้อ เครื่องบินขับไล่แบบ F-5E/F มาใช้งานในช่วงปี 2521-2524 จำนวน 2 ฝูงบิน คือ ฝูงบิน 102 และ 403 แล้ว ในปี 2531 กองทัพอากาศไทย ได้จัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ F-5 E  ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ จากฝูงบินข้าศึกสมมติ  ฝูงบินขับไล่ยุทธวิธีที่ 26  (26th Tactical Flying Training Aggressor Squadron : TFTAS)  ซึ่งประจำการอยู่ในฐานทัพอากาศคล๊าก ในฟิลิปปินส์
F-5E เครื่องเดียวกับที่ไปบินโชว์วันเด็กพ.ศ.2569
โดยในวันที่ 13 ธันวาคมพ.ศ.2531 เครื่องบินทั้ง 6 เครื่องบินเดินทางมาถึงกองบิน 1 โดยมี นาวาอากาศเอก อเนก  พัวสุวรรณ ผู้ช่วยเจ้ากรมยุทธการทหารอากาศ  พร้อมด้วย นาวาอากาศเอก ชลิต  พุกผาสุข รองผู้บังคับการกองบิน 1 ในขณะนั้น ให้การต้อนรับ
ภายหลังจากการซ่อมบำรุงแล้ว มีเครื่องบินพร้อมบรรจุประจำการในฝูงบินนี้  5  เครื่อง โดยรวมแล้วมีเครื่องบินขับไล่แบบ F-5E/F บรรจุประจำการในฝูงบิน 102  ซึ่งต่อมา บางเครื่องได้ย้ายไปอยู่ฝูงบิน 231 กองบิน 23 และฝูงบิน 711/701 กองบิน 71/7 นอกจากนี้ยังมีบางเครื่องถูกส่งต่อไปรวมกับ F-5E ที่ซื้อมาในปี 24 ณ ฝูงบิน 211 กองบิน 21 จนได้อัพเกรดเป็น F-5TH ในเวลาต่อมา
ในวัยเด็กผู้เขียนนอกจากจะเห็นเครื่องบินขับไล่ F-16 บินโชว์วันเด็กที่กองบิน 41 เชียงใหม่แล้วหรือบินมาฝึกเหนือน่านฟ้าลำพูนแล้ว F-5 ก็เคยบินมาฝึกบินที่ลำพูนเช่นกัน ตอนนั้นปี 54 เวลาที่เห็นก็เป็นช่วงบ่ายที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดลำพูน ผู้เขียนก็เป็นเด็กประถมคนหนึ่งก็ใช้ชีวิตไปตามประสาเด็กๆไม่ได้มีอะไรมาก
จนกระทั่งมีเสียงเครื่องบินขับไล่รูปทรงเพรียวลมติดถังเชื้อสำรองยาวๆเหมือนฟุตลองทาสีเทาใต้ลำตัว 1 ถัง การออกแบบมีเสน่ห์แถมยังคลาสสิคกว่าเครื่องบินรบยุคปัจจุบันบินมาเหนือสนามฟุตบอลของโรงเรียน ไม่มีการบินเปลี่ยนท่าทางหรือทำท่าบินปาดแผลงแบบงานวันเด็ก บินมาแล้วเห็นแต่ใต้ท้องที่หิ้วถังเชื้อเพลิงเพลิงสำรองเหมือนกันหมด
F-5B กองทัพอากาศนอร์เวย์
ผู้เขียนก็ไม่ทันปิดหู แต่ดีที่บินสูงกว่าราวๆ 1,200 ฟุตจากพื้นดิน เครื่องแรกบินผ่านไปจากนั้นมีเครื่องหนึ่งก็บินผ่านไป ทุกเครื่องทิ้งระยะห่างไว้ 30 วินาทีในการบินผ่านน่านฟ้าที่เด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งมองเห็น พอ F-5E บินผ่านไปผู้เขียนก็พยายามรอลุ้นอีกว่าจะบินมาอีกไหม ปรากฎบินมาแค่ 4 เครื่องเอง
ส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับ F-5E ขณะมาจอดตั้งแสดงที่กองบิน 41 ในช่วงที่ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆไปดูเครื่องบินรบกับครอบครัว ผู้เขียนประทับใจตอนที่เห็นช่างเครื่องและนักบินทำภาษามือขณะสตาร์ทเครื่อง พร้อมกับนำเครื่องไปตั้งหลักก่อนจะขึ้นบินโดยไม่มีการปิดฝาครอบกระจกห้องนักบิน
เมื่อเปลี่ยนบรรยากาศจากที่เคยเห็นจอดตั้งแสดงแล้วเตรียมบินโชว์ก่อนกลับอุบลฯ มาเป็นบินผ่านเหนือโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในลำพูน ภาพที่ผู้เขียนเห็น  F-5E พญาอินทรีแห่งทัพฟ้าไทยบินผ่านท้องฟ้าสีคราม ป่าช้าข้างโรงเรียน และสนามฟุตบอลอันกว้างใหญ่ทำให้ผู้เขียนในวันนั้นตื่นเต้นมากเพราะไม่เคยเห็นเครื่องบินรบแบบใดบินมาให้เห็นนอกสนามบินแบบนี้มาก่อน
ตอนนั้นผู้เขียนก็ไม่รู้ว่าเป็นฝึกบินหรือมาทำสงคราม แต่ที่ยังจำได้ไม่ลืมคือรูปทรงแบบนี้ไม่ค่อยได้เห็นกับตาถ้าไม่ได้อยู่ในสนามบินทางทหารแถมเสียงไอพ่นก็แหลมมากจนจำเสียงได้ดีว่าเป็นรุ่นใด พอจะขึ้นม.1 ก็มาเห็นคลิปในยูทูปปรากฎว่าเป็น F-5E จากฝูงบิน 211 กองบิน 21 อุบลราชธานีมาวางกำลังที่กองบิน 41 เชียงใหม่เพื่อฝึกบินรบทางอากาศในพื้นที่ภาคเหนือ นับตั้งแต่หลังปี 54 ก็ไม่ได้ยินเสียง F-5E มาฝึกบินอีกเลยโดยเหตุผลประการใดก็ไม่ทราบ
ข้อมูลจำเพาะ F-5TH กองทัพอากาศไทย
ผู้สร้าง บริษัท นอร์ธรอป แอร์คราฟท์ (สหรัฐอเมริกา)
ประเภท : เครื่องบินขับไล่ไอพ่นทางยุทธวิธี
เครื่องยนต์ : เทอร์โบเจ๊ต เจเนอรัล อีเล็กตริค เจ 85-ยีอี-21 ให้แรงขับเครื่องละ 1,588 กิโลกรัม และ 2,268 กิโลกรัม เมื่อสันดาปท้าย 2 เครื่อง
กางปีก : 8.13 เมตร
ยาว : 14.68 เมตร
สูง : 4.06 เมตร
พื้นที่ปีก : 17.29 เมตร
น้ำหนักเปล่า : 4,346 กิโลกรัม
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด : 11,192 กิโลกรัม
อัตราเร็วสูงสุด : ไม่เกิน 1,314 กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อมีน้ำหนักปฏิบัติการรบ 6,010 กิโลกรัม
อัตราเร็วขั้นสูง : 1.63 มัค ที่ระยะสูง 10,975 เมตร เมื่อเครื่องบินหนัก 10,975 กิโลกรัม
เพดานบินใช้งาน : 15,800 เมตร
รัศมีทำการรบ : 917 กิโลเมตร
พิสัยบิน : 2,943 กิโลเมตร เมื่อติดตั้งถังเชื้อเพลิงชนิดปลดทิ้งได้
อาวุธ : ปืนใหญ่อากาศขนาด 20 มม. M-39 ติดตั้งที่ลำตัวส่วนหัว 2 กระบอกพร้อมกระสุนกระบอกละ 280 นัด
ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ เอไอเอ็ม-9 ไซด์ไวน์เดอร์ หรือขีปนาวุธอากาศสู่อากาศดาร์บี้ติดตั้งที่ปลายปีกข้างละ 1 แห่ง
ระเบิดนำวิถีและระเบิดไม่นำวิถี
จรวดขนาด 2.95 นิ้ว
สามารถติดตั้งอาวุธที่ใต้ปีกได้ข้างละ 2 แห่ง และ ใต้ลำตัว 1 แห่ง รวมเป็นน้ำหนักสูงสุด 3,175 กิโลกรัม
สถานะ : ประจำการที่ฝูงบิน 211 กองบิน 21 อุบลราชธานี
F-5E Tiger Ii
F-5E สุดยอดเครื่องบินขับไล่ยุคสงครามเย็นที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องภัยคุกคามทางอากาศจากการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ยังเป็นความประทับใจของคนทุกเพศทุกวัยที่พบเห็น แม้แต่ตัวผู้เขียนเองก็มีความประทับใจที่ได้เห็นบินผ่านกับตา จนถึงปัจจุบันที่ผู้เขียนกำลังเขียนอยู่ในขณะนี้ ก็ยังคงมีความสุขที่ได้นึกถึงวันที่ F-5E บินผ่านไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
ท้าวทองไหล
STEPHAN DE BRUIJN
Thanawat Wongsaprom
Kittidej Sanguantongkam
Natee Sukcharoen
Liyu Wu
Teerawut W.
mamboccv
Settanan Meemungbun
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
โฆษณา