เมื่อวาน เวลา 12:02 • ยานยนต์

ความลับ 120 ปี! ทำไม “รถยนต์ไฟฟ้า” ถึงเคยเจ๊ง ทั้งที่เกิดก่อนรถน้ำมัน?

ทุกวันนี้เวลาเรามองไปบนท้องถนน ภาพที่ชินตาก็คือยานพาหนะพลังงานไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนผ่านไปมาอย่างเงียบๆ
ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์อย่าง Tesla หรือค่ายรถยนต์อื่นๆ ที่แข่งขันกันนำเสนอเทคโนโลยีสุดล้ำให้ผู้บริโภค
ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักเข้าใจกันไปเองว่ายานยนต์เหล่านี้คือนวัตกรรมแห่งโลกอนาคตที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นไม่นาน
แต่นั่นเป็นเพียงความจริงแค่ครึ่งเดียว…
หากเราลองเปิดหน้าประวัติศาสตร์และย้อนเวลากลับไปเมื่อกว่า 120 ปีที่แล้ว ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องใหม่เลยแม้แต่น้อย
แถมมันยังไม่ได้เป็นแค่รถยนต์ทางเลือกสำหรับคนเฉพาะกลุ่ม แต่มันคือเทคโนโลยีหลักที่กำลังฟาดฟันแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดกับรถยนต์เครื่องยนต์เบนซินและรถยนต์พลังงานไอน้ำอย่างดุเดือด
ลองจินตนาการถึงบรรยากาศของสหรัฐอเมริกาในปี 1900 ตอนนั้นบนท้องถนนมีรถยนต์พลังงานไอน้ำวิ่งอยู่ประมาณ 1,700 คัน มีรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ประมาณ 1,600 คัน ในขณะที่รถยนต์เครื่องยนต์เบนซินมีวิ่งอยู่บนถนนไม่ถึง 1,000 คันด้วยซ้ำ…
ตัวเลขสถิตินี้สะท้อนให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากว่า รถยนต์ไฟฟ้าเคยครองตลาดและเป็นที่นิยมมากกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน
จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดนี้ ต้องย้อนกลับไปไกลถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 1800 ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์เริ่มทดลองและพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่รวมถึงมอเตอร์ไฟฟ้า
สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ได้กลายมาเป็นรากฐานชิ้นสำคัญ ที่ช่วยปูทางให้วิศวกรยานยนต์รุ่นบุกเบิกสามารถสร้างต้นแบบยานพาหนะขึ้นมาได้
คำถามที่หลายคนอาจจะสงสัยก็คือ ใครคือผู้ประดิษฐ์รถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของโลก เรื่องนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน…
แต่ก็มีนักประดิษฐ์หลายคนที่สร้างผลงานระดับปฏิวัติวงการเอาไว้ อย่างเช่น Robert Anderson นักประดิษฐ์ชาวสกอตแลนด์
เขามักจะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สร้างรถม้าไฟฟ้าต้นแบบคันแรกในช่วงปี 1832 โดยใช้เซลล์แบตเตอรี่แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งที่ใช้น้ำมันดิบในการผลิตกระแสไฟฟ้า
แม้ว่าในยุคนั้น ผลงานชิ้นนี้จะดูเป็นนวัตกรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจมากแค่ไหน
แต่ด้วยข้อจำกัดของแบตเตอรี่ที่ชาร์จไฟใหม่ไม่ได้ แถมยังวิ่งได้ระยะทางที่สั้นมากๆ
นวัตกรรมชิ้นนี้จึงยังห่างไกลจากการนำมาใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน…
ต่อมาในปี 1837 วิศวกรชาวสกอตแลนด์อีกคนชื่อ Robert Davidson ก็ได้พยายามสร้างหัวรถจักรไฟฟ้าเครื่องแรกของโลกจนสำเร็จ
เครื่องต้นแบบนี้สามารถวิ่งได้ระยะทางประมาณ 1 ไมล์ ด้วยความเร็ว 4 ไมล์ต่อชั่วโมง
แถมตัวรถยังสามารถลากน้ำหนักได้ถึง 6 ตันก่อนที่แบตเตอรี่จะหมดพลังงาน
แน่นอนว่ามันยังคงนำมาใช้งานเชิงพาณิชย์ไม่ได้ แต่ความน่าสนใจก็คือ นวัตกรรมชิ้นนี้กลับสร้างความหวาดระแวงให้กับกลุ่มคนงานรถไฟในยุคนั้นเป็นอย่างมาก…
1
ถึงขั้นที่พวกเขาพากันบุกไปเผารถต้นแบบคันนี้ทิ้งเพื่อเป็นการประท้วง เพราะคนงานเหล่านี้มองว่าเทคโนโลยีไฟฟ้ากำลังจะเข้ามาแย่งอาชีพของพวกเขาในอนาคต
ข้ามฝั่งมาที่สหรัฐอเมริกา ช่างตีเหล็กจากรัฐเวอร์มอนต์ชื่อ Thomas Davenport ก็ได้สร้างผลงานที่น่าทึ่งเช่นกัน
เขากลายเป็นผู้บุกเบิกการออกแบบมอเตอร์ไฟฟ้า และประดิษฐ์มอเตอร์เชิงพาณิชย์เครื่องแรกสำเร็จในปี 1835 ก่อนจะนำมอเตอร์นี้ไปติดตั้งในรถขนาดเล็กที่วิ่งบนรางรถไฟจำลอง
แม้ความพยายามเหล่านี้จะดูเหมือนเป็นการเปิดประตูสู่โลกใบใหม่แห่งการเดินทาง…
แต่ปัญหาคลาสสิกที่นักประดิษฐ์ทุกคนต้องเผชิญหน้าเหมือนกันหมดก็คือ แบตเตอรี่หมดเร็วเกินไป
และการที่ต้องคอยเปลี่ยนแบตเตอรี่ก้อนใหม่ตลอดเวลา ก็ทำให้การใช้งานกลายเป็นเรื่องสิ้นเปลือง มันไม่มีความคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจเอาเสียเลย
ในตอนนั้นเอง การจะผลักดันนวัตกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ได้พึ่งพาแค่ตัวผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น
แต่ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการใช้งานด้วย ยานยนต์ไฟฟ้าในยุคแรกไปต่อไม่ได้เพราะโลกยังขาดสถานีชาร์จและระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่เสถียร…
เมื่อปัญหาหลักของเทคโนโลยีนี้คือแบตเตอรี่ โลกก็ต้องรอคอยให้นักแก้ปัญหาปรากฏตัว
จนกระทั่งในปี 1859 นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Gaston Planté ได้ประดิษฐ์แบตเตอรี่แบบชาร์จไฟใหม่ได้เครื่องแรกของโลก โดยใช้สารเคมีประเภทตะกั่วกรด
นี่คือหลักการพื้นฐานเดียวกับแบตเตอรี่รถยนต์ที่เรายังคงใช้งานกันมาจนถึงทุกวันนี้
ต่อมาในปี 1881 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสอีกคนชื่อ Camille Faure ก็นำดีไซน์นี้มาพัฒนาต่อยอด เพิ่มความจุและประสิทธิภาพ จนสามารถนำไปผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้สำเร็จ…
แม้เรื่องราวของแบตเตอรี่จะเริ่มลงตัวและมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่โลกก็ต้องรอคอยจนถึงปี 1887 กว่าจะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถนำมาวิ่งบนถนนใช้งานได้จริงคันแรก
ผลงานชิ้นนี้มาจากฝีมือของ William Morrison นักเคมีชาวสกอตแลนด์ที่ย้ายมาอยู่ในสหรัฐอเมริกา
เขาได้นำรถม้าแบบดั้งเดิมมาดัดแปลง แล้วใส่แบตเตอรี่ที่ชาร์จใหม่ได้ลงไปถึง 24 ก้อน
รถคันนี้สามารถจุผู้โดยสารได้ถึง 12 คน ทำความเร็วสูงสุดได้ 20 ไมล์ต่อชั่วโมง และสามารถวิ่งได้ไกล 50 ไมล์ต่อการชาร์จแบตเตอรี่หนึ่งครั้ง…
แม้ผลงานชิ้นนี้จะมีจุดบกพร่องเรื่องระบบเบรกและพวงมาลัยบังคับเลี้ยวอยู่บ้าง
แต่การนำรถคันนี้ออกมาวิ่งโชว์ ก็สามารถเรียกเสียงฮือฮาจากสื่อมวลชนระดับชาติได้อย่างล้นหลาม ข่าวความมหัศจรรย์นี้แพร่สะพัดไปทั่วอเมริกาอย่างรวดเร็ว
และภายในปี 1893 รถคันนี้ก็กลายมาเป็นดาวเด่นในงานแสดงสินค้าโลกที่เมืองชิคาโก
พอเข้าสู่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นยุคที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมกำลังเบ่งบาน กลุ่มคนที่มีฐานะร่ำรวยทั่วโลกต่างต้องการบอกลารถม้าที่แสนจะสกปรกและดูแลยาก…
พวกเขาอยากเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แทน
ตลาดยานยนต์ในตอนนั้นจึงถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้วอำนาจหลัก นั่นคือ รถพลังงานไอน้ำ รถพลังงานน้ำมัน และรถพลังงานไฟฟ้า
ในช่วงแรก รถพลังงานไอน้ำดูเหมือนจะเป็นผู้ชนะ เพราะสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 40% ในปี 1900 ตามมาติดๆ ด้วยยานยนต์ไฟฟ้าที่มีส่วนแบ่งตลาด 38%…
ทิ้งห่างรถยนต์เครื่องยนต์สันดาบที่ใช้น้ำมัน ซึ่งมีส่วนแบ่งเพียง 22%
แต่รถไอน้ำก็มีจุดอ่อนที่น่ารำคาญใจมากๆ เช่นเดียวกัน นั่นคือต้องใช้เวลานานถึง 45 นาทีในการต้มน้ำให้เดือดก่อนที่รถจะขยับได้
แถมยังต้องคอยเติมน้ำอยู่ตลอดเวลา ทำให้ขับไปไหนไกลไม่ได้
สุดท้ายรถไอน้ำก็ค่อยๆ เสื่อมความนิยมลงไป เหลือใช้งานแค่ในโรงงานอุตสาหกรรมหรือหัวรถจักรขนาดใหญ่เท่านั้น…
ทีนี้การแข่งขันในตลาดจึงเหลือแค่การสู้รบระหว่างรถยนต์ไฟฟ้ากับรถยนต์น้ำมัน
ฝั่งรถยนต์น้ำมันนั้น นำทัพโดย Gottlieb Daimler และ Karl Benz ผู้พัฒรถยนต์เครื่องยนต์สันดาบแรกของโลกในเยอรมนีเมื่อปี 1886
แต่ในช่วงแรก กลุ่มคนรวยชนชั้นสูงแทบจะไม่ชายตามองรถยนต์น้ำมันเลย
เพราะเครื่องยนต์ในยุคนั้นมีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว มีควันดำพ่นออกมาตลอดเวลา แถมยังมีกลิ่นเหม็นไหม้ของน้ำมันที่ชวนให้ปวดหัว…
การจะขับรถแต่ละทีต้องลงไปใช้แรงหมุนคันสตาร์ทด้านหน้ารถ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งเหนื่อยและมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ
ตัดภาพมาที่ยานยนต์ไฟฟ้า มันช่างดูหรูหรา สง่างาม และตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองสุดๆ
รถยนต์ไฟฟ้าสตาร์ทติดง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วกดสวิตช์ ไม่มีเสียงดังหนวกหูให้รำคาญใจ ไม่มีควันพิษมารบกวนการเดินทาง และไม่ต้องคอยสับเปลี่ยนเกียร์ให้วุ่นวาย…
แถมผู้หญิงในยุคสังคมชั้นสูงก็ชื่นชอบเทคโนโลยีนี้เป็นพิเศษ เพราะมันไม่ต้องออกแรงสตาร์ทเครื่องยนต์ และไม่ต้องกลัวว่าควันรถจะทำให้ชุดเดรสแสนสวยของพวกเธอเปื้อนคราบเขม่าดำ
ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคนั้นรถยนต์ไฟฟ้ายังทำความเร็วได้ดีกว่ารถยนต์น้ำมันด้วยซ้ำ
ในปี 1896 รถยนต์ไฟฟ้าที่มีชื่อว่า Electrobat สามารถเอาชนะรถยนต์เครื่องยนต์สันดาบในการแข่งขันวิ่ง 5 ไมล์ได้อย่างขาดลอย…
ต่อมาในปี 1899 Camille Jenatzy นักแข่งรถชาวเบลเยียม ได้สร้างรถแข่งไฟฟ้าดีไซน์รูปร่างคล้ายตอร์ปิโดชื่อว่า La Jamais Contente
รถคันนี้สร้างจากโลหะผสมอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาที่เรียกว่าพาร์ทิเนียม
มันกลายเป็นยานพาหนะคันแรกของโลกที่พุ่งทะยานทำลายสถิติ สามารถทำความเร็วได้เกิน 60 ไมล์ต่อชั่วโมง
ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่บ้าคลั่งมากในยุคที่ผู้คนยังคุ้นเคยกับความเร็วของการควบม้า…
ความสำเร็จอันน่าทึ่งเหล่านี้ ทำให้ยานยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นพาหนะยอดฮิตของคนเมือง
ในมหานครนิวยอร์กเริ่มมีบริษัทให้บริการรถแท็กซี่ไฟฟ้าวิ่งกันขวักไขว่มากกว่า 600 คัน
ส่วนปัญหาเรื่องการรอชาร์จแบตเตอรี่นานๆ ก็ถูกแก้ไขด้วยระบบสถานีสลับแบตเตอรี่
รถแท็กซี่แค่ขับเข้าไปในสถานี ถอดแบตเตอรี่ก้อนที่พลังงานหมดออก แล้วใส่ก้อนใหม่ที่ชาร์จเต็มแล้วเข้าไปแทน ก็สามารถกลับไปวิ่งรับผู้โดยสารต่อได้ทันที
ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีนี้กำลังจะครองโลกและมีอนาคตที่สดใสไร้คู่แข่ง…
1
แต่แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้น เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคของ Henry Ford ชายผู้เชื่อมั่นในพลังของเครื่องยนต์น้ำมันอย่างสุดหัวใจ
แม้ว่าในช่วงแรกเขาจะเผชิญกับคำวิจารณ์และเสียงหัวเราะเยาะมากมาย
ถึงขนาดที่ Clara Ford ภรรยาของเขาเอง ยังปฏิเสธที่จะขับรถน้ำมันของสามี
เธอทนความสกปรกและเสียงดังรบกวนไม่ไหว และเลือกที่จะขับรถยนต์ไฟฟ้าสุดหรูยี่ห้อ Detroit Electric ไปจนถึงปี 1914…
แต่ Henry Ford ก็ไม่ยอมแพ้ให้กับอุปสรรคเหล่านี้ ในปี 1908 เขาได้เปิดตัว Ford Model T รถยนต์น้ำมันที่เข้ามาปฏิวัติวงการ ด้วยการนำระบบสายพานการผลิตแบบจำนวนมหาศาลมาใช้ในโรงงาน
1
สิ่งนี้ทำให้เขาสามารถกดราคารถยนต์ลงมาเหลือเพียง 850 ดอลลาร์ ซึ่งถูกกว่ารถยนต์ไฟฟ้าในตลาดตอนนั้นเกือบครึ่งหนึ่ง
และในช่วงต้นทศวรรษ 1920 ราคาของ Ford Model T ก็ลดลงไปอีกจนเหลือแค่ประมาณ 300 ดอลลาร์…
ในขณะที่ยานยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังมีราคาแพงกว่าถึง 10 เท่า ลำพังแค่จะซื้อชุดอัปเกรดแบตเตอรี่ของ Thomas Alva Edison เพียงอย่างเดียว ราคาค่าตัวของมันก็ปาเข้าไป 600 ดอลลาร์แล้ว
และสิ่งที่เข้ามาตอกตะปูปิดฝาโลงนวัตกรรมไฟฟ้านี้ กลับกลายเป็นเทคโนโลยีที่ต่อยอดมาจากมอเตอร์ไฟฟ้านั่นเอง
ในปี 1912 แบรนด์ Cadillac ได้นำเสนอรถยนต์น้ำมันรุ่นแรกที่มีระบบสตาร์ทเตอร์ไฟฟ้า…
นวัตกรรมชิ้นนี้เข้ามาพลิกโฉมวงการอย่างรุนแรง เพราะคนขับไม่ต้องลงไปหมุนคันสตาร์ทหน้ารถให้เหนื่อยและอันตรายอีกต่อไป เพียงแค่บิดกุญแจ เครื่องยนต์น้ำมันก็ติดพร้อมใช้งานทันที
เมื่อรถน้ำมันสตาร์ทง่ายเหมือนรถไฟฟ้า แถมยังมีระบบท่อไอเสียที่ช่วยลดเสียงดัง
ข้อได้เปรียบที่เคยเป็นจุดขายหลักของยานยนต์ไฟฟ้าก็พังทลายลงในพริบตา
ประกอบกับช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สหรัฐอเมริกาได้ค้นพบแหล่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่ในรัฐเท็กซัส…
เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินดิ่งลงอย่างรวดเร็ว เมื่อน้ำมันหาเติมง่าย วิ่งได้ไกล ไม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะทาง Ford Model T จึงกลายเป็นรถยนต์แห่งมวลชนอย่างแท้จริง
คนที่อาศัยอยู่ตามชนบทที่ห่างไกลและไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง ก็สามารถซื้อรถยนต์น้ำมันไปใช้งานได้อย่างไร้ข้อกังวล
ในที่สุด รถยนต์ไฟฟ้าก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์หลักของวงการยานยนต์…
มันถูกลดบทบาทไปเป็นเพียงรถตู้สำหรับส่งนมในประเทศอังกฤษที่ต้องการความเงียบในยามเช้า หรือเป็นยานพาหนะเฉพาะทางที่มีการผลิตขึ้นมาบ้างในช่วงที่ญี่ปุ่นขาดแคลนน้ำมัน
แม้ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จะพยายามนำกลับมาปัดฝุ่นบ้าง แต่ก็เหมือนทำไปเพื่อการทดลองเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น ในปี 1966 ค่าย Chevrolet ได้พัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Electrovair รถคันนี้มีกำลังถึง 115 แรงม้า เทียบเท่าเครื่องยนต์น้ำมันรุ่นมาตรฐาน
แต่ปัญหาคือมันต้องแบกแบตเตอรี่ที่หนักถึง 800 ปอนด์เอาไว้ใต้ฝากระโปรง…
มันวิ่งได้ไกลสุดแค่ 40 ถึง 80 ไมล์ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง แถมแบตเตอรี่ยังมีอายุการใช้งานสั้นมาก ชาร์จได้แค่ 100 ครั้งก็เสื่อมสภาพ
และที่น่าตกใจที่สุดคือ ค่าตัวของแบตเตอรี่ก้อนนี้สูงถึง 160,000 ดอลลาร์
ประวัติศาสตร์ตรงนี้สะท้อนให้เห็นความจริงที่ชัดเจนมาก ต่อให้เทคโนโลยีจะล้ำหน้าและดีงามแค่ไหน แต่ถ้าต้นทุนยังสูงเกินไปและใช้งานไม่สะดวกในชีวิตจริง…
สุดท้ายผู้บริโภคก็จะเลือกสิ่งที่ดีและคุ้มค่ากับเงินในกระเป๋าของพวกเขามากที่สุดอยู่ดี
โลกปล่อยให้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้าหลับใหลไปนานหลายสิบปี จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 1990
เมื่อกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเริ่มตื่นตัวและผู้คนหันมาใส่ใจโลกมากขึ้น ค่าย General Motors ก็ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น EV1 ออกมาทดลองตลาด
แม้ช่วงแรกจะวิ่งได้ระยะทางจำกัด แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้แบตเตอรี่แบบ Nickel Metal Hydride ประสิทธิภาพก็เริ่มดีขึ้น…
และจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ของยุคสมัยใหม่ก็เดินทางมาถึงในปี 2003 เมื่อมีการก่อตั้งบริษัท Tesla Motors ขึ้นมา พร้อมกับปล่อยรถสปอร์ตไฟฟ้าอย่าง Roadster ออกมาเขย่าวงการในปี 2008
นี่คือการจุดพลุประกาศการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของเทคโนโลยีที่เคยถูกลืม
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ถูกพัฒนาไปข้างหน้าแบบก้าวกระโดด
ต้นทุนการผลิตถูกลง ระยะทางต่อการชาร์จวิ่งได้ไกลขึ้น และสถานีชาร์จก็ครอบคลุมมากขึ้น…
ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมไม่ว่าจะเป็น General Motors, Nissan, Ford รวมไปถึงแบรนด์หน้าใหม่จากทั่วทุกมุมโลก ต่างกระโดดลงมาร่วมวงแข่งขันในตลาดนี้กันอย่างดุเดือด
ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลหลายประเทศที่สนับสนุนให้ลดการปล่อยมลพิษอย่างจริงจัง
แม้ทุกวันนี้สัดส่วนของยานยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนอาจจะยังไม่ใช่ผู้ชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
แต่มันก็เป็นเทรนด์แห่งอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ศตวรรษที่ 21 กำลังจะเป็นเวทีขนาดใหญ่ให้เทคโนโลยีนี้ได้กลับมาทวงบัลลังก์…
เหมือนที่พวกมันเคยทำสำเร็จและยิ่งใหญ่มาแล้วเมื่อร้อยกว่าปีก่อน
เรื่องราวทั้งหมดนี้มอบบทเรียนที่ล้ำค่าให้กับพวกเรา บางครั้ง นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยม อาจจะไม่ได้ล้มเหลวเพราะตัวมันเองไม่มีประสิทธิภาพ
แต่มันอาจจะแค่ “”มาก่อนกาล”” และกำลังเฝ้ารอโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพื่อที่จะกลับมาพลิกโลกและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนได้อีกครั้ง…
References : [energy,history,caranddriver,smithsonianmag,wired]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา