3 ชั่วโมงที่แล้ว • ประวัติศาสตร์

สเปนแตกสองขั้ว: สงครามกลางเมืองและเงาของฟรังโก (1931–1975)

เมื่อประเทศเดียวกันกลายเป็นศัตรูกัน ลองนึกภาพประเทศหนึ่งที่พ่อต่อสู้กับลูก
พี่ชายฆ่าน้องชาย เพื่อนบ้านกลายเป็นผู้ประหารชีวิตกันเองนี่ไม่ใช่นวนิยาย แต่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงใน สเปน ระหว่างปี 1936–1939 และบาดแผลนั้นถูกกดทับภายใต้เผด็จการยาวนานถึง 36 ปี นักประวัติศาสตร์จำนวนมากเรียกสงครามกลางเมืองสเปนว่า
“การซ้อมใหญ่ของสงครามโลกครั้งที่สอง”
เพราะที่นี่คือจุดปะทะของอุดมการณ์โลก:
  • ​ฟาสซิสม์
  • ​คอมมิวนิสต์
  • ​เสรีนิยม
  • ​อนาธิปไตย
ทั้งหมดชนกันบนแผ่นดินเดียว
Timeline สั้น ๆ ก่อนเริ่มเรื่อง
1931 — สเปนกลายเป็นสาธารณรัฐ
1936 — สงครามกลางเมืองเริ่ม
1939 — ฝ่ายชาตินิยมชนะสงคราม
1959 — เศรษฐกิจเปิดประเทศ
1975 — ฟรานซิสโก ฟรังโก เสียชีวิต
1978 — สเปนมีรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย
จุดเริ่มของความแตกแยก (1931–1936)
ปี 1931 ราชวงศ์ล่มสลายโดยแทบไม่มีการนอง เลือดสาธารณรัฐสเปนถือกำเนิดท่ามกลางความหวังมหาศาล
แต่ปัญหาที่สะสมมาหลายศตวรรษระเบิดขึ้นพร้อมกัน:
  • ​ที่ดินส่วนใหญ่เป็นของเจ้าที่ดินไม่กี่ตระกูล
  • ​ชาวนายากจนอย่างรุนแรง
  • ​คริสตจักรคาทอลิกปะทะกับฝ่ายฆราวาส
  • ​แคว้นกาตาลุญญาและบาสก์ต้องการปกครองตนเอง
รัฐบาลใหม่พยายามปฏิรูปอย่างรวดเร็ว:
  • ​ปฏิรูปที่ดิน
  • ​ลดอำนาจกองทัพ
  • ​แยกรัฐออกจากศาสนา
ฝ่ายอนุรักษนิยมเริ่มมองว่านี่คือภัยคุกคามต่อ “สเปนแบบเดิม”
ประเทศเริ่มแบ่งเป็นสองขั้วชัดเจน
การเลือกตั้ง 1936: ชนวนระเบิด
กุมภาพันธ์ 1936 แนวร่วมฝ่ายซ้ายชนะเลือกตั้งเฉียดฉิว
ฝ่ายขวาและกองทัพบางส่วนเริ่มวางแผนรัฐประหาร หนึ่งในนายพลที่เข้าร่วมคือ
ฟรานซิสโก ฟรังโก
ตอนนั้นเขายังไม่ใช่ผู้นำ แต่กำลังจะกลายเป็นคนที่สำคัญที่สุดในประเทศ
กรกฎาคม 1936 — สงครามเริ่มต้น
กองทัพก่อกบฏ แต่การรัฐประหาร “ล้มเหลวครึ่งหนึ่ง”
ผลคือ สเปนแตกออกเป็นสองประเทศในประเทศเดียว
ฝ่ายชาตินิยม (Nationalists)
สนับสนุนโดย
  • ​กองทัพ
  • ​คริสตจักร
  • ​เจ้าของที่ดิน
  • ​กลุ่มฟาสซิสต์
ฝ่ายสาธารณรัฐ (Republicans)
สนับสนุนโดย
  • ​แรงงาน
  • ​ปัญญาชน
  • ​คอมมิวนิสต์
  • ​สังคมนิยม
  • ​อนาธิปไตย
แผนที่พื้นที่ควบคุมของฝ่ายชาตินิยมและฝ่ายสาธารณรัฐในช่วงต้นสงครามกลางเมืองสเปน (1936) Image: Wikimedia Commons
สงครามกลางเมืองเริ่มต้นขึ้น
สงครามตัวแทนของโลก (Proxy War)
สงครามนี้ดึงมหาอำนาจเข้ามาทันที
ฝ่ายชาตินิยมได้รับการช่วยเหลือจาก:
  • ​อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ส่งกองบิน Condor Legion
  • ​เบนิโต มุสโสลินี ส่งทหารกว่า 70,000 นาย
ฝ่ายสาธารณรัฐได้รับการช่วยเหลือจาก:
  • ​สหภาพโซเวียต
  • ​กองพลอาสานานาชาติ รวมถึงนักเขียนอย่าง จอร์จ ออร์เวลล์ และ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์
ขณะที่อังกฤษและฝรั่งเศสเลือก “ไม่แทรกแซง” ในทางปฏิบัติ นั่นทำให้ฝ่ายสาธารณรัฐเสียเปรียบอย่างหนัก
เกร์นิกา: เมื่อการทิ้งระเบิดเมืองพลเรือนเกิดขึ้น
ปี 1937 เมืองเกร์นิกาถูกทิ้งระเบิดกลางวันตลาดกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความโหดร้ายสงครามสมัยใหม่
ศิลปิน ปาโบล ปิกัสโซ สร้างภาพ Guernica ซึ่งกลายเป็นผลงานต่อต้านสงครามที่โด่งดังที่สุดในโลก
ความโหดร้ายของทั้งสองฝ่าย
สงครามนี้ไม่มี “ฝ่ายบริสุทธิ์”
  • ​ฝ่ายชาตินิยมประหารนักโทษและปัญญาชนจำนวนมาก
  • ​ฝ่ายสาธารณรัฐสังหารนักบวชและผู้ต้องสงสัยจำนวนมาก
ยอดผู้เสียชีวิตรวม: 500,000 – 1,000,000 คน นี่คือหนึ่งในสงครามกลางเมืองที่โหดร้ายที่สุดในยุโรป
1939 — ฟรังโกชนะสงคราม
วันที่ 1 เมษายน 1939 ฟรังโกประกาศชัยชนะ แต่ความรุนแรงยังไม่จบ มีผู้ถูกประหารหลังสงครามอีก 30,000–50,000 คน
ผู้ลี้ภัยกว่า 500,000 คนหนีออกนอกประเทศ
สเปนเข้าสู่ยุคเผด็จการ
สเปนภายใต้ฟรังโก (1939–1975)
ระบอบของเขาตั้งอยู่บน 4 เสาหลัก:
  • ​กองทัพ
  • ​คริสตจักร
  • ​พรรคฟาสซิสต์ Falange
  • ​กลุ่มอนุรักษนิยม
ช่วงแรกประเทศยากจนและโดดเดี่ยว เศรษฐกิจล้มเหลวจากนโยบายปิดประเทศ
สงครามเย็นช่วยชีวิตเผด็จการ
เมื่อสงครามเย็นเริ่มขึ้น สหรัฐมองสเปนเป็นพันธมิตรต้านคอมมิวนิสต์
ปี 1953 สหรัฐและสเปนลงนามข้อตกลงฐานทัพสเปนกลับเข้าสู่เวทีโลก
ปาฏิหาริย์เศรษฐกิจสเปน
ปี 1959 สเปนเปิดเศรษฐกิจ การลงทุนต่างชาติไหลเข้า การท่องเที่ยวบูม
เศรษฐกิจโตเฉลี่ย 7% ต่อปี
ชาวสเปนเริ่มมี:
  • ​รถยนต์
  • ​โทรทัศน์
  • ​ชีวิตชนชั้นกลาง
แต่เสรีภาพยังถูกควบคุมอย่างเข้มงวด
1975 — จุดจบของเผด็จการ
20 พฤศจิกายน 1975 ฟรังโกเสียชีวิต
ผู้สืบทอดคือกษัตริย์ ฮวน การ์ลอส ที่ 1
ฟรังโกหวังว่าเขาจะสืบทอดระบอบต่อ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือสิ่งตรงกันข้าม
การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย
กษัตริย์แต่งตั้ง อาดอลโฟ ซัวเรซ เป็นนายกฯ
ทั้งสองนำประเทศสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติ รัฐธรรมนูญปี 1978 ผ่านด้วยคะแนน 87%
นี่คือหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านที่สงบที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
บทส่งท้าย
สงครามกลางเมืองสเปนจบไปแล้ว
แต่ความทรงจำยังไม่จบ
หลุมศพหมู่ยังถูกค้นพบจนถึงปัจจุบัน
ครอบครัวจำนวนมากยังมีบรรพบุรุษอยู่คนละฝ่าย
แต่สเปนก็พิสูจน์สิ่งสำคัญที่สุด: แม้ประเทศจะแตกแยกที่สุด ก็ยังสามารถเลือกอนาคตใหม่ได้
#ประวัติศาสตร์
#สงครามกลางเมือง
#สงครามโลก
#ภูมิรัฐศาสตร์
#เผด็จการ
#ประวัติศาสตร์โลก
#History
#Geopolitics
#WW2
#SpanishCivilWar
อ้างอิง
Beevor, Antony. The Battle for Spain: The Spanish Civil War 1936–1939 (2006)
Preston, Paul. Franco: A Biography (1993)
Preston, Paul. The Spanish Holocaust (2012)
Thomas, Hugh. The Spanish Civil War (1961, revised 2003)
Payne, Stanley G. The Franco Regime, 1936–1975 (1987)
โฆษณา