11 พ.ค. เวลา 12:00 • ธุรกิจ

ไม่ปรับตัว = ตาย! ทำไม Zenith แบรนด์ทีวีเบอร์ 1 ของอเมริกา ถึงล่มสลาย?

เคยสงสัยไหมว่าโทรทัศน์ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากไหน
และใครคือผู้คิดค้นรีโมทคอนโทรลไร้สายเครื่องแรกที่ทำให้เราไม่ต้องเดินไปหมุนปุ่มเปลี่ยนช่องที่หน้าจออีกต่อไป
คำตอบคือบริษัทสัญชาติอเมริกันที่เคยยิ่งใหญ่และเป็นราชาแห่งห้องนั่งเล่นของทุกครอบครัวในยุคก่อน
บริษัทแห่งนี้ไม่เพียงแต่สร้างนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลก แต่ยังเป็นผู้วางรากฐานเทคโนโลยีโทรทัศน์ดิจิทัลที่เราใช้กันเป็นมาตรฐานในปัจจุบันอีกด้วย
แต่เรื่องที่น่าเศร้าและตลกร้ายก็คือ ในวันที่เทคโนโลยีที่พวกเขาคิดค้นกลายมาเป็นมาตรฐานของโลก บริษัทแห่งนี้กลับไม่เหลือสถานะการเป็นผู้ผลิตอิสระอีกต่อไป
นี่คือเรื่องราวของ Zenith แบรนด์ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ทางอุตสาหกรรมอเมริกันที่ปัจจุบันถูกเทคโอเวอร์ไปเรียบร้อยแล้ว
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในปี 1918 ในช่วงเวลาที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเพิ่งจะสิ้นสุดลง
อุตสาหกรรมในอเมริกาเริ่มเปลี่ยนผ่านจากการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อป้อนกองทัพ กลับคืนสู่วิถีชีวิตปกติของพลเรือน
ทรัพยากรสำคัญอย่างเหล็ก ไม้ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ถูกเปลี่ยนทิศทางมาสู่การพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภค
และหนึ่งในเทคโนโลยีที่ดูล้ำสมัยและมีอนาคตที่สุดในยุคนั้นคือการสื่อสารไร้สาย…
ในปีเดียวกันนั้นเองที่เมืองชิคาโก ชายสองคนชื่อ Ralph HG Matthews และ Carl Hassel ได้ตัดสินใจก่อตั้งกิจการเล็กๆ ขึ้นมา
พวกเขาตั้งชื่อบริษัทว่า Chicago Radio Laboratory ซึ่งในตอนนั้นยังไม่ได้เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ระดับประเทศแต่อย่างใด
สิ่งที่พวกเขาทำคือการสร้างอุปกรณ์และชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อตอบสนองกลุ่มคนที่หลงใหลในวิทยุสมัครเล่น
ต้องเข้าใจก่อนว่าในยุคนั้นวิทยุยังไม่ใช่สิ่งจำเป็นประจำบ้าน สัญญาณยังไม่เสถียร และการรับฟังต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคระดับหนึ่ง
วิทยุจึงถือเป็นเพียงงานอดิเรกของคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนต้องมีเหมือนในยุคต่อมา
บนอุปกรณ์รุ่นแรกๆ ของพวกเขาถูกประทับตราด้วยรหัสเรียกขานของนักวิทยุสมัครเล่นว่า 9ZN
และจากรหัสเรียกขานตรงนี้เองที่ถูกนำมาดัดแปลงเป็นชื่อแบรนด์ที่ดังก้องโลกในเวลาต่อมานั่นคือ Zenith
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แบรนด์เล็กๆ แห่งนี้พุ่งทะยาน เกิดขึ้นเมื่อชายที่ชื่อ Eugene F. Macdonald Jr. ก้าวเข้ามาบริหารกิจการ
อดีตนายทหารเรือสหรัฐอเมริกาคนนี้พกพาระเบียบวินัยแบบทหารบวกกับความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในศักยภาพของอุตสาหกรรมอเมริกัน
เขาเข้ามาจัดระเบียบองค์กรใหม่ทั้งหมดและเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Zenith Radio Corporation ในปี 1921
ซึ่งเป็นจังหวะเวลาที่พอดิบพอดีกับการระเบิดขึ้นของอุตสาหกรรมสถานีวิทยุเชิงพาณิชย์ในสหรัฐอเมริกา…
เมื่อสถานีวิทยุผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ความต้องการเครื่องรับวิทยุก็พุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
ผู้ผลิตหลายรายกระโจนเข้าสู่ตลาดและเลือกใช้กลยุทธ์สงครามราคาเพื่อเน้นขายให้ได้จำนวนมากๆ
ชิ้นส่วนต่างๆ ถูกลดต้นทุนเพื่อให้ราคาถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อดึงดูดใจผู้บริโภค
แต่ Zenith กลับเลือกทางเดินที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
Macdonald วางตำแหน่งแบรนด์ของเขาให้เป็น “สินค้าพรีเมียม” ที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาด
วิทยุของพวกเขาประกอบขึ้นด้วยตัวเรือนไม้ที่ทนทาน ชิ้นส่วนภายในคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันและเน้นคุณภาพสูงสุด
เขาเชื่อมั่นว่าความไว้วางใจในระยะยาวจะสามารถเอาชนะข้อได้เปรียบด้านราคาในระยะสั้นได้อย่างแน่นอน
วิทยุของบริษัทไม่ได้เป็นแค่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ถูกออกแบบให้เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกที่ประดับห้องนั่งเล่นอย่างภาคภูมิใจ
ความยึดมั่นในคุณภาพขั้นสูงนี้ ทำให้บริษัทสามารถรอดพ้นจากช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของอเมริกาอย่างวิกฤตเศรษฐกิจ Great Depression ในช่วงปี 1929
ในขณะที่บริษัทที่เน้นขายของถูกพากันล้มละลายเพราะสายป่านไม่ยาวพอ และผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อ
แต่ Zenith กลับประคองตัวผ่านพ้นมาได้เพราะกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีกำลังซื้อยังคงเชื่อมั่นและยอมจ่ายเงินให้กับแบรนด์…
ต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1941 ภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
บริษัทต้องหยุดผลิตวิทยุสำหรับประชาชนทั่วไป และเปลี่ยนโรงงานไปผลิตอุปกรณ์สื่อสารและเรดาร์ให้กับกองทัพสหรัฐอเมริกา
ประสบการณ์ตรงนี้เองที่ทำให้ทีมวิศวกรของบริษัทได้พัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญไปสู่ขีดสุด
พวกเขาคุ้นเคยกับความแม่นยำระดับมาตรฐานทหารที่ห้ามมีความผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว
เมื่อสงครามจบลงในปี 1945 บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งชิคาโกเจ้านี้ก็ไม่ได้เป็นแค่ช่างทำวิทยุอีกต่อไป
แต่พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญด้านระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่พร้อมจะก้าวเข้าสู่สมรภูมิใหม่ที่กำลังจะมาถึง
เทคโนโลยีใหม่ที่ว่านั้นก็คือ “โทรทัศน์”…
1
ในปี 1948 Zenith ก้าวเข้าสู่ตลาดโทรทัศน์อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่
โทรทัศน์เป็นอุปกรณ์ที่ซับซ้อนกว่าวิทยุหลายเท่าตัว ทั้งเรื่องของหลอดภาพ ระบบไฟฟ้าแรงสูง และวงจรที่ต้องแม่นยำ
แต่ด้วยพื้นฐานทางวิศวกรรมที่แน่นหนา บริษัทจึงวางตำแหน่งโทรทัศน์ของตนให้เป็นสินค้าระดับพรีเมียมเช่นเดียวกับวิทยุ
นวัตกรรมที่สร้างชื่อให้พวกเขาอย่างมหาศาลคือการประดิษฐ์รีโมทคอนโทรลที่เปลี่ยนพฤติกรรมคนดูทีวีไปตลอดกาล
ในปี 1955 พวกเขาเปิดตัว Flashmatic รีโมทไร้สายที่ใช้ลำแสงส่องไปที่มุมจอเพื่อเปลี่ยนช่อง
และในปี 1956 วิศวกรที่ชื่อ Robert Adler ได้พัฒนา Space Command รีโมทที่ใช้คลื่นเสียงซึ่งกลายมาเป็นต้นแบบของการควบคุมโทรทัศน์สมัยใหม่
ความยอดเยี่ยมนี้ทำให้จนถึงยุค 1960s บริษัทได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตโทรทัศน์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา
พวกเขาตีคู่มากับแบรนด์ RCA โดยมีโรงงานขนาดมหึมาในชิคาโกและจ้างพนักงานหลายพันคน
จุดขายที่แข็งแกร่งที่สุดและสร้างความภูมิใจให้กับลูกค้าคือคำว่า “American-built” ซึ่งการันตีการผลิตในอเมริกาเพื่อคุณภาพที่วางใจได้
ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปได้สวยงาม พวกเขาเป็นจ้าวแห่งเทคโนโลยี เป็นผู้นำตลาด และเป็นความภูมิใจของประเทศ
แต่แล้วโลกของธุรกิจก็มักจะซ่อนจุดเปลี่ยนไว้ในมุมที่เรามองไม่เห็นเสมอ…
ในปี 1958 Macdonald ผู้เป็นเสาหลักและกำหนดทิศทางของบริษัทมาหลายทศวรรษได้เสียชีวิตลง
แม้บริษัทจะยังคงเดินหน้าต่อไปได้ด้วยโครงสร้างและระบบที่แข็งแกร่งที่เขาวางเอาไว้
แต่น่านน้ำของการแข่งขันระดับโลกกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงโดยที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัว
เมื่อเข้าสู่ทศวรรษที่ 1970s โทรทัศน์ไม่ใช่ของใหม่สำหรับชาวอเมริกันอีกต่อไป แทบทุกบ้านมีทีวีอย่างน้อยหนึ่งเครื่อง
ตลาดเริ่มเข้าสู่สภาวะอิ่มตัว และการแข่งขันได้เปลี่ยนจากเรื่องของนวัตกรรมกลายมาเป็นเรื่องของสงครามราคา
และนี่คือจุดที่ผู้เล่นหน้าใหม่จากทวีปเอเชียเริ่มเผยโฉมและก้าวเข้ามาเขย่าบัลลังก์…
ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากประเทศญี่ปุ่นอย่าง Sony Panasonic และ Toshiba เริ่มบุกตลาดสหรัฐอเมริกาอย่างหนักหน่วง
บริษัทญี่ปุ่นเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ที่ทำให้โทรทัศน์มีขนาดเล็กลง น้ำหนักเบาขึ้น และประกอบได้ง่ายขึ้น
แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือพวกเขาทำทั้งหมดนี้ได้ด้วย “ต้นทุน” ที่ต่ำกว่าผู้ผลิตอเมริกันอย่างมหาศาล
ในขณะที่คู่แข่งจากญี่ปุ่นปรับปรุงสายการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและใช้ประโยชน์จากต้นทุนแรงงานที่ถูกกว่า
Zenith กลับยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์เดิมของบริษัทอย่างเหนียวแน่นไม่ยอมเปลี่ยนแปลง
พวกเขายืนกรานที่จะรักษาฐานการผลิตขนาดใหญ่ไว้ในชิคาโก ใช้แรงงานอเมริกันที่ค่าแรงสูงกว่า
และดำเนินกระบวนการผลิตแบบทำเองทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำเพื่อรักษาคำว่าผลิตในอเมริกาเอาไว้
เมื่อต้องเผชิญกับคู่แข่งที่ขายของได้ถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด แถมคุณภาพก็เริ่มพัฒนามาไล่เลี่ยกัน
ผู้บริโภคชาวอเมริกันที่กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในยุคนั้น จึงเริ่มเปลี่ยนใจไปซื้อทีวีนำเข้าจากญี่ปุ่น
ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทเริ่มหดตัวลงอย่างน่าตกใจ อัตรากำไรที่เคยงดงามกลับกลายเป็นตัวเลขขาดทุน…
แทนที่จะรีบปรับโครงสร้างองค์กร ลดขนาดโรงงาน หรือย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศเพื่อลดต้นทุน
Zenith กลับเลือกวิธีต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อปกป้องธุรกิจของตัวเองจากคู่แข่งต่างชาติ
พวกเขาเป็นแกนนำในการฟ้องร้องคดีต่อต้านการทุ่มตลาด โดยกล่าวหาว่าบริษัทญี่ปุ่นรวมหัวกันดัมพ์ราคาขายทีวีในอเมริกา
ข้อกล่าวหาคือญี่ปุ่นตั้งใจขายขาดทุนเพื่อทำลายผู้ผลิตท้องถิ่นให้ตายจากตลาดไปให้หมด
คดีประวัติศาสตร์นี้ลากยาวไปจนถึงศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกาภายใต้ชื่อคดี Matsushita Electric Industrial Co. v. Zenith Radio Corp.
จนกระทั่งในปี 1985 ศาลฎีกาก็ได้ตัดสินให้ฝั่งผู้ผลิตจากญี่ปุ่นเป็นฝ่ายชนะคดีในที่สุด
คดีนี้สร้างบรรทัดฐานที่ทำให้การพิสูจน์เรื่องการตั้งราคาแบบทำลายล้างเป็นเรื่องยากมากในทางกฎหมาย
สำหรับบริษัทสัญชาติอเมริกัน นี่ไม่ใช่แค่การแพ้คดีในศาล แต่มันคือเสียงระฆังเตือนสติครั้งสุดท้าย
ภาครัฐและกระบวนการยุติธรรมจะไม่กางร่มปกป้องพวกเขาจากพายุแห่งโลกาภิวัตน์อีกต่อไป
ตลาดเสรีระดับโลกต่างหากที่จะเป็นผู้ตัดสินชะตากรรมของธุรกิจว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป…
เมื่อแพ้คดีและกำแพงปกป้องพังทลายลง บริษัทก็ถูกบีบให้ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้าย
ธุรกิจโทรทัศน์ได้กลายเป็นสินค้าทั่วไปในตลาดโลก ที่ใครบริหารห่วงโซ่อุปทานได้ดีกว่าและผลิตได้ถูกกว่าคือผู้ชนะ
บริษัทเริ่มจำใจต้องปลดพนักงาน ปิดโรงงานในชิคาโก และขายกิจการที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักทิ้งเพื่อนำเงินมาต่อลมหายใจ
ฐานะทางการเงินของพวกเขาอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด หนี้สินเริ่มพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ
แต่ถึงแม้โรงงานจะถูกปิดและเงินทุนจะร่อยหรอ สิ่งหนึ่งที่พวกเขายังคงมีเหนือกว่าใครคือความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม
ในช่วงปลายทศวรรษ 1980s โลกกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีครั้งใหญ่
นั่นคือการก้าวจากโทรทัศน์ระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิทัลความละเอียดสูงหรือที่เรารู้จักกันในชื่อ HDTV
แทนที่จะยอมแพ้และปล่อยให้แบรนด์ค่อยๆ ตายไปตามกาลเวลา บริษัทตัดสินใจเดิมพันครั้งสุดท้าย
พวกเขาเอาทรัพยากรที่เหลืออยู่ทั้งหมดทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนาระบบดิจิทัลอย่างสุดตัว…
พวกเขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มความร่วมมือด้านเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Grand Alliance
และทีมวิศวกรของบริษัทก็สามารถสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่เปลี่ยนโลกได้สำเร็จอีกครั้ง
พวกเขาเป็นผู้คิดค้นระบบการส่งสัญญาณดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพสูงมากจนเหนือกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ
จนกระทั่งในปี 1996 องค์กรกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐอเมริกาหรือ FCC ได้รับรองมาตรฐาน ATSC
ให้เป็นมาตรฐานโทรทัศน์ดิจิทัลของอเมริกา โดยมีเทคโนโลยีของ Zenith ฝังอยู่ในฐานรากของระบบนั้นทั้งหมด
ในแง่ของวิศวกรรม นี่คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พวกเขาคือผู้กำหนดอนาคตของโทรทัศน์ดิจิทัลในอเมริกา
สิทธิบัตรที่พวกเขาถือครองมีมูลค่ามหาศาลและเป็นที่ต้องการของคนทั้งอุตสาหกรรม
แต่ในแง่ของธุรกิจ มันกลับเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความตลกร้ายอย่างที่สุด…
เพราะถึงแม้พวกเขาจะชนะเลิศในการสร้างเทคโนโลยี แต่การจะผลิตโทรทัศน์ดิจิทัลออกขายแข่งขันในตลาดโลกยุคใหม่นั้นไม่ง่ายเลย
มันต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานแบบใหม่ และบูรณาการชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าด้วยกัน
ที่สำคัญต้องอาศัยสายการผลิตที่มีประสิทธิภาพขั้นสุดเพื่อกดต้นทุนให้สู้กับคู่แข่งจากเอเชียได้
ซึ่งบริษัทที่บอบช้ำทางการเงินมาหลายสิบปีไม่มีทรัพยากรและกำลังพอที่จะทำสิ่งเหล่านั้นได้อีกแล้ว
พวกเขาเป็นคนเขียนกฎกติกาการแข่งขันขึ้นมาใหม่ แต่กลับไม่มีแรงพอที่จะลงไปเล่นในสนามแข่งขันที่ตัวเองสร้างขึ้นมา
ท้ายที่สุดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญก็มาถึงในปี 1995
บริษัท LG Electronics ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ที่กำลังขยายอิทธิพลไปทั่วโลกได้มองเห็นโอกาสนี้
พวกเขาต้องการขุมทรัพย์สิทธิบัตรและเทคโนโลยีของอดีตราชาแห่งอเมริกาเพื่อใช้ต่อยอดธุรกิจระดับโลก
จึงได้เข้ามาซื้อหุ้นใหญ่เพื่อพยุงกิจการ ก่อนที่จะเข้าซื้อกิจการอย่างสมบูรณ์ในอีกไม่กี่ปีต่อมา
บริษัทที่เคยเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ในชิคาโกเมื่อปี 1918 และก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศ
บริษัทที่เคยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกและผลิตเรดาร์ช่วยกองทัพชนะสงคราม
ท้ายที่สุดได้กลายสภาพเป็นเพียงบริษัทลูกของบรรษัทข้ามชาติที่ทรงพลังกว่าในยุคโลกาภิวัตน์…
แม้ทุกวันนี้ชื่อของแบรนด์จะยังคงถูกใช้ทำตลาดอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ
และเทคโนโลยีที่พวกเขาคิดค้นยังคงส่งสัญญาณภาพคมชัดมาสู่หน้าจอโทรทัศน์ของชาวอเมริกันทุกครัวเรือน
แต่สถานะการเป็นผู้ผลิตอิสระที่ยิ่งใหญ่ของชาวอเมริกันได้สูญสลายไปแล้วอย่างถาวร
เรื่องราวทั้งหมดนี้มันบอกเราว่า…
การมีสินค้าที่ยอดเยี่ยมและคุณภาพวิศวกรรมที่เป็นเลิศ ไม่ได้แปลว่าคุณจะเป็นผู้ชนะในตลาดเสมอไป
บริษัทแห่งนี้ไม่เคยพ่ายแพ้ในเรื่องของเทคโนโลยีและไม่ได้ทำของที่แย่ลงเลยแม้แต่น้อย
แต่พวกเขาพ่ายแพ้ให้กับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว
พวกเขายึดติดกับความสำเร็จในอดีตและเชื่อมั่นในคุณภาพการผลิตแบบดั้งเดิมมากเกินไป
จนมองข้ามกระแสลมแห่งโลกาภิวัตน์ที่พัดพาห่วงโซ่อุปทานไปสู่ระดับสากลเพื่อแย่งชิงความได้เปรียบด้านต้นทุน
ในโลกของธุรกิจยุคใหม่ สเกลการผลิต การบริหารจัดการต้นทุน และความยืดหยุ่นในการปรับตัว
มีความสำคัญพอๆ กับการสร้างนวัตกรรมที่ล้ำสมัย
ความเชื่อมั่นในจุดแข็งเดิมมากเกินไปจนละเลยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป อาจกลายเป็นจุดอ่อนที่อันตรายที่สุดที่ทำลายธุรกิจเสียเอง
ทุกครั้งที่เรากดรีโมทเปลี่ยนช่องทีวี หรือดูรายการแบบความละเอียดสูง
สัญญาณเหล่านั้นยังคงวิ่งผ่านรากฐานความคิดที่ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทแห่งนี้
หน้าจอโทรทัศน์อาจจะไม่เคยมืดดับลง แต่โรงงานที่อยู่เบื้องหลังได้เปลี่ยนมือไปเรียบร้อยแล้ว
ตำนานบทนี้เตือนใจเราเสมอว่า ไม่มีธุรกิจใดที่ยิ่งใหญ่พอจะต้านทานกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ หากปฏิเสธที่จะปรับตัวให้ทันเวลา…
References : [wikipedia, britannica, hbr, investopedia, radiomuseum]
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา