เมื่อวาน เวลา 10:00 • นิยาย เรื่องสั้น

ตีนคู่ ที่นำสู่วิถีธรรมจอมปลอม ฉันยอมหมดใจ แค่ได้ กินฟรีกับคอร์ส ชี บุฟเฟต์

ตอน 3…ให้หมานำทาง
ตีนกาเพิ่มสองขีด น้ำหนักลด 2.2 กิโลกรัม นมยานเหมือนถุงชงโอเลี้ยงที่ทิ้งค้าง นานๆ มีคนสั่งที
และไม่มีงานที่มาพร้อมแพคเกจอีซิ้มไทเก๊ก
จน เครียด อัดยาเส้นที่โคตรเหม็นจนหลอน
.ความว่างของวันที่ตกงาน ไม่มีจานให้ควัก ล้าง สมองของฉันมันพยามจะโลกสวย ด้วยการกรอเพลง
Moment in time
There is one
Moment In Time
ช่วงหนึ่งก่อนถึงจุดสูงสุด
ก็เหมือน Climax ที่เราต้อง on Top แม้ว่า คู่ขา จะตัวเล็ก แห้ง แกร็น
เป็นลูกกรอกขาดน้ำแดง
ชนิดต้องปล้ำผีลุก
ปลุกผีนั่ง (เทียน)
เราก็ต้องตะกายดาวให้ถึงฝั่ง
OH...Yess!
โดปามีน
เมื่อชีวิตถีบกลับ
คนที่วิ่งเข้าสับๆๆๆ มัน
เท่านั้น จึงชนะ
จริงรึวะ?
แม้จะยังสงสัย
แต่ฉันจะสร้าง
Moment in Time ต่อไป
กูรู หรือไลฟ์โค้ชคงยกนิ้วให้ฉันกันทั้งโซเชียล และอาจจัดพิธีมอบถ้วยรางวัล ซึ่งฉันแอบเห็นตัวเองใส่เดรส Gucci ขึ้นไปรับด้วยมาดเซเลบสุดฮอท
เพล้ง!!!
ซะเมื่อไหร่
เมื่ออี moment in time นั้น จัดอีซิ้มไฝขนตามหลอนจนกลายเป็น
นาทีบัดซบ ของชีวิต
และพบตัวเองเป็นอีเพิ้งอยู่หน้าตู้กระจกร้าวที่ยาแนวด้วยเทป 3M
 
ใช่...ร่องรอยที่เห็นตัวเองเป็นอีซิ้ม
และอะดรีนารีนพลุ่งพล่าน...
เกินห้ามตีน
ฉันมองตาตัวเองในกระจกร้าวที่ไม่ใช่แบบเป้ ไฮรอค แต่กำลังน็อคเอาท์ด้วยความชิงชังของพระเจ้า หรือเบื้องบน
แล้วกูจะบาปไปอีกกี่ล้านเท่ากันวะเนี่ย
ที่ทำกระจกวัดพัง..ทั้งๆ ที่มาชีพราหมณ์
แต่คิดอีกทีก็ไม่บาปหรอก เพราะโลกกำลังแสดงอนิจจังผ่านกระจก หุหุ
เพื่อความสบายใจของวัด และผู้มีจิตศรัทธา ฉันเลยออกแรงขยับชั้นวางของไปปิดรอยร้าวสมกับเป็นบรรณาธิการความงาม...
ทัศนียภาพของห้องลงตัว และมีสไตล์ขึ้นอย่างกะรีทัชด้วยโตตรแอพลิเคชั่น
นี่คือ Concealing แบบ DIY ที่เหนือกว่าการปกปิดสิวหัวช้างบนหน้านางแบบ เพราะมัน กลบเกลื่อน ได้ถึงระดับลึกของโครงกระดูก ในแบบ 3D ...ความผิดพลาดที่สมบูรณ์แบบด้วยมุมมองใหม่
ไม่เห็น ไม่คิด ไม่มีความเสียหาย
จะไร้ยางอายไปทำไม
ในเมื่อ โลกยังนิยม การปกปิด
และ Concealer ยังขายดีในตลาด Cosmetic
ในระดับ Software มันคือองค์ความรู้ที่สร้างเม็ดเงินมหาศาล และ มอบโอกาสใหม่ แก่ผู้กระทำความผิดได้ Set Zero เหนือโจทย์ผู้ชอกช้ำ ที่นิติกรทุกคนต่างยอมรับ อย่างเป็นฉันทามติ ในกระบวนการ 'ยุติธรรม'
มันก็หลักการเดียวกันกับการขยับตู้นี่แหละ
ซ่อนเร้นอย่างมีศิลปะ ด้วยแรงบันดาลใจ"บริสุทธิ์"
จนถึงที่สุดของการ...ผุดโผล่
ซึ่งตอนนั้น มันอาจจะกลายเป็น สิ่งมหัศจรรย์ อันดับ 10 ของโลก
ที่ยากจะหาคำตอบ...หุหุ
ยูนิฟอร์มสีเหลือง หรือ ขาว
ยิ่งพัฒนาได้ล้ำหน้ากว่ามาก
เพราะมัน ปกปิด ได้แม้กระทั้ง บาป
ดาราเมาขับรถชนคนตาย
นักการเมืองโกงกินประเทศ
หรือ เด็กเปรตที่สังคมประณาม
ได้รับนิยามใหม่ ทันใจ
ในการบวชตัว
แต่หัวใจดวงเดิม
เพิ่มเติมคือ...ธุรกิจเดินสายสัมภาษณ์
หรือ พอกเก็ตบุ๊ก ระดับ Best Seller
นี่คือโคตรพ่อโคตรแม่ของ Concealer ระดับ Soft Power
ที่ไม่เพียงลบล้าง
แต่ สรรค์สร้าง เส้นทางทำกิน
แต่นั่น...
ไม่ใช่เหตุผลที่ฉันมาบวชชีพราหมณ์
และฉันเอง ก็ไม่ได้สูงส่งไปกว่า
สิ่งที่ตัวเองวิจารณ์สักเท่าไหร่
บางคนอาจจะทำเพราะ
แก้เคล็ด หรือ สร้างบุญ
แต่สำหรับฉัน..
FREE! คำเดียว ก็มีพลังพอให้ถ่อมาถึงกบินทร์บุรี
อยู่ฟรี กินฟรี 7 วัน
กับคอร์สชีพราหมณ์
ที่ลงประกาศในเฟซบุ๊ก
ดูจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า
เมื่อ ไม่มีเงิน ไม่มีงาน
และงุ่นง่าน ...
กับความบรรลัยของชีวิต
ฉันกลับไปที่กระจก ซึ่งเหลือแค่เงาสะท้อนครึ่งตัวอีกครั้ง มองแววตาที่ประสานกลับมาอยู่นานแล้วพูดกับมัน
"ฉันถอยจนจะตกเหวแล้ว ปรับตัวเองเท่าที่ได้แล้ว แต่ทำไมชีวิตยังบีบคั้นฉันอยู่คนเดียวแบบนี้ "
เงียบ!
ไม่มีคำตอบจากเงาสะท้อน
ฉันเดินไปเปิดหน้าต่างบานเลื่อน และพบว่ามันไม่สมประกอบมาก่อน
อุ๊บส์ ใครทำกรอบเป็นรอยบิ่นเนี่ย
อ๋อ...สิ่งมหัศจรรย์ลำดับ 9
กวาดตาสำรวจอย่างตั้งใจ
แล้วสรุปว่าห้องนี้ ยังมีสิ่งมหัศจรรย์อีกหลายลำดับ ที่รอการค้นพบ
ฉันหยุดยิ้มอ่อนๆ อย่างเข้าใจโลก
ก่อนชะโงกหน้าไปนอกห้อง ใช้สองมือป้องปาก
รัตติกาล บอกฉันหน่อย…"
ยังไม่ดังพอ
เลยยกสองมือป้องปาก
วู๊ววววว!!! รัตติก๊าลลลลล!
โบร๋ววววว!!!!
แต่แทนที่จะเป็นนางฟ้าละอองทิพย์
กลับเป็นเสียงหมาหอนยกครอกในตอนพลบค่ำ ทำเอาขนลุกเกรียว
ฉันกระโดดขึ้นเตียง ห่มผ้า พุทโธ พุทโธ จนเหงื่อแตกพลั่ก
พุทโธ พุทโธ พุทโธ และพุทโธ แต่ไม่มีอะไรโผล่อย่างที่คิด มีแต่ความมิดชิดใต้การคุมโปงที่แผลงฤทธิ์
แหมะ
แหมะ
แหมะ
กูไม่ไหวแล้วโว๊ย!!!
มึงออกกมาเลย
แฮกๆ
แล้วก็เลยเตะผ้าห่มหนาออก
“ร้อนไม่ไหวแล้วเว้ย จะผีจะคน กูขอเปิดแอร์ก่อน”
เสียงหัวเราะขำหนักดังก้อง
รัตติกาลสวยเฉี่ยวในชุดและทรงผม cruella จูงหมาดัลเมเชียนปรากฏอยู่หน้าเตียง
“ขอบเหวของเธอมีแอร์คอนดิชันเนอร์ด้วย หรูกว่าสลัมคลองเตยหลายขุม”
หล่อนปลดแว่นดำลง แล้วสูบบุหรี่พ่นควันฟุ้ง…
ฉันตกใจ รีบคว้าธูปกำใหญ่มาจุดกลบกลิ่น
“นี่วัดนะเธอ”
ทำเสียงเบารอดไรฟัน ขณะที่เริ่มสำลักควันธูปมากกว่าควันบุหรี่
แค๊กๆๆๆ ถุย
สุดท้ายทนไม่ไหว โยนควันกลิ่น 7 นางฟ้าออกนอกหน้าต่างอย่างไว
“บุหรี่มวนเดียว ล่อธูปทั้งกำ ซ้อมตกเหว หรือกระทะทองแดงกันจ๊ะ”
หล่อนถามเสียงใสกลั้วหัวเราะขัน
“วัด…ในวัด”
ฉันพูดเสียงเบา แหบแห้ง เพราะยังไม่หายระคายคอจากสำลักควันธูป
รัตติกาลทำหน้างง เอียงหูถาม
“อะไรนะ ไม่ได้ยิน อะไร อีกทีสิจ้ะ”
“วัด!!! อยู่วัด !!!
ห้ามเสียงดัง ไม่ได้ยินรึไงวะ!”
ฉันตะเบ็งเสียงใส่แบบลืมตัวด้วยโมโหในความยียวนของหล่อน
อืมม อะแฮ่ม แฮ่มๆ!!!
เสียงกระแอมเป็นชุด จากข้างห้องมาพร้อมการเคาะฝาผนังสามครั้ง อีนี่อีกละ ฉันหมายถึงอีป้า 59 ที่เพิ่งมาโวยวายเสียงกระจกแตกเมื่อห้านาทีก่อน..เสือกกะกูยังกะรักยมที่ไม่ได้ชุบเลี้ยง
“อ๋อ ห้ามเสียงดัง”
หล่อนพยักหน้าซื่อ ๆ แล้วจุ๊ปากใส่ฉันแทน กลายเป็นที่เขาห้ามฉันทำหมดเสียเอง
ส่วนต้นเหตุนั่งไขว่ห้าง กระดิกคริสเตียนลูบูตอง ป้อนอาหารหมา พ่นควันฉุยอย่างเก๋ไก๋บนอาร์มแชร์สไตล์หลุยส์ที่เนรมิตขึ้นมา
ฉันนั่งกองลงบนเตียง หยิบยาเส้นที่บัดนี้เหลือแต่ผงหยาบๆ ก้นถุง ในย่ามขาวมาจุดสูบ พ่นควันด้วยเสียเลย ทั้งเครียดทั้งเหนื่อย
ข้างห้องทำเสียงไอเหมือนวัณโรคฉับพลัน
ฉันเลยดีดบุหรี่ออกหน้าต่าง จุดธูปสามดอก เสียบกับร่องหน้าต่าง ยกพัดลมมาเป่าควันธูปไปห้องข้าง ๆ สวดนะโมตัสสะสามจบ ทำทีว่ากำลังบูชาพระ
รัตติกาลหัวเราะร่วนกับการกลบเกลื่อนแบบเอาสีข้างเข้าถูของฉัน
“ก็อีแค่บุหรี่นิดหน่อย ไม่ใช่เรื่องใหญ่”
พูดแล้วบุ้ยปากไปอีกทาง
“โน่น หลวงพี่เขาฮอทพอทกันควันขโมงโคลงเคลงทั้งเนื้อ ทั้งยำ ”
หล่อนหัวเราะเป็นนัยว่า ไม่ใช่ยำเนื้อแบบ MK ถึงว่าสิ ตอนทำวัตร นี่ตาหวานทะลุตาละปัด ฉันถอนใจยาวก่อนร่ายทุกข์ต่อ
“จน เครียด ล้างกรรม…ฉันอาจจะหลุดปากเหวจริงๆ นะ…ตอบสิ ทำไมทุกอย่างที่โคตรบรรลัยถึงสนใจแต่ฉันนัก คนโกงกินบ้านเมือง คนเป็นชู้กับผัวชาวบ้านมีทองใส่ครึด ส่วนฉันนี่ศีลห้าบริสุทธิ์ มีแต่ทรุดลง ทรุดลง จะม่งเท่งอยู่แล้ว”
ยกน้ำคริสตัลที่เหลือแค่ก้นขวดขึ้นกรอกปาก หันไปหาหล่อนหลังจุดยาเส้นอีกมวน
แต่หล่อนกลับเสกพรมแดงปูเต็มห้อง พร้อมไฟแฟชั่นโชว์ยังกับจะจัดปารีสแฟชั่นวีคในห้องนอน
“ฤดูกาลแห่งแฟชั่นกรรมมาถึงแล้วสำหรับออทัมน์–วินเทอร์ฤดูกาลนี้”
หล่อนดีดนิ้วเปาะ แท่นดิสเพลย์ปรากฏพร้อมอีด่าง หมาขาด้วนตัวเมียที่เพิ่งร่วมโอเปร่าท้าผีก็นั่งกระดิกหาง เลียปากแผลบ ๆ
“เอามาทำไม รัตติกาล เดี๋ยวหมัดเต็มห้อง”
ฉันแหวใส่หล่อน
“นี่ไง คำตอบที่เธออยากรู้ มันอยู่ที่หมัดนี่แหละ”
หล่อนลอยหน้าตอบขำจนตัวโยน แล้วก็ดีดนิ้วรัวอีกสามครั้ง
บัดนี้ห้องนอนฉันเป็นรันเวย์หมาวัดเต็มรูปแบบ เพราะปรากฏไอ้เปี๊ยกหมาตาบอด ไอ้เหยิน และอีนวล มากันครบเซ็ตบนแท่นประจำตัว
“นี่กลัวฉันจะไม่ตายใช่ไหม เอามายกครอก ทั้งเหม็น ทั้งหมัด ไหนจะมีหัดหมาอีกหรือเปล่า”
ฉันถามหล่อนคาดคั้น
“เอามาทำไม”
รัตติกาลจับมือฉันวางบนหัวอีด่าง
“ จงดู ”
ในความเงียบ ภาพอีด่างถูกเจ้าของฟันขาด้วยความโมโหแล้วเอามาโยนทิ้งหน้าวัดในคืนหนึ่ง เลือดออกจนแทบไม่รอดชีวิต ปากร้องโหยหวนไร้เสียง เพราะถูกพันแน่นด้วยเทปกาว
ส่วนไอ้เปี๊ยกเกิดมาตาบอด เจ้าของเลยเอาไปใส่กล่องทิ้งข้างถนน เดินเซไปเซมา ร้องหงิง ตัวสั่น จนมาหมดลมหายใจพะงาบ ถูกเด็กซนจับใส่ถุงโยนลงน้ำ
ไอ้เหยินช่วยเจ้าของกัดโจรจนถูกตีจนคางหัก เจ้าของเอามาทิ้งวัดอีกตัว
อีนวลที่ดูสมประกอบ ถ่ายเป็นเลือดทุกครั้งที่กินอาหาร จนตัวแห้งเหลือแต่ซี่โครงมาเป็นปี แต่ยังมีลมหายใจให้ทรมานไร้การดูแล
ฉันเงียบไปนาน
ภาพที่อยู่ในหัวในที่สุดก็กลั่นออกมาเป็นน้ำตาซึม และเอ่อไหลลงแก้ม
ฉันเข้าไปกอดพวกมันทีละตัว
ทุกตัวพยายามกระดิกหางรับ
อีด่างกดคางลงซบไหล่ฉัน
ไอ้เหยินพยายามใช้ลิ้นจากกรามหักเลียอย่างทุลักทุเล
อีนวลกดหัวลงกับหน้าผาก น้ำตาไหล
ส่วนไอ้เปี๊ยกเลียไปร้องหงิงๆ ไปอย่างไร้ทิศทางอยู่บนแท่นนั้น
พวกมันเหมือนกำลังส่งกำลังใจให้ฉัน ไม่ใช่ความสิ้นหวังที่เป็นโศกนาฏกรรม
ห้องกลับสู่สภาวะเดิม ราวไม่เคยมีรันเวย์ ไม่มีหมาตัวไหนอยู่บนแท่น ไม่มีพรมแดง
รัตติกาลยังยืนจูงหมาลายจุด ยิ้มหวานให้ฉัน สวมแว่นดำในมือ
บัดนี้หล่อนอยู่ในทรงผมและชุดขึ้นคอนเสิร์ตของ Stevie Wonder ไล่คีย์เปียโนกลางอากาศ ก่อนฮัมเพลง
“ชีวิตฉันมีแต่หมานำ จะเดินหนใดมีหมานำ”
หล่อนหัวเราะร่วนกับคำพูดทิ้งท้าย
“อย่าให้อายหมามันล่ะ รักนะ จุ๊บ ๆ”
แล้วก็หายวับไปทันที ส่วนฉันยืนเซ่อค้างไปเหมือนไร้สติสตังค์ ก่อนอี 59 จะโวยวายเสียงดังอย่างเหลืออด
โอ๊ย วัดอะไรเนี่ย หมัดเต็มห้องไปหมด กูไม่ไหวแล้วเว้ย
เสียงเพล้งในจินตนาการของฉันประกอบอาการตบะแตกของหล่อนดังถนัดถนี่ แต่แทนที่จะขำ ฉันเคาะฝาห้องสามก๊อก และทำเสียง
จุ๊ จุ๊ จุ๊
แล้วตามด้วยการหัวเราะในใจ กูได้เอาคืนแบบถอนต้นถอนดอกกับมึงแล้ว อี 59

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา