Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
กุ้ยหลิน
•
ติดตาม
11 พ.ค. เวลา 10:02 • ประวัติศาสตร์
ความฝันในหอแดง 96 เซียงหลิงหัดแต่งกลอน
กล่าวถึงเซียงหลิงไปเยี่ยมเยียนทุกคนครบแล้ว หลังอาหารเย็น พวกเป่าไชพากันไปหาแม่เฒ่าเจี่ย เซียงหลิงจึงแวะมายังเรือนเซียวเซียง บัดนี้อาการของไต้วี่ฟื้นฟูแล้วกว่าครึ่ง พอรู้ว่าเซียงหลิงย้ายเข้ามาในอุทยานก็ยินดี เซียงหลิงจึงยิ้มว่า
“ข้าย้ายเข้ามาแล้วก็มีเวลาว่าง หากท่านยอมสอนข้าแต่งกลอน ก็นับเป็นโชคของข้า”
ไต้วี่ยิ้มว่า “ในเมื่อจะเรียนแต่งกลอน ก็ต้องกราบข้าเป็นอาจารย์ ถึงข้าจะไม่ช่ำชองนัก ก็ยังมากพอที่จะสอนเจ้า”
เซียงหลิงยิ้มว่า “เช่นนี้ ข้าขอกราบท่านเป็นอาจารย์ ท่านอย่าได้เหนื่อยหน่ายเสียเล่า”
ไต้วี่ว่า “อะไรที่ว่ายาก ก็ควรค่าแก่การเรียนรู้
อันที่จริงก็เป็นเพียงหลัก เปิดเดินหักปิด 起承转合 (ฉี่เฉิงจ่วนเหอ) หว่างกลางคือ เดินกับหัก 承转 (เฉิงจ่วน) นั้นคือคู่ตรงข้าม
เสียงสามัญ 平 (ผิง) ตรงข้ามกับเสียงวิสามัญ 仄 (เจ้อ)
หลอก 虚 (ซวี) ตรงข้ามกับจริง 实 (สือ)
แต่หากมีความพิศดารแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดกับหลัก 平仄虚实 (ผิงเจ้อซวีสือ)”
(เปิดเดินหักปิด 起承转合 (ฉี่เฉิงจ่วนเหอ)
起 เปิดบท 承 เดินความ 转 หักมุม 合 ปิดสรุป)
(เสียงวรรณยุกต์จีนสี่เสียง เสียงแรกคือ 平 (ผิง) เทียบวรรณยุกต์ไทย เสียงสามัญ
ส่วนอีกสามเสียง เทียบวรรณยุกต์ไทย จัตวา เอก โท รวมเรียกว่า 仄 (เจ้อ) เสียงวิสามัญ)
เซียงหลิงยิ้มว่า “มิน่าเล่า ข้าเคยนำบทกวีเก่ามาอ่านยามว่าง บ้างก็เคร่งครัดเสียง บ้างก็ไม่ตรง ข้าเคยฟังว่า “หนึ่งสามห้าไม่เคร่งครัด 一三五不论,สองสี่หกต้องชัดเจน 二四六分明。” ข้าเห็นบทกวีโบราณ ก็มีใช้เสียงคำที่สองสี่หกไม่ถูกต้อง พอฟังท่านอธิบายจึงเข้าใจว่า ไม่เป็นไร คำและวลีที่ดีสำคัญกว่ารูปแบบ”
ไต้วี่ว่า “ถูกต้อง แต่คำและวลียังไม่สำคัญเท่าความหมาย ความหมายที่น่าสนใจอาจไม่ต้องประดิษฐ์ประดอยคำ ดังที่ว่า อย่าเห็นแก่คำจนทำลายความหมาย 不为词害意”
เซียงหลิงว่า “ข้าชอบบทกลอนของลู่ฟ่างเวิง 陆放翁 ที่ว่า
重帘不卷留香久,古砚微凹聚墨多。
ม่านมิม้วนควันธูปอวลอบนาน
จานหมึกเก่าสึกเว้าเนาหมึกหลาย
บรรยายได้แจ่มชัดนัก”
ไต้วี่ว่า “อย่าได้อ่านบทกลอนพวกนี้เป็นอันขาด เจ้ายังไม่รู้เชิงกลอนจึงชมชอบบทตื้นเขินเหล่านี้ พอยึดติดกับรูปแบบนี้แล้ว จะก้าวออกมามิพ้น
เจ้าฟังข้า หากใฝ่ใจศึกษา ข้ามี 《รวมบทกวีฉบับสมบูรณ์ของหวางหมอเจี๋ย 王摩诘全集》 เจ้าศึกษาบทกลอนห้าแปดวรรค 五言律 ของท่าน หนึ่งร้อยบทอย่างละเอียด
จากนั้นไปอ่านบทกลอนเจ็ดแปดวรรค 七言律 หนึ่งร้อยยี่สิบบทของเหล่าตู้ 老杜 ถัดไปบทกลอนเจ็ดสี่วรรค 七言绝句 หนึ่งร้อยยี่สิบบทของหลี่ชิงเหลียน 李青莲 มีสามท่านนี้เป็นพื้นแล้ว จึงไปศึกษาผลงานของ เถายวนหมิง 陶渊明 อิง 应 หลิว 刘 เซี่ย 谢 หย่วน 阮 หวี่ 庾 เป้า 鲍
เจ้าเป็นเด็กฉลาด ไม่ถึงหนึ่งปี เจ้าจะเป็นกวีผู้เชี่ยวชาญ”
เซียงหลิงยิ้มว่า “คุณหนูแสนดี ถ้าท่านมีหนังสือที่ว่าก็ให้ข้ายืม ข้าจะนำกลับไปอ่านตอนกลางคืน”
ไต้วี่สั่งให้จื่อเจวียนนำหนังสือรวมกลอนห้าของหวางอิ้วเฉิง 王右丞 มาส่งให้เซียงหลิงว่า
“เจ้าจะเห็นว่ามีวงแดงคือบทที่ข้าคัดไว้ เห็นบทไหนก็ท่องบทนั้น หากไม่เข้าใจก็ถามคุณหนูของเจ้า หรือถ้ามาเจอข้า ข้าจะอธิบายให้ฟัง”
(หวางเหวย 王维 ชื่อรองหมอเจี๋ย 摩诘 ฉายาอิ้วเฉิง 右丞 : ดังนั้นที่ไต้วี่เรียกข้างต้นว่า หวางหมอเจี๋ย หวางอิ้วเฉิง ก็คือคนเดียวกัน)
เซียงหลิงนำหนังสือบทกวีกลับมาถึงลานขิงหอม ก็ไม่เป็นอันทำอะไร จุดตะเกียงอ่านไปทีละบทละบท เป่าไชเตือนให้เข้านอนหลายครั้ง ก็ยังไม่ยอมนอน จนเป่าไชต้องปล่อยให้อ่านตามใจนาง
มาวันหนึ่ง ไต้วี่ล้างหน้าหวีผมเสร็จ เห็นเซียงหลิงเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เอาหนังสือมาคืนเพื่อเปลี่ยนเป็นเล่มตู้ลวี่ 杜律 ไต้วี่ยิ้มว่า
“ทั้งหมดจำได้กี่บท”
เซียงหลิงยิ้มว่า “ทั้งหมดที่วงแดงไว้ ข้าอ่านหมดแล้ว”
ไต้วี่ว่า “พอได้หลักคิดกระไรบ้าง”
เซียงหลิงยิ้มว่า “หลักคิดพอได้อยู่ แต่ไม่รู้จะถูกหรือไม่ ข้าจะว่าให้ท่านฟัง”
ไต้วี่ยิ้มว่า “การวิเคราะห์ถกประเด็นทำให้ก้าวหน้า เจ้าลองว่ามา”
เซียงหลิงยิ้มว่า “ตามที่ข้าเห็น ข้อดีของบทกลอนมิอาจบอกได้ด้วยวาจา แต่รู้ได้ว่าจริง ดูเสมือนไร้เหตุผล แต่เต็มไปด้วยเหตุผลและอารมณ์”
ไต้วี่ว่า “ที่กล่าวมามีความหมายอยู่ แต่เจ้าสรุปมาได้อย่างไร”
เซียงหลิงยิ้มว่า “ในบทกวี 《ด่านหน้า 塞上》 มีสองวรรคว่า
大漠孤烟直,长河落日圆。
ทรายเวิ้งว้างควันสัญญาณโดดดิ่งตรง
คงคายาวตะวันรอนดวงแดงกลม
ควันสัญญานเหตุใดจึงตรง ดวงตะวันนั้นแน่นอนว่าต้องกลม “ตรง” นั้นขัดเหตุผล “กลม” นั้นธรรมชาติ พอรวมความขึ้นมากลับเห็นภาพ แต่หากจะหาสองคำใหม่มาแทน กลับหาไม่ได้
ยังมีบทกวีที่ว่า
日落江湖白,潮来天地青。
ยามอัสดงสาบนทีระยับขาว
คราวน้ำขึ้นฟ้าแลดินทมึนเขียว
“ขาว 白” และ “เขียว 青” นี้ดูไม่มีเหตุผล แต่ยามท่องกลอนได้อารมณ์เหมือนอมชะเอมอยู่ในปาก
และบทกวีนี้
渡头馀落日,墟里上孤烟。
ท่าข้ามยังเหลือแสงอัสดงคต
ชนบทปรากฏควันเดียวดาย
กวีเชื่อมคำว่า “ยังเหลือ 馀” และ “ปรากฏ 上” ได้อย่างไรไม่รู้ ปีที่พวกข้าเข้ากรุงมา วันนั้นสายัณห์ตะวันรอน พวกเราผูกเรือค้างแรม บนตลิ่งไม่มีใคร มีเพียงต้นไม้ไม่กี่ต้น ไกลออกไปมีบ้านเรือนไม่กี่หลังกำลังหุงหาอาหาร ควันไฟทำครัวลำเขียวพุ่งตรงเชื่อมผืนเมฆบนฟ้า เมื่อวานเย็นตอนข้าอ่านสองวรรคนี้ เหมือนได้กลับไปอยู่ที่จุดนั้น”
ขณะสนทนา เป่าวี่กับทั่นชุนมาถึง จึงนั่งฟังนางวิพากษ์บทกวี เป่าวี่ยิ้มว่า
“ฟังเจ้าแล้ว ความรู้อยู่ไม่ไกล 会心处不在远 เจ้าตั้งสมาธิ 三昧 ได้แล้ว”
ไต้วี่ยิ้มว่า “เจ้าคงหมายถึง “ปรากฏควันเดียวดาย 上孤烟” วลีนี้แปลงมาจากของเก่า ข้าจะให้เจ้าดู จะเห็นได้ว่าเรียบง่ายแจ่มชัดกว่า”
ว่าแล้วก็เปิดหนังสือบทกวีของเถายวนหมิง 陶渊明 ส่งให้เซียงหลิงดูว่า
暧暧远人村,依依墟里烟。
เลือนลางหมู่บ้านอันห่างไกล
อ้อยอิ่งควันไฟในชนบท
เซียงหลิงดูแล้วพยักหน้าถอนหายใจยิ้มว่า
“ที่แท้ “ปรากฏ 上” ก็มาจาก “อ้อยอิ่ง 依依” สองอักษรยุบมาเหลืออักษรเดียว”
เป่าวี่หัวเราะลั่นว่า “เจ้าเข้าถึงแล้ว ไม่ต้องอธิบายอะไรอีก ยิ่งอธิบายจะยิ่งไถลไปไกล”
ทั่นชุนยิ้มว่า “พรุ่งนี้ข้าจะส่งบัตรเชิญมาเชิญเจ้าเข้าชมรม”
เซียงหลิงว่า “คุณหนูทำไมต้องล้อข้าเล่น ข้าเพียงศึกษาสนุกๆ เพราะใจรัก”
ทั่นชุน ไต้วี่ต่างหัวเราะว่า “ทุกคนก็เพื่อสนุก พวกเราไม่ได้แต่งกลอนกันเอาเป็นเอาตาย แต่ถึงจะทุ่มเทขนาดนั้น พอพ้นอุทยาน คนเขามิวายขำกลิ้ง”
เป่าวี่แย้งว่า “นั่นออกจะเป็นการดูถูกตัวเอง วันก่อนข้าสนทนากับคนข้างนอกเรื่องภาพวาด พวกเขาได้ยินว่าพวกเราตั้งชมรมกวี จึงถามถึงร่างผลงานจากข้า ข้าจึงเขียนบทกวีบางบทที่พวกเราแต่งกันไว้ให้พวกเขาดู ใครต่อใครถอนหายใจยอมรับ มีคนขอคัดลอกไปทำแบบพิมพ์”
ทั่นชุน ไต้วี่รีบถามว่า “เป็นความจริงหรือ”
เป่าวี่หัวเราะว่า “ถ้าโกหก ขอให้เป็นนกแก้วเกาะคอนนั่น”
ไต้วี่ ทั่นชุนต่างว่า “เจ้าก็เหลวไหล กลอนผิดแบบแผนยังเอาไปเผยแพร่ แต่ถึงถูกแบบแผน ก็เป็นผลงานของพวกเรา ไม่ควรเผยแพร่ข้างนอก”
เป่าวี่ว่า “กลัวอะไร เพราะอย่างนี้ ผลงานของเหล่าสตรีแต่โบราณจึงไม่เคยเผยแพร่ออกมา ปัจจุบันจึงไม่มีใครรู้”
พูดอยู่นั้น ก็พอดีซีชุนใช้ให้ยู่ฮว่า 入画 มาเขิญเป่าวี่ เป่าวี่จึงกลับไป
เซียงหลิงเร่งเร้าไต้วี่ขอเปลี่ยนหนังสือเป็นเล่มตู้ลวี่ 杜律 แล้ววอนขอต่อไต้วี่ ทั่นชุนว่า
“ช่วยออกหัวข้อให้ข้าแต่งกลอนหน่อย แต่งเสร็จแล้วก็ช่วยตรวจให้ด้วย”
ไต้วี่ว่า “เมื่อคืนนี้พระจันทร์งาม ข้าว่าจะใช้เป็นหัวข้อแต่งกลอน ก็ยังไม่ทันได้แต่ง เจ้าลองแต่งมาบทหนึ่ง กำหนดสัมผัส “สิบสี่หาน 十四寒” (ชุดคำที่มีเสียงสัมผัสกับ “หาน 寒” คือชุดที่สิบสี่) ไม่กำหนดคำ สุดแต่เจ้าจะเลือกใช้”
เซียงหลิงดีใจยิ่งนัก นำหัวข้อกลอนและหนังสือกลอนกลับบ้าน เค้นสมองคิดแต่งออกมาได้สองวรรค แล้วก็อยากอ่านกลอนตู้ 杜诗 จึงอ่านได้สองบท เรื่องกินไม่สนใจ เรื่องนอนไม่เป็นเวลา เป่าไชว่า
“หาเรื่องแท้ๆ นี่ก็เพราะผินเอ๋อชี้นำ ไว้ข้าต้องคิดบัญชีกับนาง ปกติเจ้าก็หัวไม่ดีอยู่แล้ว มาเพิ่มเรื่องนี้เข้าไปอีก กลายเป็นยายทึ่มไปเลย”
เซียงหลิงยิ้มว่า “คุณหนูแสนดี ท่านอย่ายุ่งกับข้าเลย”
ว่าแล้วก็เขียนกลอนจนจบบท ส่งมาให้เป่าไชดู
เป่าไชยิ้มว่า “นี่ไม่ดีเท่าไร ยังไม่ถูกแบบแผนนัก แต่เจ้าไม่ต้องอาย นำไปให้นางดู ดูนางจะว่าอย่างไร”
เซียงหลิงจึงนำบทกลอนมาหาไต้วี่ กลอนมีว่า
月挂中天夜色寒,清光皎皎影团团。
诗人助兴常思玩,野客添愁不忍观。
翡翠楼边悬玉镜,珍珠帘外挂冰盘。
良宵何用烧银烛,晴彩辉煌映画栏。
พระจันทร์ลอยกลางฟ้าราตรีหนาว
แสงสุกสกาวเงาจันทร์กลมสมส่วน
กวีชนนิยมขับชมครวญ
ชาวไพรชวนเศร้าใจมิใคร่มอง
คันฉ่องหยกขาวแขวนข้างหอหยกขจี
จานผ่องรัศมีแขวนนอกม่านมุกผ่อง
ราตรีแจ่มเทียนไขมิจำต้อง
แสงสุกใสสาดส่องระเบียงเขียน
ไต้วี่ยิ้มว่า “มีความหมายอยู่ แต่ถ้อยคำมิสละสลวยนัก เป็นเพราะเจ้ายังอ่านบทกวีมาน้อย จึงเหมือนถูกผูกมัดไว้ ทิ้งบทนี้ไปแล้วแต่งใหม่ ปลดปล่อยอารมณ์ให้มากกว่านี้”
เซียงหลิงกลับมาเงียบๆ ไม่เข้าห้องพัก แต่ไปนั่งใช้ความคิดใต้ต้นไม้ริมสระ หรือนั่งบนศิลา หรือนั่งยองขีดเขียนบนพื้น จนคนผ่านไปผ่านมาพูดกันว่าประหลาด หลี่หวาน เป่าไช ทั่นชุน เป่าวี่ได้ฟังจึงพากันมายืนบนลาดเขาเฝ้ามองอยู่ห่างๆ เห็นนางเดี๋ยวก็ขมวดคิ้ว เดี๋ยวก็ยิ้มกับตัวเอง
เป่าไชยิ้มว่า “เด็กคนนี้บ้าไปแล้ว เมื่อคืนงึมงึมงำงำอยู่ทั้งคืนจนยามห้าจึงเข้านอน ไม่ถึงชั่วมื้อข้าว ฟ้าก็สว่าง ข้าได้เสียงนางลุกขึ้นมารีบรีบหวีผมแล้วออกไปหาผินเอ๋อ พอกลับมาก็เป็นใบ้ไปทั้งวัน แต่งกลอนบทหนึ่งว่าไม่ดี นี่คงกำลังแต่งอีกบท”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ดินดีคนดัง สวรรค์สร้างมนุษย์ไม่ได้ใส่อารมณ์ความรู้สึกโดยเสียเปล่า พวกเราเคยเสียดายว่า นางเหมือนแก้วที่ยังไม่เจียระไน ใครจะรู้ว่ามีวันนี้ ฟ้าดินยังยุติธรรม”
เป่าไชได้ฟังจึงยิ้มว่า “หากทุ่มเทใจได้เช่นนาง ฝึกหัดสิ่งใดมีหรือจะไม่สำเร็จ”
เป่าวี่ไม่ตอบ เซียงหลิงลุกขึ้นเดินอย่างมุ่งมั่นเพื่อไปหาไต้วี่
ทั่นชุนยิ้มว่า “พวกเราตามไปดูกันว่าผลงานนางเป็นอย่างไร”
ทุกคนตามกันมายังเรือนเซียวเซียง เห็นไต้วี่กำลังตรวจบทกลอนอยู่ จึงถามไต้วี่ว่า
“เป็นอย่างไรบ้าง”
ไต้วี่ว่า “เป็นงานยากสำหรับนางอยู่ ยังไม่ดีพอ บทนี้สุดโต่งเกินไป ต้องแต่งใหม่”
ทุกคนรับบทกลอนมาอ่านดู ความว่า
非银非水映窗寒,试看睛空护玉盘。
淡淡梅龙香欲柒,丝丝柳带露初干。
只疑残粉涂金砌,恍若轻霜抹玉栏。
梦醒西楼人迹绝,馀容犹可隔帘看。
ใช่หิรัญใช่วารีที่ส่องบัญชรหนาว
มองฟ้าสกาวราวตระกองหยกแขไข
เหมยสุคนธ์จางจางโจมจับใจ
ใบหลิ่วพลิ้วละไมเริ่มโรยรา
ฝุ่นขาวทาผนังระเบียงเวียงวัง
ดุจดังน้ำค้างแข็งโปรยให้กังขา
หอประจิมเงียบเหงายามฟื้นนิทรา
แหวกม่านมาเพียงจันทราคงควรชม
เป่าไชยิ้มว่า “ไม่ใช่ชมจันทร์เสียแล้ว เติมแสงหน้าจันทร์ด้วย น่าจะเหมาะกว่า แต่ละวรรคชื่นชมแสงจันทร์ แต่เอาเถิด “คำพูดจ้อก่อเกิดกลอน 诗从胡说来” ช้าอีกหน่อยค่อยดีเอง”
เซียงหลิงเองคิดว่ากลอนบทนี้ดีเยี่ยมแล้ว พอได้ฟังรู้สึกผิดหวัง แต่ยังไม่ยอมรามือจำตั้งหลักใหม่ พอเห็นพวกพี่น้องเริ่มคุยเล่นกัน นางก็ลงบันไดมานั่งที่กอไผ่ หูไม่ฟังเสียง ตาไม่มองสิ่งใดรอบข้าง มุ่งมั่นตั้งใจ ทั่นชุนชะโงกหน้าต่างมาว่า
“แม่นางหลิง ทำใจให้สบายเถิด”
เซียงหลิงตอบอย่างเหม่อลอยว่า “สบาย 闲 (เสียน) เป็นคำสัมผัสชุดที่สิบห้า สัมผัสผิดแล้ว”
ทุกคนพากันหัวเราะ เป่าไชว่า
“มารกวีเข้าสิงแล้ว ผินเอ๋อชักนำโดยแท้”
ไต้วี่ยิ้มว่า “เมธีว่า “พร่ำสอนอย่ารู้หน่าย 诲人不倦” นางมาขอคำชี้แนะ ควรหรือที่ข้าจะปฏิเสธ”
หลี่หวานยิ้มว่า “พวกเราพานางไปที่เรือนคุณหนูสี่ ให้นางได้ชมภาพวาดเป็นการเปิดหูเปิดตา”
ว่าแล้วก็มาพานางเดินผ่านศาลาหอมรากบัว 藕香榭 เข้ามาในป้อมอุ่นหอม 暖香坞 (หน่วนเซียงอู้) อันเป็นห้องนอนของซีชุน
ซีชุนวาดภาพจนเหนื่อย จึงนอนกลางวันอยู่ ภาพวาดอยู่ข้างผนังใช้ผ้าโปร่งคลุมอยู่ พวกที่มาจึงช่วยกันปลุกซีชุน แล้วเลิกผ้าคลุมชมดูภาพ ศาลาสิบแห่งวาดไปแล้วสาม ในภาพยังมีสาวงามวาดไว้หลายนาง จึงชี้ให้เซียงหลิงดูว่า
“เฉพาะผู้ที่แต่งบทกวีเป็นจะวาดไว้ในภาพ เจ้าก็รีบหัดเสีย”
สนทนาเล่นกันสักพัก แล้วก็พากันแยกย้าย
เซียงหลิงในตอนนี้หายใจเข้าออกเป็นบทกลอน ถึงเพลาเย็น ตามไฟแล้วมาฝึกหัดใหม่จนยามสามจึงขึ้นนอนบนเตียง แต่ยังคงลืมตาโพลงจนยามห้าจึงผลอยหลับไป พอฟ้าสาง เป่าไชตื่นขึ้นมาเงี่ยหูฟังดูรู้ว่านางยังหลับสนิท คิดว่า
“นางนอนพลิกไปมาทั้งคืน ไม่รู้ว่าแต่งเสร็จหรือยัง นี่คงเหนื่อยหลับไป อย่าเพิ่งปลุกนาง”
พลันได้ยินเสียงนางยิ้มทั้งหลับฝันอยู่ว่า
“ได้แล้ว บทนี้ไม่ดีอีกหรือ”
เป่าไชได้ฟัง ต้องทั้งถอนใจและทั้งขำ ปลุกนางแล้วถามว่า
“ได้อะไร ความตั้งใจของเจ้าคงรู้ไปถึงเซียน แต่งกลอนไม่ทันเป็นจะพาลป่วยเสียก่อน”
ว่าแล้วก็ล้างหน้าหวีผม ไปเยี่ยมแม่เฒ่าเจี่ยพร้อมพี่น้องคนอื่น
เซียงหลิงหัดแต่งกลอนจนซึมซับเข้าไปในจิตใต้สำนึก กลางวันแต่งไม่ออก ในฝันกลับได้มาแปดวรรค ล้างหน้าหวีผมเสร็จรีบจดเอาไว้แล้วมายังศาลาหอมซ่าน 沁芳亭 เห็นหลี่หวานและพวกพี่น้องกลับมาจากเยี่ยมหวางฮูหยินแล้ว เป่าไชกำลังเล่าให้พวกนางฟังว่านางละเมอฝันเป็นคำกลอน ทุกคนต่างหัวเราะ พอเงยหน้าก็เห็นนางเดินมา จึงแย่งกันขอบทกลอนมาดู
(จบบทที่สี่สิบแปด)
ตอนก่อนหน้า : พัดของไอ้ทึ่มหิน
https://www.blockdit.com/posts/69fc675621a899b9f0957a1e
ตอนถัดไป : ชุมนุมญาติเข้ากรุง
4 บันทึก
3
2
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ความฝันในหอแดง
4
3
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย