11 พ.ค. เวลา 18:41 • ประวัติศาสตร์

สิ้นเสียง F-5E ที่ร่มเกล้า

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ช่วงนี้ผู้เขียนก็อินกับเรื่องราวของ F-5 เลยมีบทความนี้มานำเสนอต่อจากบทความก่อนหน้า แต่จะไม่ได้มาจากชีวิตของผู้เขียนโดยตรง เนื้อหาที่จะได้นำเสนอในวันนี้มาจากประสบการณ์จริงของพี่ต๊อก พลอากาศตรี สุรศักดิ์ บุญเปรมปรีดิ์ นักบิน F-5 ที่สละเครื่องขณะออกรบในสมรภูมิบ้านร่มเกล้าเมื่อปีพ.ศ.2531 เรื่องราวนี้จะตื่นเต้น เร้าใจ ลุ้นระทึกเพียงใดไปติดตามกันครับ
ก่อนหน้าที่เครื่องบินขับไล่ F-5E หมายเลข 40342 Sel.No 79-1694 ที่ทำการบินโดย นาวาอากาศตรี สุรศักดิ์ บุญเปรมปรี สังกัดฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี ถูกจรวดแซม-7 ของทหารลาวยิงตก ขณะเข้าทำการรบในพื้นที่บ้านร่มเกล้า ขอย้อนกลับไปถึงที่มาของฝูงบิน F-5E แห่งแดนจงอางอีกครา
วันที่ 14 มกราคมพ.ศ.2524 กองทัพอากาศสหรัฐได้ขนส่งเครื่องบินขับไล่ F-5E/F ของกองทัพอากาศไทย ในสีพรางเทาลายใหม่ล่าสุด (เทาพรางสองสี) และเป็นเครื่องบินที่ได้รับการพัฒนาให้มีความคล่องตัวเหมาะกับการปฏิบัติการต่อสู้ทางอากาศ และการโจมตีภาคพื้นได้อย่างแม่นยำ
โดยทำการถอดปีกลำตัวเช่นเดียวกับการขนส่งในปีพ.ศ.2521 แก่ฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราช เพื่อนำบรรทุกขึ้นเครื่องบินลำลียงขนาดยักษ์ C-5 เดินทางมายังประเทศไทย จำนวน 8 เครื่องแรกของฝูง 403
เมื่อการประกอบเสร็จสิ้นสมบูรณ์จำนวน 8 เครื่องแรกจากนั้นในวันที่  22 มกราคมปีเดียวกันพลอากาศเอก พะเนียง  กานตรัตน์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้ทำการบิน  กับเครื่องบินขับไล่ F-5F (2 ที่นั่ง) โดยมี นาวาอากาศโท ธานี เอี่ยมจ้อย (ยศในขณะนั้น)  ผู้บังคับฝูงบิน 403 ทำหน้าที่นักบินนำเครื่องบินขับไล่ F-5E/F ชุดแรกของฝูงบิน 403 เข้าที่ตั้งฝูงบิน  ณ กองบิน 4 ตาคลี เป็นครั้งแรก
ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคมของปีเดียวกัน เครื่องบินขนส่งแบบ C-5 ของ กองทัพอากาศสหรัฐได้ขนส่งเครื่องบินขับไล่ F-5E/F ของฝูงบิน 403 ของกองทัพอากาศไทย จำนวนหนึ่ง ที่เข้ารับการฝึก RED FLAG 81-3 (ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 3 พฤษภาคมพ.ศ.2524  )  มาถึงประเทศไทย และดำเนินการประกอบทันที
F-5E ฝูงบิน 211 กับแพนหางดิ่งลายพิเศษครบรอบ 100 ปีการบินบุพการีทหารอากาศ
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมพ.ศ.2524  พลอากาศเอก พะเนียง  กานตรัตน์  เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ ในขณะนั้นได้จัดให้มีพิธีรับ และขึ้นประจำการเครื่องบินขับไล่แบบ 18 ข/ค หรือ F-5E/F ฝูงที่สองของกองทัพอากาศไทยเข้าประจำการในฝูงบิน 403  กองบิน 4 ตาคลี โดยมีพลเอก เปรม  ติณสูลานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีครั้งนั้น  ณ  ลานจอดท่าอากาศยานทหารกองบิน 6 ดอนเมือง
ในปี พ.ศ. 2525  กองทัพอากาศรับมอบเครื่องบินขับไล่ F-5E ฝูงบิน 403 เพิ่มเติมอีก 8 เครื่อง   ซึ่งเครื่องบินเหล่านี้ติดการฝึกบินทางยุทธวิธี RED FLAG ที่สหรัฐฯ จึงบรรจุเป็นชุดสุดท้าย และครบฝูงบินในที่สุด
ไหนๆผู้เขียนก็พูดถึงเครื่องบิน F-5 แล้ว ทีนี้จะมาขยายความตัว F ซึ่งเป็นคำนำหน้าของชื่อเครื่องบินแบบนี้เพื่อให้ทุกท่านที่ไม่ได้ตามเรื่องราวการทหารมาตั้งแต่เนิ่นๆได้หายคาใจว่ามันคืออะไร สำหรับท่านที่รู้อยู่แล้วท่านสามารถทบทวนได้
F-5E ฝูงบิน 211 กองบิน 21 อุบลราชธานี
F ย่อมาจากคำว่า "ไฟเตอร์" (fighter) หมายถึง“เครื่องบินต่อสู้” ศัพท์ทหารของกองทัพอากาศไทยกำหนดเรียกว่า “เครื่องบินขับไล่”เป็นอากาศยานทางทหารที่ถูกออกแบบมาเพื่อการต่อสู้ทางอากาศกับอากาศยานลำอื่นเป็นหลัก ซึ่งก็จะคล้ายกับเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ถูกออกแบบมาเพื่อโจมตีภาคพื้นดินโดยการทิ้งระเบิดเป็นหลัก
เครื่องบินขับไล่ปกติจะมีขนาดเล็กสามารถทำความเร็วได้มากกว่าเครื่องบินทั่วๆไปมีความคล่องแคล่ว อย่างไรก็ตามเครื่องบินขับไล่ส่วนใหญ่ยังมีความสามารถรองในการโจมตีภาคพื้นดิน และบ้างก็มีสองบทบาทหรือหลายภารกิจโดยเรียกว่าเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด บางครั้งคำว่าเครื่องบินขับไล่ก็ถูกใช้ร่วมกับเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน
เครื่องบินขับไล่โดยหลักแล้วจะหมายถึงเครื่องบินติดอาวุธอากาศสู่อากาศที่แย่งครองความเป็นจ้าวเวหาเหนือข้าศึกในสมรภูมิ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 สงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม จนมาถึงยุคสงครามอ่าวเปอร์เซีย
ความสำเร็จและความเหนือกว่าทางอากาศได้กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในชัยชนะของสงคราม โดยเฉพาะสงครามทั่วไประหว่างกองทัพฝ่ายเรากับกองทัพข้าศึก หรือเพื่อนบ้าน ไม่ใช่การปราบปรามกลุ่มกบฏ หรือผู้ก่อการร้ายที่ทำการรบแบบกองโจร ไม่มีกำลังอากาศยานต่อสู้ด้วย
F-5E ฝูงบิน 211 กับภาพวาดอินทรีที่แพนหางดิ่งยุคแรก
คำว่า "ไฟเตอร์" (fighter) “เครื่องบินขับไล่” ไม่ได้เป็นคำที่ใช้ภาษาอังกฤษอย่างทางการจนกระทั่ง หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในกองบินของสหราชอาณาจักร (ROYAL AIR FORCE) เครื่องบินเหล่านี้ถูกเรียกว่า "เครื่องบินสอดแนม" หรือ scout จนถึงช่วงต้นทศวรรษ 1920 กองทัพบกสหรัฐอเมริกา เรียกเครื่องบินต่อสู้ว่า "pursuit" อันหมายถึงเครื่องบินติดตาม
ซึ่งจะเห็นว่าสหรัฐฯ ใช้ชื่อนำหน้าเครื่องบินในยุคก่อนปีพ.ศ.2505 ด้วยตัว P ต่อมา ในปีพ.ศ.2505 จึงเปลี่ยนไปใช้คำนำหน้า F ที่มาจากคำว่า Fighter เป็นมาตรฐานแบบเดียวกับ กองทัพเรือ นาวิกโยธินสหรัฐฯ ตั้งแต่ปีค.ศ. 1916 จนถึงปลายปีทศวรรษ 1940
ในภาษาฝรั่งเศสและภาษาเยอรมันจะใช้คำที่หมายความว่า "นักล่า" สิ่งนี้ถูกใช้ตามมากมายในภาษาอื่น ๆ ยกเว้นในภาษารัสเซีย   ซึ่งเครื่องบินขับไล่ถูกเรียกว่า "истребитель" ("อิสเตรบิเตล") หมายความว่า "ผู้ทำลาย"
ถึงแม้ว่าคำว่า "เครื่องบินขับไล่" หรือ "เครื่องบินต่อสู้" ทางเทคนิคแล้วจะหมายถึงเครื่องบินที่ถูกออกแบบมาเพื่อยิงเครื่องบินแบบอื่นๆ
F-5E กองทัพอากาศไต้หวัน
การออกแบบดังกล่าวยังเป็นแบบหลากหลายบทบาทอย่างเครื่องบินขับไล่โจมตี  เครื่องบินขับไล่ลาดตระเวนอาจจะพัฒนาสายพันธุ์ในบทบาทอื่น ๆ เช่นโจมตีภาคพื้นดิน หรือลาดตระเวนติดอาวุธ ซึ่งอาจเป็นเพราะเหตุผลทางการเมืองหรือความมั่นคงของชาติ เพื่อวัตถุประสงค์ในการโฆษณา หรือเหตุผลอื่นๆ และเครื่องบินต่อสู้ภาคพื้นดินที่ขนาดเล็กกว่า หรือเครื่องบินขับไล่ขนาดเบา
เครื่องบินหลายแบบ เช่น F-111 และ F-117 ได้รับการกำหนดชื่อเครื่องบินขับไล่ แม้ว่าจะไม่มีขีดความสามารถในการรบใช้ในการโจมตีภาคพื้นดิน และบทบาทในการทิ้งระเบิดในระยะไกล เนื่องจากเหตุผลทางการเมืองหรืออื่นๆ  จึงกำหนดชื่อเป็น “เครื่องบินขับไล่”
หนึ่งในเครื่องบินขับไล่ที่แพงที่สุด F-14 และF-15 ถูกใช้เป็นเครื่องบินสกัดกั้นในทุกสภาพอากาศเช่นเดียวกับการเป็นเครื่องบินขับไล่ครองอากาศ มีเพียงช่วงท้ายเท่านั้นที่ทำหน้าที่ติดอาวุธโจมตีอากาศสู่พื้น
ROCAF F-5E
เครื่องบินขับไล่/โจมตีหลากบทบาทอย่าง เอฟ/เอ-18 ฮอร์เน็ท ราคาถูกกว่าและทำหน้าที่ในการโจมตีภาคพื้นดิน หรือในกรณีของ เอฟ/เอ-18อี/เอฟ ซูเปอร์ฮอร์เน็ท ถูกนำเข้ามาทำหน้าที่เครื่องบินขับไล่หลากบทบาทเพราะความสามารถที่หลากหลายเป็นพิเศษของเครื่องบินขับไล่นั่นเอง
ยุทธการบ้านร่มเกล้า ได้เริ่มขึ้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2531 เมื่อ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้บัญชาการทหารบก (ในขณะนั้น) ประกาศจะผลักดันกองกำลังต่างชาติที่เข้ามายึดครองพื้นที่ในเขตไทยทุกรูปแบบด้วยการใช้กำลังทหาร จึงทำให้เกิดการสู้รบอย่างดุเดือด
ทหารไทยทั้ง ทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ และทหารพราน ได้รุกตอบโต้ยึดที่มั่นต่างๆ ที่ลาวครองไว้กลับมาได้เป็นส่วนมาก รวมทั้งได้ทำการโอบล้อมบริเวณตีนเนิน 1428  ไว้ได้ แต่ไม่สามารถบุกขึ้นไปถึงยอดเนินซึ่งทหารลาวใช้เป็นฐานต่อต้านได้ ถึงแม้จะใช้กำลังทางอากาศบินโจมตีทิ้งระเบิดอย่างหนักก็ตาม จนทำให้กองทัพอากาศไทยสูญเสียเครื่องบิน เอฟ-5 อี และ โอวี -10 ไปอย่างละ 1 เครื่อง ซึ่งถูกยิงตกด้วยปืนต่อต้านอากาศยาน และจรวดแซม
ทีนี้ก็ขอกลับมาเข้าเรื่องที่ F-5E ถูกยิงตกเสียบ้าง หลังจากที่ทราบที่มาของ F ซึ่งเป็นคำนำหน้าของเครื่องบินขับไล่แบบนี้และที่มาของสมรภูมิบ้านร่มเกล้ากันไปแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์พ.ศ.2531 ระหว่างกรณีพิพาทบ้านร่มเกล้า นาวาอากาศตรี สุรศักดิ์ บุญเปรมปรีดิ์ ได้ทำการบินเครื่องบินขับไล่ F-5E สังกัดฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลีขึ้นปฏิบัติการสนับสนุนกำลังภาคพื้นของกองทัพบก โดยทำการบินเป็นหมายเลข 1 ร่วมกับ เรืออากาศเอก อาคม วรเสียงสุข ที่ทำหน้าที่หมายเลข 2
F-5E กองทัพอากาศมาเลเซีย
"ฟ้าววววววววว!"
เหนือพื้นดินสูงขึ้นไปที่นกไม่อาจบินไปถึง เครื่องบินขับไล่ F-5E ทั้ง 2 เครื่องได้ทำการบินแหวกอากาศอย่างรวดเร็ว ราวกับอินทรีพร้อมตะครุบเหยื่อในทวีปแอฟริกา เพียงแต่ว่าจ้าวอินทรี 2 ตัวนี้ไม่ได้บินมาแค่เสียงคำรามกึกก้องปานฟ้าผ่า มันมาพร้อมกับระเบิดใต้ปีกที่พร้อมจะทิ้งใส่เป้าหมายเเละถังเชื้อเพลิงสำรองใต้ลำตัว 1 ถังสำหรับบินกลับฐานที่ตั้งของพวกมัน
เมื่อท้องฟ้าไม่ได้มีไว้สำหรับเครื่องบินพาณิชย์เดินทางในยามปกติอีกต่อไป ท้องฟ้านับจากนี้จะมีวีรกรรมเกิดขึ้นจากสมรภูมิที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
F-5E ทาสีเทาพรางสองสีพร้อมสัญลักษณ์รูปงูจงอางชูคอแผ่เเม่เบี้ยและธงชาติไทยที่แพนหางดิ่งทั้ง 2 เครื่องกำลังทำการบินไปหาเป้าหมาย เสียงเครื่องยนต์เจ 85-ยีอี-21 ขับขานในอากาศดังกว่าเสียงเพลงที่วัยรุ่นยุค 80 เปิดฟังในวิทยุกำลังจะกลายเป็นเสียงสวรรค์ที่ทหารไทยรอคอย
Swiss Air Force F-5E Tiger II
"ฟ้าววววววววว!"
บนท้องฟ้าสีครามอันไร้ซึ่งขีดความจำกัดสำหรับ 2 ยอดนักบินไทยผู้หาญกล้า สิ่งที่กำลังท้าทายอยู่ตรงนี้ไม่มีใครอาจคาดเดาได้ว่าเครื่องบินจะกลับมาถึงฐานหรือไม่ แล้วนักบินจะรอดชีวิตหรือไม่ เพราะฉะนั้นในนาทีเสี่ยงตายมีแต่ตัวนักบินรบแห่งกองทัพอากาศไทยทั้ง 2 ท่านที่รู้ดีว่าพวกท่านได้นำเครื่องบินบินขึ้นไปเพื่ออะไร
F-5 ฝูงบิน 403 เริ่มลดระดับอย่างรวดเร็ว หัวเครื่องพุ่งลงมาในแนวเฉียงราวกับว่าอินทรีทั้ง 2 ตัวกำลังจะตะครุบเหยื่อ จากที่เคยเป็น Fighter ราคาถูกแห่งโลกเสรี สู่บทบาทการทิ้งระเบิดสนับสนุนทหารภาคพื้น แต่หารู้ไม่ว่านับจากนี้จะมี F-5 หนึ่งใน 2 เครื่องที่ไม่สามารถบินกลับตาคลีได้หลังจากสมรภูมิอันดุเดือด ณ ดินแดนป่าเขาแห่งนี้จบลง
ในห้องนักบินของ F-5E ที่ทำการบินโดยนาวาอากาศตรี สุรศักดิ์ไม่ได้มีเเค่เครื่องวัดและวิวทิวทัศน์สวยๆของชายไทย-ลาวเมื่อออกไปข้างนอก แต่ยังมีความมั่นใจของนักบินที่พร้อมจะหย่อนระเบิดให้ตรงเป้า แม้จะไม่ใช่ระเบิดนำวิถีที่ทิ้งลงเป้าหมายแบบตรงจุด แต่ก็ไม่พ้นขีดความสามารถของนักบินที่ผ่านการฝึกและสมรภูมิในชายแดนอีสานใต้อันโชกโชนอย่างท่าน ผู้ซึ่งกำลังบังคับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงที่ดีที่สุดก่อนที่จะมี F-16 เข้าประจำการในเวลาต่อมา
เครื่องบินขับไล่ F-5 ทั้ง 2 เครื่องมาถึงเป้าหมายแล้ว ในขณะที่ทิ้งระเบิดพื้นดินข้างสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว ควันไฟสีดำลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าในทันทีทันใด ทหารลาวก็ไม่รอช้าจึงเตรียมเล็งจรวดนำวิถีต่อสู้อากาศยานบุคคลประทับบ่า SA-7 พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ขีปนาวุธไม่มีการเปลี่ยนทิศทาง ไม่มีการชะลอความเร็ว ไม่มีการพลาดเป้าเเม้แต่น้อย และแล้ววินาทีแห่งความเป็นความตายก็เริ่มต้นขึ้น
F-5E กับสีพรางล่าสุดของกองทัพอากาศไทย
"ตู้มมมมมมมมมม!"
ขณะเข้าโจมตีเป้าหมาย ท่านจึงได้ถูกข้าศึกยิงจรวดนำวิถีต่อสู้อากาศยานบุคคลประทับบ่าแบบ Sa-7 จากที่ตั้งบนภูเวียง ในประเทศเพื่อนบ้าน ขึ้นมาใส่เครื่องบินหมายเลข 1 จำนวน 7 นัด จรวดกระทบส่วนท้ายเครื่องบินได้รับความเสียหาย นักบินพยายามทำการบิน ไปทางเหนือของบ้านร่มเกล้า ระยะทางราว 4 กิโลเมตร ก่อนจะไม่สามารถทำการบินต่อได้ เนื่องจากเครื่องยนต์ดับไม่ทำงาน ท่านจึงจำต้องสละเครื่องบิน โดยพยายามประคองให้บินมาที่ตกลงในเขตประเทศไทย ลึกเข้ามาในเขตประเทศไทย 10 กิโลเมตร
หลังจากที่เครื่องบินขับไล่ F-5E หมายเลข 40342 Sel.No 79-1694 ถูกยิงตก ท่านได้เข้าป่าฝ่าดงเพื่อหาทางรอดจากการถูกตามล่าของทหารลาว ต่อให้เครื่องบินตกในพื้นที่ที่ปลอดภัยแล้ว การรอรับความช่วยเหลือจากเฮลิคอปเตอร์ค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบที่จะมาบินรับตัวท่านเป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากตายในขณะที่เอาตัวรอดนั่นหมายว่าโอกาสที่จะได้เป็นครูการบินให้แก่ศิษย์การบินอาจเป็นไปได้ยาก
ทหารลาวต่างจับอาวุธประจำกายทั้งปืนอาก้าและอาร์พีจีตามล่านักบินไทยที่พึ่งถูกยิงไปไม่นาน โดยที่ไม่สนว่าที่นี่เป็นดินแดนไทยหรือไม่ ทหารทุกนายค้นหาตามพื้นๆที่ต่างทั่วป่าเพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถจับนักบินไปเป็นเชลยได้ ในพื้นที่ป่าอันประกอบด้วยต้นไม้ใหญ่สีเขียวขจีหลายต้นนี้ผู้ล่าไม่ใช่เสือที่น่ากลัวอีกต่อไป แต่เป็นทหารลาว นักล่าในเครื่องแบบสีเขียวขี้ม้าที่กำลังตามหานักบินผู้รอดชีวิต
F-5E ฝูงบิน 211 กับสัญลักษณ์อินทรียุคที่ 3
ตัดภาพจากป่าชายแดนอันเต็มไปด้วยความลุ้นระทึกมาที่ความช่วยเหลือของกองทัพอากาศไทย ภายหลังทราบว่ามีนักบิน F-5E ถูกยิงตกเฮลิคอปเตอร์ค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ S-58T (เฮลิคอปเตอร์แบบที่ 4ก. : ฮ4ก.) จำนวน 2 เครื่อง จากหน่วยบิน 2012 (พิษณุโลก) ซึ่งมี เรืออากาศเอก สมชาย สังขมณี เรืออากาศเอก เดชา กรมสุริยศักดิ์
หน่วยบิน  2013 (น่าน) ซึ่งมี เรืออากาศเอก ภิรมย์ นวลปลอด และเรืออากาศเอก ทรงพล แจ้งสี ได้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า นักบินทุกนายที่กำลังทำการบินกับฮ.4ก ต่างมีสมาธิที่แน่วแน่เพื่อนำรุ่นพี่และเพื่อนคนเดียวกันออกจากป่านรกในยามสงคราม
ฮ.4ก ได้ทำการบินค้นหาและช่วยชีวิตจนพบนักบินที่สละเครื่องและซ่อนตัวอยู่ในป่า ก่อนจะทำการช่วยเหลือ ด้วยการใช้ รอกกว้านขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย ภายหลัง นาวาอากาศตรี สุรศักดิ์ บุญเปรมปรีดิ์ ได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญจากวีรกรรมดังกล่าวนี้
F-5E กองทัพอากอากาศมาเลเซีย (ปัจจุบันปลดประจำการแล้ว)
ข้อมูลจำเพาะ  F-5E
ผู้สร้าง : บริษัท นอร์ธรอป แอร์คราฟท์ (สหรัฐอเมริกา)
ประเภท : เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดไอพ่นที่นั่งเดียว
เครื่องยนต์ : เทอร์โบเจ๊ต เจเนอรัล อีเล็กตริค เจ 85-ยีอี-21 ให้แรงขับเครื่องละ 1,588 กิโลกรัม และ 2,268 กิโลกรัม เมื่อสันดาปท้าย 2 เครื่อง
กางปีก : 8.13 เมตร
ยาว : 14.68 เมตร
สูง : 4.06 เมตร
พื้นที่ปีก : 17.29 เมตร
น้ำหนักเปล่า : 4,346 กิโลกรัม
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด : 11,192 กิโลกรัม
อัตราเร็วสูงสุด : ไม่เกิน 1,314 กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อมีน้ำหนักปฏิบัติการรบ 6,010 กิโลกรัม
อัตราเร็วขั้นสูง : 1.63 มัค ที่ระยะสูง 10,975 เมตร เมื่อเครื่องบินหนัก 10,975 กิโลกรัม
เพดานบินใช้งาน : 15,800 เมตร
รัศมีทำการรบ : 917 กิโลเมตร
พิสัยบิน : 2,943 กิโลเมตร เมื่อติดตั้งถังเชื้อเพลิงชนิดปลดทิ้งได้
อาวุธ : ปืนใหญ่อากาศขนาด 20 มม. M-39 A2/A3 ติดตั้งที่ลำตัวส่วนหัว 2 กระบอกพร้อมกระสุนกระบอกละ 280 นัด
อาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศ เอไอเอ็ม-9 เจ ไซด์ไวน์เดอร์ ติดตั้งที่ปลายปีก ข้างละ 1 แห่ง
ลูกระเบิดสังหาร ลูกระเบิดทำลาย ลูกระเบิดเนปาล์ม ลูกระเบิดพวง
จรวดขนาด 2.95 นิ้ว
สามารถติดตั้งอาวุธที่ใต้ปีกได้ข้างละ 2 แห่ง และ ใต้ลำตัว 1 แห่ง รวมเป็นน้ำหนักสูงสุด 3,175 กิโลกรัม
F-5E ฝูงบิน 211 กับสีพรางแบบใหม่
วีรกรรมของพลอากาศตรี สุรศักดิ์  บุญเปรมปรีดิ์ นักบิน F-5E ที่ถูกยิงตกในสมรภูมิบ้านร่มเกล้า ถือว่าเป็นเกียรติประวัติอันกล้าหาญที่ไม่ถูกลืมเลือน
38 ปีผ่านไป เหตุการณ์นี้ถือเป็นประวัติศาสตร์ทางการทหารที่ได้รับการจารึกไว้ว่าเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่พล็อตเรื่องนิยายสงครามที่อ่านแล้วจนผู้อ่านอินกับตัวละครในนิยาย
หากบทความนี้ควรค่าแก่การเสริมความรู้ทางประวัติศาสตร์ ทุกท่านสามารถแชร์ต่อได้เพื่อให้คนรุ่นหลังเกิดความซาบซึ้งในวีรกรรมของพี่ต๊อก พลอากาศตรี สุรศักดิ์ บุญเปรมปรีดิ์ ที่ครั้งหนึ่งได้เสียสละเครื่องบินขับไล่ F-5E ไปในการรบจนกลับมาได้อย่างปลอดภัย ขอสดุดีในความกล้าหาญของวีรบุรุษแห่งทัพฟ้าไทยไว้ ณ ที่นี้ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
4AVIATION
Gemini AI
Shaun Psaila
STEPHAN DE BRUIJN
Yanmoai
TEERAWUT W.
Thanawat Wongsaprom
Kittidej Sanguantongkam
ท้าวทองไหล
ERWIN VAN DIJKMAN
Steve Ozel
Daren Rose
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
โฆษณา