Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
JWanderlust
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 11:26 • อาหาร
จากเนื้อพรีเมียมสู่อาหารใต้มิชลิน
Chapter 92: From Premium Beef to Michelin-Star Southern Thai Cuisine
ไปเที่ยวกันมาหลายตอนแล้ว Blog นี้ขอมาที่เรื่องกินมั่ง วันนี้มี 2 ร้านมาแนะนำค่ะ ร้านแรกเป็นร้านเนื้อชื่อดังจากญี่ปุ่น ส่วนอีกร้านเป็นร้านอาหารไทยระดับมิชลินที่ไม่ว่าไปกินกี่ครั้งก็ประทับใจ ป่ะ…ไปกินกัน
เริ่มกันที่ร้านแรก Yakiniku Jumbo (ยากินิคุ จัมโบ้) ตั้งอยู่ในโครงการ The Taste Thonglor ปากซอยทองหล่อ 11 ค่ะ
Yakiniku Jumbo เป็นร้านเนื้อย่างสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ จากกรุงโตเกียวที่ได้รางวัล Tabelog Silver Award จากญี่ปุ่นติดต่อกันหลายปี
เมนูที่ทางร้านเสิร์ฟจะใช้เนื้อ Kuroge Wagyu ซึ่งเป็นเนื้อวากิวระดับ A5 ที่นำเข้าแบบแช่เย็นไม่ใช่การแช่แข็ง ซึ่งจะทำให้คุณภาพของเนื้อสัมผัสและรสชาติยังคงอยู่ครบถ้วน
เมนู Signature ของที่นี่คือ Noharayaki เป็นเนื้อ Sirloin ที่หั่นบางๆ แต่ชิ้นใหญ่ เอาไปหมักกับซอสทาเระสูตรพิเศษของทางร้าน เวลาทานก็เอาไปย่างบนเตาด้วยไฟอ่อนๆ แล้วจุ่มกับไข่ไก่ดิบ…น่ากินสุดๆ
ซึ่งร้านนี้ พนง. จะช่วยย่างให้เราเพื่อเป็นการการันตีว่าเราจะได้ทานเนื้อที่มีรสชาติและรสสัมผัสที่ดีที่สุด เพราะถ้าปล่อยให้เราย่างเองอาจทำให้เนื้อดีๆ กลายเป็นเสียของได้ 😄
จานแรกของเราคือสันคอหมูค่ะ อ้าว…พูดเรื่องเนื้อตั้งนาน ดันเปิดด้วยหมูซะงั้น 😁
สันคอหมู
ต่อด้วยซี่โครงหมูอีกซักจาน ส่วนที่ติดมันเนี่ยเวลาย่างหอมมากๆ
ซี่โครงหมู
มาถึงจานเนื้อละค่ะ อันนี้เป็นหนึ่งในเมนูเด็ดของร้าน Yukke Chopped Wagyu Beef เค้าจะใช้ข้าวสวยร้อนๆ ราดด้วยเนื้อดิบหั่นหยาบและไข่แดงดิบ อร่อยมาก มีความหวานของเนื้อดิบที่ไม่คาวเลยแม้แต่น้อย
1
Yukke Rice
ต่อด้วย Chateaubriand Steak ซึ่งเป็นเนื้อส่วนกลางที่ดีที่สุดของ tenderloin เป็น ราชาแห่งความนุ่มของเนื้อวัวเลยเพราะแทบไม่มีเส้นเอ็น ย่างมาแล้วหอมมากกก
Chateaubriand Steak
อีกหนึ่งเมนูแนะนำของทางร้าน Wagyu Sushi ที่ใช้เนื้อวากิวหั่นบางๆ เอาไปย่างก่อนวางมาบนข้าวกล้อง
Wagyu Sushi
Hamburg Steak เป็นเนื้อสับปั้นเป็นก้อนกลมๆ เสิร์ฟมาพร้อมไข่ดาวบนกระทะร้อน ราดด้วยซอสเดมิกลาซฉ่ำๆ กินกับข้าวนี่พอดีเลย
Hamburg Steak
และแล้วก็ถึงคิวของเนื้อ Noharayaki หรือ Sirloin มาเป็นแผ่นใหญ่ๆ แบบนี้
เอาไปย่างจนหอมแล้วไปจุ่มกับไข่ดิบ หวาน หอม เด็ดสมคำร่ำลือจริงๆ
Noharayaki
อันนี้คือเนื้อใบพายหรือ Misuji
Misuji
อันนี้เป็นเนื้อหัวไหล่
เนื้อหัวไหล่
ส่วนอันนี้เมนูสุดท้ายละ ข้าวอบเนื้อ หอมฉุยมาในหม้อเหล็กร้อนๆ
ข้าวอบเนื้อ
แนะนำเมนูเครื่องเคียงที่ควรสั่งมาทานแก้เลี่ยนด้วย มี Assorted Namul ซึ่งเป็นเครื่องเคียงสไตล์เกาหลี และก็กิมจิค่ะ
เป็นร้านเนื้อย่างอีกร้านที่รสชาติอร่อยมากๆ เนื้อหอม นุ่ม จนแทบไม่ต้องเคี้ยวแบบที่เค้าเรียก "ละลายในปาก" ประมาณนั้นเลย ใครเป็นสายเนื้อ แนะนำร้านนี้เลยค่ะ
ร้านที่สองเป็นร้านที่เคยมาเมื่อหลายปีมาแล้ว คราวนี้มีโอกาสมาอีก ไม่ยอมพลาดแน่นอน กับ "ศรณ์" ร้านดีร้านเดิมค่ะ
ศรณ์ (Sorn Fine Southern Cuisine)
ป.ล. เราไปตั้งแต่เดือนมกราแล้ว เพิ่งจะได้เขียนค่ะ
ศรณ์ (Sorn Fine Southern Cuisine) เป็นร้านอาหารใต้ที่ได้มิชลิน 3 ดาวติดต่อกันมาหลายปีแล้ว ขึ้นชื่อเรื่องการนำอาหารใต้พื้นบ้านมายกระดับให้เป็น Fine Dining ที่เน้นความพิถีพิถันทั้งวัตถุดิบ การปรุงรสชาติ การจัดจานที่สวยงาม การบริการที่ยอดเยี่ยม และยังคงรักษารสชาติแบบคนใต้จริงๆ ไว้ได้อย่างครบถ้วน
ยังคงได้รับรางวัลการันตีความอร่อยอย่างสม่ำเสมอจริงๆ
ครั้งที่แล้วมาตอนปี 2022 จำได้ว่าอิ่มอร่อยและแน่นท้องกันมากกก เพราะเมนูเยอะสุดๆ มาดูว่าวันนี้เราจะได้ชิมอะไรบ้าง
เมนูยาวเหยียดอีกเช่นเคย
เสิร์ฟกันแบบจัดเต็มมาก ใครมาร้านนี้แล้วไม่อิ่มนี่เก่งมากนะ
มาเริ่มกันที่คอร์สแรก Amuse Bouche (เมนูเปิดลิ้น) ที่ชื่อว่า Let's Eat Rice (กินข้าวกัน) วัตถุดิบหลักของเมนูนี้คือ กุ้งแม่น้ำตาปี (Tapi Rice Prawn) ข้าวหอมมะลิ ข้าวเกรียบสาคู และมันกุ้ง
หน้าตาของเครื่องปรุง
และเมนู Let's Eat Rice
ที่มาของเมนูนี้ เนื่องจากเวลาคนไทยเจอกันก็มักจะชวนกันไปทานข้าว เชฟก็เลยอยากเริ่มต้นด้วยข้าวเช่นเดียวกัน สำหรับเมนูแรกนี้รสชาติจะออกมันๆ หอมมันกุ้ง เค็มนิดๆ อร่อยค่ะ
ต่อด้วยคอร์ส Prelude (โหมโรง) คือ Appetizer อีก 8 เมนูที่จะค่อยๆ เปิดรสชาติของอาหารใต้ทีละระดับ
เริ่มจาก Hand Caught Abalone (เป๋าฮื้อ) ที่ใช้หอยเป๋าฮื้อสด มังคุดอ่อน สาหร่ายพวงองุ่น และมะม่วงดิบมาปรุง รสชาติมีความเปรี้ยว เค็ม แต่สดชื่น
Hand Caught Abalone (เป๋าฮื้อ)
Silver Sillago (ปลาทราย) เอาปลาทรายมาคลุกกับเครื่องแกงใต้ คำเล็กแต่รสจัดจ้าน
Silver Sillago (ปลาทราย)
The Ocean (มหาสมุทร) ที่รวมเอาวัตถุดิบจากทะเลหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปูม้า กุ้ง Lobster จากภูเก็ต และหอยหวาน
1
The Ocean (มหาสมุทร)
ได้ออกมาเป็น 3 คำน่ารักๆ ที่มีความหวานจากวัตถุดิบที่สดมาก โดยเฉพาะเนื้อปูที่หวานอร่อยมาก
Sotong (ซูตง) เป็นภาษามลายูแปลว่าปลาหมึก เค้าใช้ปลาหมึกจากทะเลอันดามัน มะเขือยาว กุ้ง Lobster และพริกดองมาปรุงเมนูนี้
Sotong (ซูตง)
รสชาติจะออกเผ็ดและเปรี้ยว มีความหนึบๆ ของปลาหมึก
คั่นรายการด้วย Sorbet (ล้างปาก) เย็นๆ ที่ทำจากมะม่วงและน้ำผึ้ง ให้รสชาติที่เปรี้ยวนิดหวานหน่อย เพื่อตัดความมันของอาหารที่ทานไปก่อนหน้า ก่อนจะเข้าคอร์สต่อไปค่ะ
Sorbet (ล้างปาก)
และมาต่อกันที่ Crab Stick (กรรชูเปียง) เมนู Signature ของร้าน ที่มีวัตถุดิบหลักคือ กรรเชียงปูม้า ไข่ปู และเครื่องแกงใต้
Crab Stick (กรรชูเปียง)
ที่เมนูนี้กลายเป็น Signature ของทางร้านเพราะรวมเอาความอร่อยไว้ในคำเดียว ไม่ว่ารสชาติความมันของไข่ปู ความเข้มข้นของเครื่องแกงใต้ และความหวานของเนื้อปู เอาเข้าปากแล้วบอกเลยว่า "หรอยแรง"
Melinjo (ใบเหลียงต้มกะทิ) วัตถุดิบคือ ใบเหลียง กะทิ เนื้อมะพร้าวกะทิ กุ้งแห้ง และปลาหมึกแห้ง
Melinjo (ใบเหลียงต้มกะทิ)
เอาทุกอย่างไปต้มรวมกันจนออกมาเป็นน้ำซุปแบบ Fine Dining ได้กลิ่นและรสชาติของใบเหลียง ส่วนที่เห็นเป็นดอกไม้คือเนื้อมะพร้าวกะทิค่ะ
Gor Lae (กอและ) ใช้หอยแครง และเป๋าฮื้อแห้ง เอามาย่างกับเครื่องแกงกะทิ
Gor Lae (กอและ)
แต่จำไม่ได้แล้วว่าเค้าใช้อะไรโรยด้านบน 😅
จบชุดโหมโรงแล้วมาต่อที่คอร์ส Vegetable (พืชพรรณผักใต้) ซึ่งเชฟได้ใช้พืชผักต่างๆ ของภาคใต้มาปรุงเป็นเมนู The Sea Holds the Forest หรือ "ข้าวยำ" นั่นเอง
The Sea Holds the Forest (ข้าวยำ)
เมนูนี้ประกอบด้วย ข้าวขมิ้น สมุนไพรใต้ น้ำบูดู สมุนไพรหลายชนิด ใส่ส้มโอเพื่อเพิ่มความสดชื่น คลุกกับน้ำบูดูที่มีความหวานเค็มและมีกลิ่นเฉพาะตัว อร่อยลงตัวมาก
มาถึง Main Course (กินอย่างไทย) แล้ว จุดเด่นของอาหารชุดนี้คือ การแชร์กันเหมือนสำรับไทยที่ทานกันที่บ้านค่ะ
เริ่มด้วย Southern Jasmine Rice ที่ใช้ข้าวหอมมะลิหุงด้วยน้ำแร่ระนอง แต่ไม่รู้เค้าใช้วิธีหุงยังไงข้าวถึงเป็นเม็ดตั้งขึ้นมาได้แบบนี้
Southern Jasmine Rice
มาพร้อมกับ Condiments (เครื่องเคียง) ทั้งหลายที่เสิร์ฟมาในถาดหลุมสวยๆ ได้แก่
Condiments (เครื่องเคียง)
Som Hoak Chili Paste (น้ำพริกส้มโฮก) เป็นน้ำพริกใต้ใส่ส้มโอ, Pork Rind (กากหมู) เอาไว้กินกับน้ำพริก, Sweet Shrimp (กุ้งหวาน) รสชาติหวานเค็มเข้มข้น, Dried Yellow Curry (แกงส้มแห้ง) และ Fish Sauce and Chili (พริกน้ำปลา) ของที่คนไทยขาดไม่ได้
ตามมาด้วย Sides (กับข้าว) ซึ่งได้แก่ Stink Bean (ผัดสะตอพริกแกงใต้)
Stink Bean (ผัดสะตอพริกแกงใต้)
เป็นสะตอผัดกับปลาดุกแดง และพริกแกงใต้ รสชาติเผ็ด เข้ม และหอมสะตอมาก
จานต่อไปเป็น Omelet (ไข่เจียวกุ้งลายเสือ) เป็นไข่เจียวแบบไทย ใส่กุ้งลายเสือ หอมแดง และโหระพา ทอดมาได้ฟูมากแต่ไม่อมน้ำมัน
Omelet (ไข่เจียวกุ้งลายเสือ)
Comfort Food ไทยที่แท้ทรู กินกับข้าวสวยร้อนๆ ที่เติมได้เรื่อยๆ บวกกับเครื่องเคียงทั้งหลาย…คืออร่อยเลย
Morning Glory (ผัดผัก) เป็นผัดผักบุ้งไฮโซที่อัพเกรดด้วย มันเป๋าฮื้อ หอยเชลล์แห้ง และกุ้งแห้ง
Morning Glory (ผักบุ้ง)
Roti (โรตีแกงเขียวหวาน)
Roti (โรตีแกงเขียวหวาน)
เป็นโรตี และแกงเขียวหวานใต้ แต่เมนูนี้เราไม่ได้ชิมเพราะอิ่มมาก กินไม่ไหวเลยขอข้าม
จบที่เมนูสุดท้าย Plum Soup (แกงจืดต้มบ๊วย) ใช้ปลากระเบนเป็นวัตถุดิบหลักต้มออกมาเป็นน้ำซุปใสๆ ดื่มคล่องคอ
Plum Soup (แกงจืดต้มบ๊วย)
อิ่มมากกกกก แต่ยังไม่หมดนะ ยังมี Sweets (ของหวาน) อีกคอร์สใหญ่ๆ ตบท้ายอีก
เริ่มกันที่ Sago (สาคูเปียกลำไย)
Sago (สาคูเปียกลำไย)
เป็นเมนูขนมหวานบ้านๆ แต่ที่ศรณ์เค้าเอาลำไยไปทำเป็น Sorbet และเจลลี่ ให้ทานคู่กับเนื้อมะพร้าวที่เอาไปสกัดเย็นและขูดเป็นผงหอมๆ เค็มๆ อร่อยดี
Bi Co Moi (บีโกหมอย) ขนมพื้นบ้านมลายูที่มีส่วนผสมหลักเป็น ข้าวเหนียวดำ ไอศกรีมมะพร้าวอ่อน แล้วก็เม็ดมะม่วง
Bi Co Moi (บีโกหมอย)
เราเคยชิมขนมแบบเดียวกันนี้ตอนไปเที่ยวภูเก็ตแล้วชอบมาก เพราะมันเป็นการรวมตัวของข้าวเหนียวดำ บวกกับไอศครีมมะพร้าวอ่อน แถมด้วยแผ่นถั่วตัดเม็ดมะม่วงซึ่งเข้ากันได้อย่างดีมาก แล้วของศรณ์เค้าเอามาทำให้มันรสชาติเบาขึ้น เหมาะกับการปิดท้ายมื้ออาหารรสจัดจ้านของวันนี้ได้เป็นอย่างดี
แต่ยัง…ยังไม่หมด ยังมี Seasonal Canned Fruit (ผลไม้กระป่อง) เป็นไอศครีมที่ทำจากมังคุคเสิร์ฟมาในกระป๋องผลไม้เก๋ๆ
และสุดท้ายจริงๆ Petit Four (นพเก้า, ชา, กาแฟ) ของหวานแบบไทยๆ ตบท้ายที่เสิร์ฟคู่กับชาไทย หรือกาแฟ
จัดเต็ม 9 อย่างเลย
และพิเศษด้วยขนมไข่โบราณสูตรของทานร้าน แต่ถึงตอนนี้เราก็ทานไม่ไหวละค่ะ จุกไปหมด ได้แต่จิบชาไทยหอมๆ
อิ่มอร่อยและสนุกกับการนำเสนออีกเช่นเคยกับ "ศรณ์" ร้านที่เราภูมิใจนำเสนออีกครั้ง และโดยเฉพาะครั้งนี้พาเพื่อนต่างชาติมาชิมอาหารไทยที่ยกระดับอาหารพื้นบ้านให้เป็นระดับมิชลินสตาร์ เรายิ่งภาคภูมิใจนำเสนอใหญ่ และโชคดีที่เพื่อนๆ ต่างชาติชอบอาหารเผ็ดและรสจัดอยู่แล้ว เลยยิ่งเพลิดเพลินกันใหญ่
นี่ก็เป็นอีก 2 ร้านที่อยากมาแนะนำใน Blog นี้ค่ะ ขอบคุณสำหรับการติดตามและขอบคุณที่เข้ามาอ่าน แล้วพบกันในการเดินทางครั้งต่อไปค่ะ 😊
อาหาร
รีวิวร้านอาหาร
ไลฟ์สไตล์
18 บันทึก
11
1
10
18
11
1
10
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย