14 พ.ค. เวลา 13:00 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

"MAUL : SHADOW LORD - ความหม่นเทาของ 'เงา' ในใจ"

ท่ามกลางยุคแห่งความมืดหม่น
ที่ปกคลุมไปทั่วกาแล็กซี่
ไม่มีแม้เงาอัศวินเจไดคอยดูแลปกป้อง
หลังการกวาดล้างจาก Order 66
ที่พรากเอาหลายชีวิตต้องดับดิ้นสิ้นไปในพริบตา
คนที่ยังรอดอยู่ก็ใช้ชีวิตไปด้วย
ความหวาดผวา หลบหนี เจียมตัว
ต่างสั่นกลัว แตกสลายจากภายใน
ผ่านยุคสมัยที่จักรวรรดิกำลังเดินหน้าสู่ความรุ่งโรจน์
ค่อยๆ แผ่ขยายอำนาจไปแทบทุกที่
และแทบจะไม่มีใครกล้าต่อต้าน
ราวกับวิญญาณถูกตีตราอยู่ในมือ
จอมจักรพรรดิแห่งความมืด
ที่คอยจับจ้อง แสยะยิ้มสยอง
เฝ้ามองและเดินเกมการเมือง การทหาร
และพร้อมพิฆาตศัตรูที่เหลือให้แดดิ้น
แต่แล้วยังมีชายอีกคนที่ยังคงสู้อยู่
ในโลกอาชญากรรมใต้ดิน
คอยรวบรวมพรรคพวกผู้ทรงอำนาจ ทรัพยากร
และกลยุทธ์บั่นทอนอำนาจจักรวรรดิ
ให้ถดถอย ปั่นป่วนจากเงา
ชายผู้เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งความเจ็บปวด
มีเพียงไฟแค้นอันเร่าร้อนแผดเผาหัวใจ
ใช้ชีวิตโดยมีเป้าหมายเพียงการเอาคืนอาจารย์ผู้ชั่วร้าย
ที่มองเขาเป็นเครื่องมือและหักหลังกันได้ลง
และปรมาจารย์เจได Obi-wan ที่เคยฟันตัวเขาขาดครึ่ง
จนต้องใช้ชีวิตอยู่ในขุมนรกแห่งเศษเหล็ก
บนดาว Lotho Minor มาแสนนาน
กลายเป็นคนสติวิปลาส ฟั่นเฟือน
ก่อนจะได้ Savage Opress น้องชายช่วยไว้
และได้ Mother Talzin ผู้เป็นแม่
ดึงสติและมอบขาเทียมให้กลับมาเป็นผู้เป็นคน
พยายามวางกลยุทธ์ สร้างขุมกำลังอำนาจ
ครองความยิ่งใหญ่บนดาวแมนดาลอร์
กลายเป็นขั้วอำนาจใหม่ที่ใครๆ
ต่างพากันหวั่นเกรงและยากในการต่อกร
แต่แล้วก็พลาดพลั้งเสียท่าให้จักรพรรดิพัลพาทีน
หรือ “Darth Sidious” อดีตอาจารย์ผู้ทรงพลัง
เป็นอีกครั้งและอีกครั้งที่เขาไม่เคยสมหวังดั่งใจ
พลาดทีต้องสูญเสียมากมาย ซ้ำร้ายยังเสียความมั่นใจ
เติมไฟแค้นข้างในให้ยิ่งคุโชนกว่าเดิม
กระทั่งการกลับมาของ "Darth Maul" ในครั้งนี้
ได้ให้อะไรที่แตกต่างออกไปจากเดิม
ทั้งในความเป็นขั้วอำนาจที่สาม
ระหว่างซิธกับเจได(ที่เหลือ)
และ "รอยต่อ" ที่จะนำไปสู่วันเวลา
ที่เขากลายเป็นเจ้าพ่อแห่งเหล่าอาชญากร
ภายใต้ชื่อ "Crimson Dawn" ที่เราเห็นกันในหนัง Solo
หลังได้รับชมซีรีส์นี้จบไป 10 ตอน
ในใจผมก็ยังคงคุกร่อนร่ำร้องเจ็บปวดตาม
จนอยากจะร้อยเรียงทุกนิยามความหมาย
พร้อมแก่นเรื่องที่ได้สัมผัสมาระหว่างทาง
ใครที่ดูจบแล้ว ก็จะยิ่งอิน ยิ่งรู้สึกได้ถึงฟอร์ซ
แห่งความแค้นที่ไหลเวียนไปทั่วทุกอณู
ใครที่ยังดูไม่จบแนะนำให้จัดก่อนค่อยมาอ่านกัน
แบ่งเป็น "เงา" 4 ด้านที่บ่งบอกแก่นแท้ของเรื่องได้จริงๆ
.
.
.
.
1. “เงาแห่งอดีต”
- อดีตของ Maul ไม่เคยตายไปจากตัวเขาเลย เพราะทุกแผลที่กรีดลึกลงบนร่างกาย ล้วนเป็นร่องรอยฝังลึกในจิตใจ จากนักล่าและมือสังหารผู้เงียบขรึม น่าเกรงขาม ตวัด Lightsaber สองด้ามปลิดชีพ Qui-Gon Jinn ปรมาจารย์เจไดในภาค The Phantom Menace กลายเป็นซิธคนแรกที่สังหารเจไดได้ในรอบหลายพันปี แต่นั่นกลับเป็นชัยชนะที่พาเขาลงเหวในเวลาต่อมา
ในซีรีส์ The Clone Wars เมื่อการแสดงอำนาจในที่แจ้งทำให้ Darth Sidious โค่นเขาได้ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ และพรากชีวิต Savage Opress น้องชายแท้ๆ ไปต่อหน้าต่อตา พร้อมการล่มสลายของ “Shadow Collective” องค์กรที่เขาสร้างมาเพื่อเน้นการปกครอง แสดงความเป็นใหญ่ มุ่งคานอำนาจจักรวรรดิและเอาคืนโอบีวันแบบซึ่งๆ หน้า
นั่นไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ในการศึกอย่างเดียว แต่คือการที่เขาเรียนรู้ว่าความแข็งแกร่งที่โอ้อวดให้โลกเห็น คือจุดอ่อนที่ใหญ่โตและชัดเจนเหลือเกิน กลายเป็นหนึ่งในบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิตเขาเลย
ส่งให้ชายผู้แตกสลาย เจ็บปวดกว่าใคร ไร้ครอบครัว ไร้กองทัพแมนดาลอร์แบบเต็มกำลัง ไร้ซึ่งบารมีเวทมนต์จากเหล่า Night Sister ผู้เป็นแม่เฉกเช่นที่เคยมี หลังโศกนาฏกรรมกวาดล้างแม่มด เมื่อซีเดียสให้นายพลกรีวัสมากำจัดพวกนางบนดาว Dathomir ตามด้วย Order 66 ที่ทำเอาเขาและพวกเจไดต้องหนีหัวซุกหัวซุนแรมปี
มาครั้งนี้บนดาว Janix สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้มอลกลายเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเป็น นั่นคือ “ผู้นำที่อดทน” เขาค่อยๆ เดินเกมใต้ดิน รวบรวมทรัพยากร สร้างเครือข่ายทรงอิทธิพล ด้วยการดึงองค์กรอาชญากรรมเข้าหากันทีละชิ้น ทำทุกอย่างด้วยความรอบคอบ สุขุม ลุ่มลึก และเล่นเกมจิตวิทยาเก่งขึ้นมาก
คอยชิงเหลี่ยมกับพวกองค์กรอาชญากรรมที่พร้อมจะแทงข้างหลังกันตลอดเวลา จึงเล่นกับความโลภและความกลัวของแต่ละฝ่ายอย่างเชี่ยวชาญ ราวกับหมากรุกที่คนอื่นมองแค่ตาถัดไป แต่เขาเห็นภาพรวมทั้งกระดานและคาดการณ์ก้าวที่อีกฝ่ายกำลังจะเลือกเดิน เพราะเขารู้ดีว่าในโลกที่ไร้ความยุติธรรม "ความกลัว" คือสกุลเงินที่มั่นคงที่สุด ชนิดที่กี่ล้านเครดิตก็ไม่อาจเทียบเทียม
แต่สิ่งที่ทำให้ซีรีส์ Maul: Shadow Lord ลึกกว่านั้นคือ มอลไม่ได้เพียงต่อสู้กับศัตรูภายนอกอย่างเดียว เขาต้องต่อสู้กับ “เงา” ของตัวเองในอดีตที่ตามหลอกหลอนถึงปัจจุบัน ยามที่เขามองเงาตัวเองสะท้อนบนผิวน้ำขัง ยังเห็นด้านที่อ่อนแอ ด้านที่ยังเจ็บ ด้านที่ยังเป็นเด็กชายดาโธเมียร์คนเดิมที่ถูกส่งมอบเป็นของขวัญแด่ลอร์ดซิธตั้งแต่ยังเล็ก เงานั้นน่าเกลียดจนเขาอยากทำลายมันทิ้งในทันที แต่ทำไม่ได้ เพราะเงาไม่เคยตาย มันแค่รอวันกลับมาเมื่อเขาเกิดความเคลือบแคลง หวาดกลัวในใจ
ในระหว่างทางที่มอลต้องกัดฟันนำพรรคพวกแมนดาลอร์ที่เหลืออยู่ ฝ่าฟัน Inquisitor ของจักรวรรดิที่ดมกลิ่น Force ได้ไกล ฝ่าความเคลือบแคลงของตำรวจเจนิกซ์ที่รู้ดีว่าใต้ดินมีอะไรบางอย่างกำลังเติบใหญ่ นั่นคือภาระของผู้ที่เลือกจะสู้จากเงา คุณไม่มีสิทธิ์ล้มเหลวในที่แจ้ง เพราะนั่นหมายความว่าคุณไม่เหลืออะไรให้กลับมาอีกเลย
มอลในฉบับนี้คือชายผู้แบกรับสัมภาระทางอารมณ์ที่หนักอึ้ง เขาไม่ได้สู้ด้วยพละกำลังที่ล้นปรี่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่สู้ด้วย "ความรอบคอบที่เกิดจากความหวาดกลัว" เกินบรรยาย เพราะคนที่เคยถูกทำลายอย่างถึงที่สุดย่อมเรียนรู้ว่าความเคียดแค้นอย่างเดียวไม่พออีกแล้ว
เขาต้องอ่านเกม อ่านคน อ่านความกลัวของศัตรู และต้องเดินในเงาให้เก่งกว่าทุกคน นี่คือบทเรียนจากอดีตถ้าเคยถูกอำนาจเหยียบจนไม่เหลือชิ้นดี ก็จะคืบคลานไปทีละก้าวอย่างรัดกุม เหมือนมีดที่ค่อยๆ กรีดแทงลึกขึ้นทุกวันโดยที่ไม่มีใครคิดระวัง
2. “เงาที่คืบคลานจากข้างใน”
- ถ้าเงาแรกคือสงครามภายนอกที่ทุกคนต้องต่อสู้กันให้เห็น เงาที่สองคือสงครามที่ไม่มีรูปทรงชัดเจน เป็นสงครามที่เกิดขึ้นในใจของคนที่ยังหายใจอยู่ในโลกหลัง Order 66 ซึ่ง “Devon” พาดาวันสาวชาว Twi'leks คือกระจกสะท้อนอีกด้านของมอลได้อย่างดี ขณะที่เขาเลือกความมืดอย่างรู้ตัวและยืนหยัดอยู่กับมัน เธอคือคนที่ยืนอยู่บนเส้นด้ายระหว่างแสงสว่างกับความมืดด้วยความเชื่อที่กำลังถูกสั่นคลอนทุกวัน
เธอเติบโตมาในคำสอนของ “Master Daki” ที่บอกว่าแสงสว่างจะชนะ ว่า Force จะนำทาง ว่าความดีงามมีพลังมากกว่าความชั่ว แต่เมื่อโลกรอบข้างพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าคำสอนนั้นไม่ได้ผลจริงในทางปฏิบัติ เมื่อ output ไม่เกิด เมื่อศัตรูยังเดินหน้า เมื่อคนที่คุณรักยังสูญเสีย ความเชื่อก็เริ่มรู้สึกเหมือนเปลือกไม้แห้งที่แค่สัมผัสก็แตกสลาย และนั่นคือจุดที่น่ากลัวที่สุด
ไม่ใช่ความชั่วร้ายที่บุกมา เมื่อความมืดกลับค่อยๆ เสนอตัวในรูปแบบที่สมเหตุสมผลทีละน้อย มันไม่ได้บอกว่า "จงชั่ว" มันแค่กระซิบว่า "ครั้งนี้แค่ครั้งเดียว" และ "ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว" และ "คุณก็รู้ดีว่ามันได้ผลกว่า" เป็นวันเวลาที่คนดีกำลังจะยอมแพ้ภัยตัวเอง
เป็นจุดที่มอลรู้ดีถึงกลไกนี้ เพราะเคยผ่านมันมาแล้ว เขาไม่ได้ล่อลวงเดวอนด้วยสัญญาอันหอมหวาน แค่รอให้ความเป็นจริงของชีวิตมันทำหน้าที่แทน ตีความได้ว่าเขาเข้าใจธรรมชาติมนุษย์ดีพอที่จะไม่ต้องออกแรงผลัก แค่วางเงื่อนไขให้ครบ แล้วรออยู่ในเงา
ขณะเดียวกัน ผู้กอง “Brander Lawson” คือตัวละครที่ทำให้เราเห็นว่าความเทาของโลกนั้นลึกแค่ไหน เขาเป็นตำรวจที่รู้ว่าตัวเองทำงานในระบบที่เน่าเฟะ รู้ว่าจักรวรรดิไม่ใช่ความถูกต้อง รู้ว่าการ "ปากว่าตาขยิบ" กับอาชญากรคือความผิดพลาดทางศีลธรรม แต่เขาก็รู้ว่าถ้าจักรวรรดิเข้ามาแทรกแซงเต็มตัว สิ่งที่ยังเหลืออยู่บนเจนิกซ์จะยิ่งพังพินาศกว่าเดิม
เขาจึงเลือกที่จะสู้ในแบบที่ตัวเองยังรับได้ ยังคงเชื่อในแสงสว่างในแบบเงียบๆ โดยไม่ต้องประกาศให้ใครรู้ และพิสูจน์มันด้วยสิ่งเดียวที่เขามี คือการปกป้อง “Rylee” ลูกชายจนลมหายใจสุดท้าย ในห้วงเวลาที่กาแล็กซี่ดูเหมือนห่างหายจากคุณธรรมความดี ผู้กองลอร์สันกลับเหมือนแสงสว่างเล็กๆ ที่คอยย้ำเตือนเราว่า บางครั้งแสงไม่ได้มาในรูปแบบของ Lightsaber หรือเจได แต่มาในฐานะของกลุ่มกบฎที่ไม่เคยยอมแพ้ และสู้เพื่อเจตจำนงในใจอย่างแท้จริง
3. “เงาแห่งความร่มเย็น”
- ในซีรีส์ที่เต็มไปด้วยความมืดหม่น ความเจ็บปวด สงครามซ้อนซ่อนอำนาจ และเกมจิตวิทยา Shadow Lord ยังเลือกที่จะบอกว่าโลกนี้ยังมีสิ่งที่ควรค่าแก่การปกป้องอยู่ และสิ่งนั้นเรียกว่า “ความรัก มิตรภาพ ครอบครัว”
อย่างครอบครัวลอร์สันคือหัวใจที่เต้นอยู่ท่ามกลางกาแล็กซี่ที่กำลังหายใจไม่ออก ด้วยความรักของพ่อที่มีให้ลูกชายไรลีย์ ไม่ใช่ความรักแบบวีรบุรุษที่ประกาศก้องหน้าฝูงชน แต่เป็นความรักแบบเงียบๆ ที่แสดงออกด้วยการเลือก ทุกการกระทำที่เขาเลือกคือการปกป้องลูกจากอันตราย นั่นแหละคือ Force ในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด โดยไม่ต้องมี midi-chlorian ระดับสูง ไม่ต้องการ Lightsaber หรือตำแหน่งบารมีใดๆ
ซึ่งรักที่ว่ามันย่อมไร้พรมแดน ไม่จำกัดแค่มนุษย์ด้วยกัน เฉกเช่น “Two-Boots” ดรอยด์ในกรมตำรวจผู้เลือกไปกับกลุ่มกบฏ คอยช่วยเหลือพ่อลูกลอร์สันและพรรคพวก สื่อให้เห็นว่าในจักรวาล Star Wars ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับดรอยด์ไม่เคยเป็นแค่เจ้าของกับหุ่นเครื่องมือ แต่คือการเลือกที่จะผูกพัน และก้าวไปด้วยกัน เชื่อใจ ร่วมทาง ฝ่าฟันกันไปด้วยหัวใจจากเลือดเนื้อและเหล็กหลอมรวม
ทูบูตไม่ได้ถูกโปรแกรมมาให้รัก แต่เขาเลือกที่จะเชื่อในรัก เชื่อในความผูกพัน และความทรงจำระหว่างเขาและครอบครัว เป็น "เจตจำนงเสรี" ที่เลือกจะไปตามหัวใจตัวเอง และนั่นทำให้การตัดสินใจกบฏของเขาหนักและงดงามกว่าการตัดสินใจของมนุษย์หลายคนในเรื่องนี้เสียอีก โดยเฉพาะพวกจักรวรรดิที่มองทุกอย่างเป็นขาวดำตามคำสั่งเหมือนหุ่นยนต์ที่มีเลือดเนื้อก็มิปาน
มิตรภาพระหว่างทูบูตและบ้านลอร์สัน จึงชวนให้ผมนึกถึง K-2SO ที่ยืนกั้นประตูคนเดียวเพื่อให้พวก Jyn Erso มีเวลาหนีรอดใน Rogue One, หุ่นทรงเจ๊ L3-37 ที่พลีชีพสู้รบบนดาว Kessel เพื่อคุ้มกันให้แลนโด้และฮานวิ่งขึ้น Millennium Falcon ได้ทัน ในหนัง Solo,
ต้าว Chopper ดรอยด์สุดแสบของแก๊ง Ghost ใน Rebels, หุ่น BB-8 กับโพ ดาเมรอนที่ผูกพันกันราวกับเป็นหนึ่งเดียวบนเครื่องบิน ในภาค 7-9 ต่างกันแค่คนหนึ่งกลิ้งได้และอีกคนบินได้ ฮ่าา และต้าว R2-D2 ที่คอยอยู่เคียง ข้างอนาคิน ส่งต่อมาถึงลุค เลอา ตั้งแต่ภาค 1 จนถึงปลายทาง
พวกเขาและเธอคือเงาแห่งความร่มเย็นที่จักรวาล Star Wars โปรยไว้ในทุกมุมมืด เพื่อคอยบอกว่าความชั่วร้ายไม่ได้ชนะทุกอย่าง ตราบใดที่ยังมีใครสักคนเลือกที่จะรักและผูกพัน คอยช่วยเหลือกัน โดยไม่หวังอะไรตอบแทน มันคือแสงดาวดวงเล็กๆ ที่บอกเราว่า ความรักและการเสียสละคืออาวุธชนิดเดียวที่จักรวรรดิไม่มีวันทำความเข้าใจหรือควบคุมได้เลย
4. "เงาแห่งความชั่วร้าย"
- มอลเกลียดซีเดียสอย่างสุดขั้วหัวใจ เมื่อจ้าวแห่งซิธคือผู้ที่มองเขาเป็นเครื่องมือ ใช้เสร็จแล้วทิ้ง ไม่เคยสอนด้วยความรัก มีแต่ความกลัวและอำนาจ เป็นเงาแห่งความเย็นชาที่ทอดยาวปกคลุมชีวิตทั้งชีวิตของเขาเกลียดถึงขั้นที่ความแค้นกลายเป็นแก่นชีวิต แต่ตลกร้ายคือเมื่อเวลาผ่านไป เขากลับเริ่มเข้าใกล้ลักษณะของสิ่งที่เขาเกลียดเสียเอง
ทั้งการหลอกใช้ Master Daki แบบเดียวกับที่ซีเดียสทำกับเขา เพียงเพื่อจะช่วงชิงตัวเดวอนมาเป็นศิษย์ผลที่ตามมาคือ “Darth Vader” ที่กำลังถูกปกคลุมไปด้วยความโกรธเกลียด ดำดิ่งยิ่งกว่ามอล ปักกระบี่ Light Saber แทงอาจารย์เจไดผู้นี้สิ้นคาที่ ทำให้เดวอนได้เห็นว่าความหวังและความเชื่อที่เธอพยายามรักษาไว้นั้นมีค่าเท่ากับศูนย์ในสายตาของเจ้าแห่งความมืดผู้มาพร้อมเสียงลมหายใจอันเกรี้ยวกราด ไม่ต้องมีคำพูดใดๆ ก็สื่อแทนความแค้น พยาบาท เกลียดชังอดีตตัวเองเป็นที่สุด
และความพยาบาทที่เกิดขึ้นตามมาในใจเดวอนนั้นไม่ต่างจากสิ่งที่เคยเกิดในใจมอลเอง และเขารู้ดีว่าไฟแค้นในใจนั้นเป็นยังไง จากคนที่เคยเผาตัวเองด้วยมันมาทั้งชีวิต มีแต่ความทรมานทรกรรม ซึ่งการที่เดวอนเดินเข้าหาความมืดพร้อมกับเขาจึงไม่ใช่ชัยชนะ มันคือโศกนาฏกรรมที่ทำซ้ำ เป็นบทพิสูจน์ว่าบาดแผลที่ไม่ได้รับการรักษานั้นจะถ่ายทอดต่อเสมอ ไม่ต่างอะไรจากไวรัสที่แพร่ผ่านการสัมผัส
มอลสื่อให้เห็นว่านี่คือชะตาของผู้ถูกเงาแห่งความชั่วร้ายกลืน ไม่ใช่ทุกคนจะตกลงไปแบบรวดเดียว บางคนค่อยๆ ไหลลงทีละนิด ในนามของเหตุผล ในนามของการเอาตัวรอด ในนามของการแก้แค้น มอลไม่ได้อยากเป็นซีเดียส แต่เขาอยาก “ชนะ” อาจารย์ และในจักรวาล Star Wars นั้น การอยากชนะด้วยวิธีของปีศาจ มักพาเราไปเป็นปีศาจไปเองเช่นกัน
นั่นคือเหตุผลที่เส้นเรื่องของมอลสำคัญมาก เพราะมันทำให้เราเห็นว่า ความชั่วร้ายไม่ได้เกิดจากอำนาจอย่างเดียวแต่เกิดจากความเจ็บปวดที่ไม่มีวันได้รับการเยียวยา เมื่อเจ็บมากพอ คนบางคนไม่ได้ต้องการการรักษาเขาต้องการ “ให้โลกเจ็บเหมือนกัน”
และเมื่อความรู้สึกนั้นฝังลึกพอ เขาจะเริ่มเชื่อว่าทุกการทำลายคือความชอบธรรม ทุกการควบคุมคือวิธีเอาตัวรอด ทุกการทรยศคือการป้องกันตัว และเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการ นั่นแหละคือเงามืดที่แท้จริง นี่คือจุดกำเนิดของเจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพลที่เราเห็นในหนัง Solo ชายผู้ปกครองด้วยความลึกลับและอำนาจมืด
ก่อนที่ทุกอย่างจะร่วงหล่นลงสู่จุดจบที่โดดเดี่ยวบนเนินทราย ดาวทาทูอิน และอ้อมกอดของศัตรูที่รักอย่างโอบีวันในซีรีส์ Rebels เป็นจุดจบที่ปลดปล่อยเขาจากบ่วงแค้นทั้งปวง เพื่อรอแสงสว่าง (A New Hope) ผู้ถูกเลือกคนใหม่ถือกำเนิดขึ้นมารับช่วงต่อไป
“จุดเด่นหนึ่งของ Maul คือ
เขาเปรียบเสมือนกระจกสะท้อน
ความโหดร้ายของสังคม
ด้วยพื้นเพของมอล เขาไม่ได้ร้ายแต่เกิด
แต่เพราะการถูกซีเดียสละเมิดวัยเด็ก
ทำให้เขามีปมทั้งถูกหลอกใช้ หักหลังซ้ำๆ
และการแพ้โอบีวัน มันย่ำยีอัตตาข้างในจนแตกสลาย
ทุกอย่างมันผลักให้เขากลายเป็นคนบ้า
เพราะนี่ไม่ใช่ตัวร้ายแบนๆ ที่บ้าพลังไปงั้นๆ
ต่เรื่องของเขามันอธิบายถึงปมในใจ
ที่คนๆ หนึ่งต้องแบกรับมานานจริงๆ”
Star Force
“Maul: Shadow Lord” จึงคล้ายบทกวีแห่งความเจ็บปวดที่ยืนยันว่า "ฟอร์ซแห่งความแค้น" นั้นทรงพลังเพียงใด แต่มันก็เตือนเราด้วยว่า เมื่อเราจ้องมองเข้าไปในเหวแห่งความมืดนานเกินไป เหวนั้นก็จะจ้องมองกลับมาและกลืนกินตัวตนของเราไปจนสิ้น เหลือไว้เพียง "เงา" ที่ไม่อาจสลัดหลุดชั่วนิรันดร์
และท้ายที่สุดบางทีก็ต้องถามตัวเองว่าในโลกที่มืดมิดเพียงนี้ ระหว่างคนที่กำลังจะกลายเป็นเงา กับคนที่เลือกจะยืนอยู่ในแสงต่อไป เราแน่ใจแค่ไหนว่าตัวเองจะเลือกทางที่ต่างกัน หากเราต้องเจ็บปวด เคียดแค้นพอๆ กับมอล? น่าคิดทีเดียว,,,
โฆษณา