16 พ.ค. เวลา 08:14 • ข่าว

สวิสเซอร์แลนด์เตรียมเปิดแฟ้มลับ โจเซฟ เมนเกเลอ หมอนาซีล้านศพประจำค่ายเอาซ์วิตซ์

Blockdit Originals - บทความพิเศษ
หน่วยข่าวกรองแห่งรัฐบาลกลางสวิสเซอร์แลนด์ (FIS) ได้อนุมัติให้เปิดไฟล์ข้อมูลลับของโจเซฟ เมนเกเลอ นายแพทย์นาซีประจำค่ายกักกันเอาซ์วิตซ์ในโปแลนด์ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้แล้ว ที่เชื่อว่าจะเปิดเผยเงื่อนงำช่องหลบหนีหมายจับกุมจากศาลอาญาโลกในข้อหาอาชญากรรมร้ายแรงต่อมนุษยชาติ ผู้รับผิดชอบสังหารผู้คนในค่ายกักกันไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน
โจเซฟ เมนเกเลอ ผู้ได้รับฉายาน่าสะพรึงว่า "Angel of Death" หรือ เทวทูตแห่งความตาย เคยเป็นแพทย์อันปราดเปรื่องทั้งศาสตร์ และ ศิลป์ เขาเรียนจบปริญญาเอกทางด้านมานุษยวิทยา และ แพทย์ศาสตร์ ก่อนมาประจำกองทัพนาซีเยอรมัน สังกัดหน่วย SS ในปี 1938 และถูกส่งมาประจำที่ค่ายเอาท์วิตซ์ในปี 1943
และที่ค่ายกักกันนั้น เมนเกเลอ ได้นำความสนใจงานวิจัยด้านพันธุกรรมมาทำการทดลองกับมนุษย์จริง โดยใช้นักโทษในค่ายเอาท์วิทซ์เป็นหนูทดลอง
โดยในแต่ละวันทีมวิจัยของเขาจะเดินทางไปที่ค่ายเอาท์วิตซ์อย่างกระตือรือร้น คอยสอดส่องคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างในค่าย ถ้าเป็นหนุ่ม-สาวแข็งแรง จะถูกส่งไปใช้แรงงานทาสในโรงงาน ถ้าเป็นคนแก่ คนอ่อนแอ เด็กเล็ก ก็จะส่งไปกำจัดในห้องรมแก๊ซ
ส่วนกลุ่มที่มีลักษณะพิเศษ หรือ เด็กแฝด เขาจะคัดตัวไว้ทำการทดลองทางพันธุกรรม เพื่อค้นหาคำตอบของยีนส์เผ่าอารยัน อันเป็นเชื้อสายที่ลัทธินาซีเยอรมันเชื่อว่าเหนือกว่าทุกชาติพันธุ์อื่นๆในโลก
ความตายในค่ายเอาท์วิตซ์ เป็นโศกนาฏกรรมที่เลื่องลืออยู่แล้ว แต่การทดลองมนุษย์ของโจเซฟ เมนเกเลอ ที่ได้รับการเปิดเผยในภายหลังก็โหดเหี้ยม ผิดมนุษย์มนาไม่ต่างกัน
ทั้งการผ่าตัด ชำแหละดูส่วนประกอบอวัยวะมนุษย์ ที่เขาสนใจ ฉีดสารพิษ แปลกปลอมเข้าไปในตัวมนุษย์ เพื่อดูผลลัพธ์ การทดสอบ ทรมานเด็กแฝดจนสภาพร่างกาย จิตใจยับเยิน และอื่นๆอีกมากมาย ที่มนุษย์ทดลองส่วนใหญ่มักจบชีวิตลงอย่างทรมานแสนสาหัส ในขณะที่ทีมวิจัยของเขาเก็บข้อมูลเหล่านั้นอย่างตื่นเต้น สนุกสนาน
แต่เมื่อกองทัพนาซีเยอรมันพ่ายแพ้สงคราม โจเซฟ เมนเกเลอ เปลี่ยนชื่อ-สกุล และหลบหนีออกนอกประเทศได้โดยไม่เคยได้รับโทษทัณฑ์ที่เขาก่อไว้ที่ค่ายกักกันเอาท์วิทซ์ ที่มีผู้เสียชีวิตในค่ายมากกว่า 1 ล้านคน
สิ่งที่ช่วยให้เขาสามารถหลบหนีคดีอาชญากรรมสงครามได้ ด้วยการยื่นขอเอกสารเดินทางฉุกเฉินจากโครงการ Red Cross Travel ขององค์กรกาชาดสากล ที่สถานกงสุลสวิสเซอร์แลนด์ในเจนัว ประเทศอิตาลี ซึ่งจะออกให้สำหรับผู้ลี้ภัย และเชลยสงครามที่ต้องการเดินทางไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างแดน
ประจวบเหมาะกับความโชคดีของ โจเซฟ เมนเกเลอ ทำให้เขาได้เอกสารเดินทางของกาชาด ที่พาเขาหนีได้ไกลถึงอเมริกาใต้ ไปกบดานสลับที่อยู่ในอาร์เจนตินา ปารากวัย และ บราซิล ซึ่งนั่นก็คงไม่ใช่ความผิดของกงสุลสวิสเซอร์แลนด์เสียทีเดียว เพราะความชุลมุนในช่วงสงคราม ความผิดพลาดมันก็เกิดขึ้นได้
แต่ทว่า หลังจากสงครามสงบไปไม่ถึง 10 ปี โจเซฟ เมนเกเลอ พาลูกชายกลับมาเที่ยวสกีรีสอร์ทในสวิสเซอร์แลนด์อย่างสบายใจ ในปี 1956 ด้วยวีซ่าท่องเที่ยว
และไม่ใช่แค่ครั้งเดียว ในปี 1961 หน่วยข่าวกรองออสเตรียส่งข้อมูลว่า โจเซฟ เมนเกเลอ เดินทางเข้ามาในสวิสเซอร์แลนด์อีกครั้งด้วยนามแฝง แม้จะมีหมายจับของศาลโลกรออยู่แล้ว
2
อีกทั้งภรรยาของเขายังเข้ามาซื้ออพาร์ตเมนท์ในเมืองซูริค และเคยยื่นขอพำนักถาวรในสวิสเซอร์แลนด์ด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานจากตำรวจซูริคว่า พบชายคนหนึ่งอยู่กับคุณนายเมนเกเลอที่อาจเป็นสามี (โจเซฟ) ของเธอด้วย
แต่ทั้งนี้ รัฐบาลสวิสเซอร์แลนด์นอกจากจะเงียบแล้ว ยังเก็บเงื่อนงำการมีตัวตนของ โจเซฟ เมนเกเลอ ในดินแดนสวิสมานานหลายปีโดยไม่เปิดเผย ยกเว้น Bergier Commission หน่วยงานพิเศษที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสืบคดีอาชญากรรมสงครามของญาติผู้สูญเสียจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซีเท่านั้น
แต่แล้วในปี 2001 รัฐบาลสวิสเซอร์แลนด์ก็สั่งให้เก็บแฟ้มรายงานของ โจเซฟ เมนเกเลอ ทั้งหมดเข้ากรุ เป็นเอกสารราชการลับที่เปิดเผยไม่ได้โดยเด็ดขาดจนถึงปี 1971 โดยจ่าหัวแฟ้มว่าเป็น "ข้อมูลลับด้านความมั่นคง"
แม้จะมีการยื่นคำร้องถึงศาล ก็ถูกหน่วยข่าวกรองสวิสเซอร์แลนด์ปฏิเสธการเข้าถึงแฟ้มข้อมูลเมนเกเลอเรื่อยมา ยิ่งลับ ยิ่งสงสัย กลายเป็นข่าวลือว่า รัฐบาลสวิสเซอร์แลนด์กำลังปิดบังอะไรอยู่? รวมถึงทฤษฎีสมคบคิดมากมายเกี่ยวกับ โจเซฟ เมนเกเลอ ว่าแท้จริงแล้ว เขาคือสายลับหลายหน้า ที่ทำงานให้กับหน่วยสืบราชการลับของสวิสเซอร์แลนด์
จนกระทั่งในปีนี้ 2026 ที่สำนักหน่วยข่าวกรองสวิส ออกมาประกาศว่าจะอนุญาตให้เปิดแฟ้มข้อมูลของ โจเซฟ เมนเกเลอ ได้แล้ว โดยให้เหตุผลว่า มี "สถานการณ์ใหม่" เพิ่มเติมที่ถูกนำมาพิจารณาในคำร้องขอเปิดเผยข้อมูลลับ แต่ยังไม่บอกว่าจะเปิดเผยเอกสารเมื่อไหร่ ไม่ต้องห่วง เปิดแน่ แต่รอหน่อย
1
เรื่องราวของ โจเซฟ เมนเกเลอ และ คดีอาชญกรรมของเขา ก็ยังต้องพิสูจน์กันต่อไปแม้ว่าตัวเขาเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี 1979 จากอุบัติเหตุจมน้ำที่บราซิล และถูกฝังในชื่อ วูลฟกัง เกอฮาร์ท ในขณะที่ใช้ชิวิตกบดานในอเมริกาใต้
เขาสามารถหลบหนีหมายศาลโลก รอดตัวจากการลอบสังหารของหน่วยมอสสาดของอิสราเอล มาได้หลายปี ก่อนเสียชีวิตในบราซิล
ศพของเขาในชื่อ วูลฟกัง เกอฮาร์ท ยังถูกขุดขึ้นมาพิสูจน์ DNA ก่อนถูกนำไปใช้เป็นอาจารย์ใหญ่ในคณะแพทยศาสตร์ ของมหาวิทยาลัย เซา เปาโล ที่แทบเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เขาเคยใช้คนเป็นๆ นับร้อย นับพันเพื่อสนองอย่างอยากรู้ทางวิชาการของเขาโดยไม่เคยได้รับโทษทัณฑ์ใดๆในวันที่เขามีชีวิตอยู่
****************
ติดตามบทความของ "หรรสาระ" เพิ่มเติมได้ที่
Facebook - หรรสาระ By Jeans Aroonrat
Twitter - @HunsaraByJeans
Blockdit - หรรสาระ By Jeans Aroonrat
แพลทฟอร์มคุณภาพ ไม่ปิดกั้นการมองเห็นเนื้อหา
****************
แหล่งข้อมูล

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา