22 พ.ค. เวลา 12:03 • สุขภาพ

ทำไมโรคทางสุขภาพจิตถึงกลายเป็นวิกฤตอันดับ 1

เวลาพูดถึงโรคร้ายแรงที่น่ากลัวที่สุด คุณนึกถึงโรคอะไรกันบ้างครับ? หลายคนคงนึกถึงโรคมะเร็ง โรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง แน่นอนว่าโรคเหล่านี้อันตรายมาก แต่รู้ไหมครับว่าในปัจจุบัน มีภัยเงียบอีกชนิดหนึ่งที่กำลังคุกคามผู้คนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ และได้กลายเป็นสาเหตุหลักอันดับต้นๆ ของความทุพพลภาพไปแล้ว สิ่งนั้นก็คือ "โรคทางสุขภาพจิต" ครับ
วันนี้ผมอยากชวนทุกคนมาพูดคุยและทำความเข้าใจเรื่องนี้ผ่านข้อมูลงานวิจัยระดับโลก เพื่อที่เราจะได้เท่าทันและรับมือกับมันได้อย่างถูกต้องครับ
ข้อมูลล่าสุดจากงานวิจัยระดับโลกที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ชั้นนำอย่าง The Lancet (ปี 2026) ซึ่งจัดทำโดยสถาบันเพื่อการวัดและประเมินผลด้านสุขภาพ (IHME) ร่วมกับมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ได้เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ปัจจุบันมีประชากรทั่วโลกถึงเกือบ 1.2 พันล้านคน ที่กำลังเผชิญหน้ากับโรคทางสุขภาพจิต ซึ่งตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเกือบเป็น "สองเท่า" เมื่อเทียบกับปี 1990
ที่สำคัญ โรคทางสุขภาพจิตได้ขึ้นแท่นเป็น สาเหตุอันดับหนึ่งของความบกพร่องทางสุขภาวะ (Disability) ทั่วโลก แซงหน้าโรคทางกายอย่างโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูกไปเรียบร้อยแล้วครับ
"DALY" คืออะไร? และทำไมเราต้องสนใจ?
ในทางระบาดวิทยา มีคำศัพท์คำหนึ่งที่นักวิจัยใช้เพื่อวัดความสูญเสียทางสุขภาพ นั่นคือ DALY (Disability-Adjusted Life Years) หรือ "ปีสุขภาวะที่สูญเสียไป"
เพื่อให้อธิบายง่ายๆ ลองจินตนาการว่า DALY คือการคำนวณว่าชีวิตของเราต้องสูญเสียช่วงเวลาที่มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปกี่ปี จากการเจ็บป่วยจนทำงานไม่ได้ หรือจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
จากรายงานพบว่า ในปี 2023 โรคทางสุขภาพจิตทำให้เกิดการสูญเสีย DALY สูงถึง 171 ล้านปีทั่วโลก คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 17% ของปีที่สูญเสียไปจากความทุพพลภาพทั้งหมดบนโลกใบนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโรคทางสุขภาพจิตไม่ได้พรากแค่ความสุขไป แต่ยังพรากความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงานไปจากผู้คนจำนวนมหาศาลด้วยครับ
ทำไมช่วงนี้เราถึงรู้สึกเหนื่อยล้า วิตกกังวล หรือซึมเศร้ากันง่ายขึ้น? งานวิจัยระบุว่า โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder) และโรคความวิตกกังวล (Anxiety Disorders) คือสองตัวการหลักที่พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19
* โรคซึมเศร้า มีอัตราความชุกเพิ่มขึ้นประมาณ 24% ตั้งแต่ปี 2019
* โรคความวิตกกังวล พุ่งสูงขึ้นกว่า 47%
นอกเหนือจากความเครียดจากโรคระบาดแล้ว ปัจจัยเชิงโครงสร้างในชีวิตประจำวัน เช่น ปัญหาความยากจน ความไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน การเผชิญความรุนแรง และความรู้สึกแปลกแยกในสังคมที่ขาดการเชื่อมต่อระหว่างกัน ก็เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้สุขภาพจิตของผู้คนย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ครับ
ใครคือกลุ่มเสี่ยงที่เราต้องช่วยกันดูแล?
เมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียดของข้อมูล เราจะพบว่าโรคทางสุขภาพจิตส่งผลกระทบต่อคนแต่ละกลุ่มในช่วงวัยที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจครับ:
1. วัยเด็กตอนต้น มักพบโรคกลุ่มออทิสติก (Autism Spectrum Disorder), โรคสมาธิสั้น (ADHD) และปัญหาพฤติกรรมเกเรเกตุง (Conduct disorder) ซึ่งในกลุ่มนี้เด็กผู้ชายมักจะได้รับผลกระทบในอัตราที่สูงกว่าเด็กผู้หญิง
2. วัยรุ่น (อายุ 15–19 ปี) เป็นช่วงที่ภาระโรคทางสุขภาพจิตพุ่งสูงที่สุด โดยเฉพาะโรคซึมเศร้าและโรคความวิตกกังวล วัยนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในการพัฒนาชีวิต ทั้งเรื่องการเรียน การทำงาน และความสัมพันธ์ หากมีปัญหาสุขภาพจิตในช่วงนี้ อาจส่งผลต่อแผนการดำเนินชีวิตในอนาคตระยะยาวได้
3. กลุ่มผู้หญิง จากสถิติปี 2023 มีผู้หญิงที่เผชิญกับโรคทางสุขภาพจิตสูงถึง 620 ล้านคน (เทียบกับผู้ชาย 552 ล้านคน) นักวิจัยชี้ว่าความแตกต่างนี้อาจเกิดจากปัจจัยกดดันที่ซับซ้อน เช่น การเผชิญความรุนแรงในครอบครัว การแบกรับภาระหน้าที่ดูแลสมาชิกในบ้าน และความเหลื่อมล้ำทางเพศในสังคม
ประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดในมุมมองของบุคลากรทางการแพทย์คือ ช่องว่างในการเข้าถึงการรักษา
ข้อมูลจากรายงานระบุว่า มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทั่วโลกเพียง 9% เท่านั้น ที่ได้รับการรักษาขั้นพื้นฐานที่เพียงพอ และในอีกกว่า 90 ประเทศ ตัวเลขนี้ต่ำกว่า 5% ด้วยซ้ำ แม้แต่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา หรือเนเธอร์แลนด์ อัตราการเข้าถึงการรักษาก็ยังอยู่แค่ประมาณ 30% กว่าๆ เท่านั้นเองครับ
สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากงบประมาณและระบบบริการสาธารณสุขที่ไม่เพียงพอ แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ "ทัศนคติ" ของคนในสังคม หลายคนยังมองว่าการไปพบจิตแพทย์หรือการกินยารักษาโรคทางจิตเวชเป็นเรื่องน่าอาย หรือมองว่าเป็นเพียงความอ่อนแอส่วนบุคคล ส่งผลให้ผู้ป่วยเลือกที่จะเก็บเงียบและปฏิเสธการรักษาจนอาการรุนแรงขึ้น
บทบาทของยารักษาโรคทางจิตเวช และคำแนะนำจากเภสัชกร
ในฐานะเภสัชกร ผมมักจะพบคนไข้ที่มาขอยาแก้ปวดหัว ยานอนหลับ หรือยาโรคกระเพาะบ่อยๆ แต่เมื่อได้พูดคุยกันลึกๆ แล้ว ต้นตอของอาการทางกายเหล่านั้นมักจะมาจาก "ความเครียดและความวิตกกังวลง่าย" ที่สะสมอยู่ภายในใจ
ผมอยากสร้างความเข้าใจใหม่ว่า "การเจ็บป่วยทางใจ ไม่ใช่ความอ่อนแอ" แต่มันคือปฏิกิริยาเคมีในสมองและผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่ทำงานประสานกันจนเกิดความไม่สมดุลขึ้น ซึ่งสามารถรักษาและบรรเทาได้ด้วยยาและการบำบัดทางจิตวิทยา เช่นเดียวกับเวลาที่เราเป็นไข้หวัดแล้วต้องกินยาลดไข้นั่นเองครับ
ยาทางจิตเวชในปัจจุบันมีความปลอดภัยสูงหากใช้อย่างเหมาะสมภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกร การรับประทานยาอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดยาเองจะช่วยปรับสารเคมีในสมองให้กลับมาสมดุล ทำให้คุณสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง
สุดท้ายนี้ อยากให้ทุกคนลองหันกลับมาสังเกตใจของตัวเองและคนรอบข้างสักนิด หากเริ่มรู้สึกว่าอารมณ์ดิ่งลง วิตกกังวลจนนอนไม่หลับ หรือหมดพลังในการใช้ชีวิต การปรึกษาแพทย์ จิตแพทย์ หรือเภสัชกรใกล้บ้านเพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้อง คือก้าวสำคัญที่จะช่วยเยียวยารักษาสุขภาพใจของเราให้กลับมาแข็งแรงได้อีกครั้งครับ
ด้วยความห่วงใยครับ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง (References):
1. Institute for Health Metrics and Evaluation (IHME). "Updated trends in the global prevalence and burden of mental disorders, 1990–2023: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2023." The Lancet (2026).
2. Medical Xpress. "Mental disorders have nearly doubled since 1990, now affecting 1.2 billion people worldwide." (May 2026).
โฆษณา