22 พ.ค. เวลา 16:52 • หนังสือ

ฮวัง ซ็อก ย็อง (Hwang Sok-yong)

( 1943- )
ฮวัง ซ็อก ย็อง คือนักเขียนชาวเกาหลีที่โดดเด่นที่สุดในยุคหลังสงคราม เขาได้บันทึกเรื่องราวชีวิตของผู้คนในภูมิภาคที่ถูกทำลายด้วยสงครามและการเมือง ผ่านผลงานนวนิยายและเรื่องสั้นของเขา
ฮวัง ซ็อก ย็อง เกิดที่เมืองซินจิง (Hsinking) ประเทศจีน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ครอบครัวของเขาลี้ภัยอยู่จนถึงปี 1945 เมื่อเกาหลีใต้ซึ่งเป็นบ้านเกิดได้รับอิสรภาพจากการปกครองของจักรวรรดิญี่ปุ่น พวกเขาจึงได้เดินทางกลับมายังประเทศที่ถูกแบ่งแยกและเข้าแทรกแซงโดยสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา
เขาเติบโตในเกาหลีใต้และเรียนวิชาปรัชญาที่มหาวิทยาลัยดงกุก (Dongguk) ในกรุงโซล แต่เงาของความแตกแยกในยุคสงครามเย็นยังคงตามหลอกหลอนอยู่เสมอ เช่นเดียวกับความรู้สึกสูญเสียอัตลักษณ์ของชาติ ผลที่ตามมาคือ เขาเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อประท้วงการแทรกแซงจากภายนอกประเทศ ทั้งที่เกาหลีควรจะมีเอกราช การเคลื่อนไหวนี้ทำให้เขาถูกจำคุกเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ในปี 1964 แต่หลังจากที่เขาผ่านการเกณฑ์ทหารในสงครามเวียดนามช่วงปลายทศวรรษ 1960 เขาก็ได้หันมาทุ่มเท พลังกายและพลังใจให้กับการเขียนหนังสือแทน
ท่ามกลางการใช้ชีวิตภายใต้ระบอบเผด็จการที่กดขี่ ฮวังเริ่มมีบทบาทสำคัญในขบวนการต่อต้าน ซึ่งจุดกระแสสูงสุดในเหตุการณ์ลุกฮือที่ควังจูเพื่อต่อต้านการปกครองของทหารในปี 1980 อย่างไรก็ตาม เขายังคงมีความรอบคอบในการเขียน โดยได้ตีพิมพ์รวมเรื่องสั้นชุด On the Road to Sampo ในปี 1974 และนวนิยายมหากาพย์แบบแบ่งตอนเรื่อง Jang Gilsan ซึ่งเขาใช้เรื่องเล่าเชิงเปรียบเทียบเพื่อสะท้อนถึงความไม่ยุติธรรมของระบอบเผด็จการและหลีกเลี่ยงการถูกเซ็นเซอร์
จากนั้นฮวังเริ่มแสดงทัศนะอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นตลอดช่วงทศวรรษ 1980 ผ่านนวนิยายหลายเรื่อง รวมถึง The Shadow of Arms (1985) ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา
ความยุติธรรมที่โหดร้าย
ในฐานะผู้ฝักใฝ่ในระบอบประชาธิปไตยอย่างแรงกล้า ฮวังหวังที่จะรวมเกาหลีให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยการสร้างสะพานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างศิลปินในเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เขาจึงตัดสินใจเดินทางผ่านประเทศญี่ปุ่นและจีนไปยังกรุงเปียงยางในเกาหลีเหนือ ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมาย และแทนที่จะเดินทางกลับกรุงโซลเพื่อเข้ารับการพิจารณาคดี เขากลับเลือกที่จะลี้ภัยตัวเองไปยังสหรัฐอเมริกา โดยทำหน้าที่บรรยายที่มหาวิทยาลัยลองไอส์แลนด์ และยังได้ใช้เวลาช่วงหนึ่งอยู่ในประเทศเยอรมนีด้วย
อย่างไรก็ตาม แรงดึงดูดของบ้านเกิดเมืองนอนนั้นยากเกินจะต้านทาน ฮวังจึงเดินทางกลับสู่เกาหลีใต้ในปี 1993 เขาถูกจำคุกเป็นเวลา 7 ปีในข้อหาละเมิดความมั่นคงแห่งชาติ โดยในระหว่างที่อยู่ในคุก เขาถูกสั่งห้ามไม่ให้ใช้อุปกรณ์การเขียน และถูกปฏิบัติด้วยอย่างย่ำแย่โดยทั่วไป
ฮวังตอบโต้ด้วยการอดอาหารประท้วง ซึ่งการกระทำของเขาได้รับการสนับสนุนจากองค์กรสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ รวมถึง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และ เพน อเมริกา (PEN America) จนกระทั่งในปี 1998 แรงกดดันที่มีต่อประธานาธิบดี คิม แด จุง ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกตั้งใหม่ ส่งผลให้ฮวังได้รับการปล่อยตัวและอภัยโทษ หลังจากรับโทษจำคุกไปแล้ว 5 ปี
งานเขียนทางประวัติศาสตร์และการเมืองที่ครอบคลุมหลากหลายแง่มุมของนักเขียนผู้นี้ ยังคงเป็นกระบอกเสียงให้กับความรู้สึก "ไร้บ้าน" ซึ่งหมายถึงความสูญเสียและความโดดเดี่ยวที่เกิดจากสงครามและการถูกยึดครอง ตลอดจนความแปลกแยกและการสูญหายไปของค่านิยมดั้งเดิมอันเป็นผลมาจากการพัฒนาสู่ความทันสมัย
บริบททางประวัติศาสตร์
เส้นขนานที่ 38
จนถึงปี 1945 เกาหลีเคยเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ประเทศกลับถูกแบ่งแยกด้วยเส้นพรมแดนที่ลากผ่านแนวเส้นขนานที่ 38 โดยเกาหลีเหนือถูกยึดครองโดยสหภาพโซเวียต ส่วนเกาหลีใต้ถูกยึดครองโดยสหรัฐอเมริกา และในช่วงสงครามเย็นที่ตามมา การรวมประเทศให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวนั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ส่งผลให้มีการจัดตั้งสาธารณรัฐเกาหลีขึ้นทางตอนใต้ในปี 1948 และจัดตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ขึ้นทางตอนเหนือ
ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนทั้งหมดของเกาหลี จนนำไปสู่สงครามเกาหลีในช่วงปี 1950–1953 และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขตปลอดทหารซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับแนวเส้นขนานที่ 38 ก็ได้กลายเป็นเส้นแบ่งแยกคาบสมุทรเกาหลีออกเป็นสองส่วนจนถึงปัจจุบัน
ที่มา: Writers who changed history
* Hsinking (หรือเขียนในพินอินปัจจุบันว่า Xinjing) คือเมือง "ฉางชุน" (Changchun - 长春) ในมณฑลจี๋หลิน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีนในปัจจุบัน
ชื่อ "ซินจิง" (Hsinking) มีความหมายในภาษาจีนว่า "เมืองหลวงใหม่" โดยเมืองนี้เคยถูกใช้เป็นเมืองหลวงของ ประเทศแมนจูกัว (Manchukuo) ซึ่งเป็นรัฐหุ่นเชิดที่จักรวรรดิญี่ปุ่นตั้งขึ้นในช่วงปี 1932–1945 หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองนี้จึงเปลี่ยนชื่อกลับมาเป็นฉางชุนตามเดิม * ผู้แปล
โฆษณา