23 พ.ค. เวลา 05:57 • หนังสือ

เว.เก. เซบัลท์ (W.G. Sebald)

(1944–2001)
เซบัลท์เป็นนักวิชาการชาวเยอรมันที่นำเอาเรื่องราวชีวิตตัวเอง บันทึกการเดินทาง เรียงความเชิงสะท้อนคิด และประวัติศาสตร์ มาร้อยเรียงเข้าด้วยกันจนกลายเป็นงานร้อยแก้วที่มีเอกลักษณ์และทรงพลัง น่าเสียดายที่เขาต้องมาจบชีวิตลงจากอุบัติเหตุในช่วงที่ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานกำลังรุ่งโรจน์ที่สุดด้วยวัย 57ปี
วินฟรีด เกออร์ค เซบัลท์ เกิดในปี 1944 ที่แวร์ทัค อิม อัลกอย (Wertach im Allgäu) ซึ่งเป็นหมู่บ้านในรัฐบาวาเรีย ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี เพียงไม่กี่เดือนก่อนที่ประเทศจะพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง
พ่อแม่ของเขามาจากครอบครัวคาทอลิกชนชั้นแรงงานที่ทำภาคเกษตรกรรม แต่เกออร์ค เซบัลท์ ผู้เป็นพ่อ ได้รับการเลื่อนยศขึ้นเป็นร้อยเอกในกองทัพ อย่างไรก็ตาม พ่อของเขาถูกคุมตัวอยู่ในค่ายเชลยศึกของฝรั่งเศสจนถึงปี 1947 ทำให้ในวัยเด็ก เซบัลท์ได้รับการเลี้ยงดูจากคุณตาผู้ใจดีเป็นหลัก ซึ่งคุณตาคนนี้เองได้กลายมาเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลอย่างมากในชีวิตของเขา
ความเงียบงันระหว่างรุ่น
แม้จะเติบโตมาในประเทศเยอรมนีช่วงหลังสิ้นสุดสงครามทันที แต่เซบัลท์กลับไม่เคยเห็นภาพการทารุณกรรมในค่ายกักกันของเยอรมันเลยจนกระทั่งอายุ 17 ปี เมื่อเขาได้ดูภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับค่ายเบลเซิน (Belsen) เขาเคยกล่าวไว้ว่า “ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เราต้องทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ให้ได้ ซึ่งแน่นอนว่าพวกเราทำไม่ได้เลย”
ในช่วงทศวรรษ 1950 เกิดสิ่งทีเรียกว่า "การสมรู้ร่วมคิดที่จะเงียบ" เกี่ยวกับการกดขี่ทารุณกรรมชาวยิวและกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อย ชาวเยอรมันที่บอบช้ำจากความโหดร้ายของสงคราม และเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความละอายใจอย่างไม่ต้องสงสัย ต่างพากันปิดปากเงียบไม่ยอมพูดถึงประวัติศาสตร์แง่มุมนี้เลย จึงน่าเหลือเชื่อมากที่เซบัลท์และคนในรุ่นราวคราวเดียวกับเขาเติบโตมาโดยที่ไม่รู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
ในมุมมองของเขา เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) ได้กลายเป็น “ความลับที่ผูกมัดชาวเยอรมันทุกคนเอาไว้ด้วยกัน” เขากล่าวว่ามัน “ต้องใช้เวลาหลายปี” กว่าจะค้นพบว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ ในอดีต ซึ่งความสัมพันธ์อันแสนอึดอัดและทุกข์ทรมานกับอดีตนี้เอง ที่ต่อมาได้กลายเป็นความโกรธแค้นสำหรับชาวเยอรมันจำนวนมากในรุ่นของเขา
ความกระสับกระส่ายและ "การลี้ภัย"
เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นทศวรรษ 1960 เซบัลท์ได้เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยไฟรบวร์ค (University of Freiburg) ในสาขาวรรณคดีเยอรมันและอังกฤษ เขาสำเร็จการศึกษาในปี 1965 และในปีถัดมาได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 3 ปี เพื่อทำงานเป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอนในมหาวิทยาลัย ที่นั่นเขาได้เช่าบ้านของชายชาวยิวคนหนึ่ง ซึ่งต่อมากลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวละคร "มักซ์ แฟร์เบอร์" (Max Ferber) ในนวนิยายเรื่อง The Emigrants (1992) ของเขา
เนื้อหาในตอนของแฟร์เบอร์นั้นมีน้ำเสียงของการเปิดเผยความในใจ โดยผู้เล่าเรื่องได้แสดงให้เห็นถึงการตื่นรู้ของตนเองเกี่ยวกับผลกระทบของเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่มีต่อแฟร์เบอร์ (ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว) และครอบครัว การใช้ชีวิตในแมนเชสเตอร์ทำให้เซบัลท์ได้ย้อนคิดถึงชีวิตที่ผ่านมาของตัวเองในจังหวัดบาวาเรียอันห่างไกล ซึ่งเป็นชีวิตที่ถูกปกป้องเหมือนไข่ในหิน แทบไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับความหลากหลาย และไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับวัฒนธรรมยิวเลยแม้แต่น้อย
ในปี 1967 เซบัลท์ได้แต่งงานกับอูเทอ (Ute) คนรักชาวออสเตรีย สองปีต่อมาในช่วงชีวิตที่ค่อนข้างเร่ร่อน เขาได้ย้ายไปลองใช้ชีวิตในประเทศสวิตเซอร์แลนด์โดยตั้งใจจะปักหลักเป็นครูที่นั่น
แต่เขากลับรู้สึกไม่มั่นคงและกระสับกระส่าย จึงย้ายกลับมาที่อังกฤษและรับตำแหน่งอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย (University of East Anglia หรือ UEA) เซบัลท์ใช้ชีวิตอยู่ในอังกฤษตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ แต่เขาไม่เคยรู้สึกว่าที่นั่นคือบ้านอย่างแท้จริง หรือจากคำบอกเล่าของหลาย ๆ คน เขาไม่เคยรู้สึกอบอุ่นใจอย่างเต็มที่ที่ไหนเลยสักแห่ง
เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกในปี 1973 โดยทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับอัลเฟรด เดิบลิน (Alfred Döblin) นักเขียนชาวเยอรมัน ซึ่งความคิดสร้างสรรค์ของเซบัลท์ได้รับอิทธิพลอย่างไม่ต้องสงสัยจากแนวทางการเขียนของเดิบลินที่ผสมผสานศาสตร์หลากหลายแขนง ทั้งบันทึกการเดินทาง บทความเชิงปรัชญา นิยายวิทยาศาสตร์ และนิยายอิงประวัติศาสตร์
นอกจากนี้เซบัลท์ยังระบุว่า โทมัส แบร์นฮาร์ท (Thomas Bernhard) นักเขียนนวนิยายชาวออสเตรียผู้ฝีปากกล้า เป็นอีกหนึ่งผู้มีอิทธิพลอย่างมากต่องานเขียนของเขา และในหนังสือเรื่อง The Emigrants กับ The Rings of Saturn (1995) เขาก็ได้อ้างถึงผลงานของบอร์เฆส (Borges) คาฟคา (Kafka) และนาโบคาฟ (Nabokov) ด้วย
ในปี 1987 เซบัลท์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานสาขาวรรณกรรมยุโรปที่ UEA และยังคงเป็นศาสตราจารย์ด้านวรรณกรรมเยอรมันสมัยใหม่ที่นั่นไปตลอดอาชีพนักวิชาการ ต่อมาในปี 1999 เขาได้ก่อตั้งศูนย์การแปลวรรณกรรมแห่งอังกฤษ (British Centre for Literary Translation) ซึ่งยังคงสนับสนุนหลักสูตรปริญญาโทด้านการแปลของ UEA รวมถึงโปรแกรมวิชาการอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกันมาจนถึงปัจจุบัน และในตอนนี้ทางศูนย์ยังได้จัดงานบรรยายประจำปีในชื่อ "Sebald lectures" เพื่อเป็นเกียรติแก่นักเขียนและนักวิชาการผู้ทรงอิทธิพลท่านนี้ด้วย
เป็นเวลาร่วม 20 ปีที่เซบัลท์เขียนเฉพาะตำราวิชาการเท่านั้น เขาเป็นนักวิจารณ์ที่น่าเกรงขามต่องานเขียนภาษาเยอรมัน โดยได้ตีพิมพ์ทั้งงานวิจัยและรวมบทความวิจารณ์ไว้มากมาย
สถานะนักเขียนขวัญใจกลุ่มเฉพาะ (Cult status)
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนในวัยประมาณ 45 ปี หลังจากปรับตัวเข้ากับชีวิตในนอร์ฟอล์ก (Norfolk) ร่วมกับอูเทอและอันนา (Anna) ลูกสาวของพวกเขาได้แล้ว เซบัลท์ก็เริ่มเขียนงานร้อยแก้วด้วยภาษาแม่ของตัวเอง โดยใช้ลีลาและท่วงทำนองที่คล้ายคลึงกับงานร้อยแก้วภาษาเยอรมันในศตวรรษที่ 19 และผลงานของนักเขียนเรียงความชาวอังกฤษอย่าง เดอ ควินซี (De Quincey)
ประโยคที่ยาวและเป็นทางการของเซบัลท์นั้นไม่ได้ใช้ภาษาพรรณนาที่ฟุ่มเฟือย แต่จะหยิบยกข้อมูลมาจากแหล่งอ้างอิงที่หลากหลาย เขายอมรับว่าตัวเองรู้สึกประหม่าที่จะเขียนงานเป็นภาษาอังกฤษ โดยกล่าวว่า “ไม่เหมือนกับคอนราด (Conrad) หรือนาโบคาฟ ผมไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่บีบคั้นจนต้องละทิ้งภาษาแม่ของตัวเองไปโดยสิ้นเชิง”
The Emigrants (ตีพิมพ์เป็นฉบับภาษาอังกฤษในปี 1996) เป็นผลงานชิ้นแรกของเขาที่ได้รับการแปลจากภาษาเยอรมัน โดยฝีมือของมิชาเอล ฮุลเซอ (Michael Hulse) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นผู้แปลผลงานส่วนใหญ่ของเซบัลท์เป็นภาษาอังกฤษ
หนังสือ The Emigrants ประสบความสำเร็จในวงการวรรณกรรมอย่างถล่มทลาย โดยคว้ารางวัลวรรณกรรมแห่งเบอร์ลิน (Berlin Literature Prize) รางวัลวรรณกรรมนอร์ด (Literature Nord Prize) และเหรียญรางวัลโยฮันเนิส โบโบรฟสกี (Johannes Bobrowski Medal) หนังสือเล่มนี้ทั้งสร้างความฉงนและสร้างความประทับใจให้แก่นักวิจารณ์ จนทำให้เซบัลท์ก้าวสู่สถานะนักเขียนขวัญใจกลุ่มเฉพาะ (Cult status) ในที่สุด
นอกจากนี้ยังมีผลงานภาษาเยอรมันอีกสองเล่มที่เหลืออยู่ซึ่งได้รับการแปลโดยฮุลเซอ ได้แก่ The Rings of Saturn และ Vertigo ซึ่งในบทวิจารณ์หนังสือเรื่อง Vertigo นั้น ซูซาน ซอนทาก (Susan Sontag) นักวิจารณ์วัฒนธรรมชื่อดัง ได้กล่าวยกย่อง "ความหม่นหมองอันแรงกล้า" ของเซบัลท์ ที่สะท้อนออกมาจาก "จิตใจอันกระสับกระส่ายและไม่เคยหยุดนิ่ง" ของเขา
กอบกู้ความเงียบงัน
เมื่อประสบความสำเร็จ ความต้องการอ่านผลงานเล่มใหม่ ๆ ของเขาก็เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เซบัลท์ได้หันไปทำโครงการหนังสือสารคดีเรื่อง On the Natural History of Destruction (1999) ซึ่งเป็นผลงานรวมบทความวิจารณ์วรรณกรรมเยอรมันที่มุ่งเน้นไปที่เหตุการณ์ที่กองทัพพันธมิตรทิ้งระเบิดถล่มเมืองต่าง ๆ ของเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่สอง (ได้รับการแปลและตีพิมพ์หลังจากเขาเสียชีวิตในปี 2003)
หนังสือเล่มนี้ต่างจากงานเขียนแนวร้อยแก้วกึ่งบันทึกความทรงจำเล่มก่อน ๆ ตรงที่มันหันไปสำรวจการพรรณนาในเชิงวรรณกรรมเกี่ยวกับความทุกข์ทรมานของพลเมืองชาวเยอรมัน แทนที่จะเป็นเรื่องการกดขี่ทารุณกรรมในเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
แต่ถึงอย่างนั้น หนังสือสารคดีเล่มนี้ก็ยังคงความมุ่งมั่นในฐานะผู้เขียนแบบเดียวกับงานนวนิยายของเขา นั่นคือการกอบกู้ช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ที่เคยถูกทำให้เงียบหายไป และเปิดเผยให้เห็นว่าบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้น ไม่เคยเพียงพอที่จะอธิบายถึงความสูญเสียและความย่อยยับของมนุษย์ได้อย่างแม่นยำเลย
วงการวรรณกรรมเกิดความตื่นตัวอย่างมากเมื่อมีการตีพิมพ์เรื่อง Austerlitz ซึ่งต่อมากลายเป็นนวนิยายเล่มสุดท้ายของเซบัลท์ ตอนนั้นเขาเพิ่งย้ายจากสำนักพิมพ์ขนาดเล็กมาอยู่กับสำนักพิมพ์เพนกวิน (Penguin) และได้ร่วมงานกับผู้แปลคนใหม่คือ อันเธีย เบลล์ (Anthea Bell)
หนังสือของเซบัลท์เล่มนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์สารคดีอันสะเทือนใจของสถานีโทรทัศน์บีบีซี (BBC) เกี่ยวกับเด็กชาวยิววัย 3 ขวบชื่อ ซูซี เบชเฮิฟเฟอร์ (Susi Bechhöfer) ซึ่งถูกอพยพออกจากเยอรมนีในปี 1939 เมื่อเธอมาถึงอังกฤษ เธอก็ได้รับการอุปการะจากศิษยาภิบาลชาวเวลส์และภรรยา จนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เบชเฮิฟเฟอร์จึงได้ค้นพบความจริงว่า แม่แท้ ๆ ของเธอเสียชีวิตในค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ (Auschwitz) ส่วนพ่อของเธอเคยเป็นทหารนาซี
หนังสือเล่มนี้ออกวางแผงในเดือนพฤศจิกายน ปี 2001 แต่ก็น่าสลดใจอย่างยิ่งที่เพียงหนึ่งเดือนหลังจากนั้น เซบัลท์ได้เสียชีวิตลงเนื่องจากอาการหลอดเลือดสมองโป่งพองเฉียบพลัน ส่งผลให้รถของเขาหักเลี้ยวตัดหน้ารถบรรทุกใกล้กับบ้านพักในนอร์ฟอล์ก ส่วนลูกสาวของเขาที่นั่งมาด้วยรอดชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้
Austerlitz ได้รับรางวัล National Book Critics Circle Award แม้ว่าในความเป็นจริง ความยิ่งใหญ่ของเซบัลท์จะได้รับการยอมรับอย่างมั่นคงอยู่แล้ว และเขาก็ถูกคาดหมายว่าจะเป็นผู้คว้ารางวัลโนเบลคนต่อไป บทความไว้อาลัยต่าง ๆ ร่วมแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียจำพรากของนักเขียนผู้ทำประโยชน์ให้แก่วัฒนธรรมยุโรปอย่างมหาศาล และเป็นผู้ที่เข้ามาท้าทายขนบวิธีการเขียนถึงความทรงจำและเรื่องราวในอดีต
การสะท้อนภาพความโหดร้าย
เซบัลท์ถือเป็นหนึ่งในนักเขียนคนสำคัญผู้ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เคียงคู่มากับ พรีโม เลวี (Primo Levi)
อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้ถ้อยคำเพื่ออธิบายถึงความโหดร้ายทารุณที่แท้จริงในค่ายกักกัน ด้วยเหตุนี้ ในผลงานอย่างเรื่อง Austerlitz (2001) ซึ่งมีตัวละครเอกชาวยิวชื่อ ฌัก (Jacques) ถูกส่งตัวมาอยู่ในความดูแลของครอบครัวบุญธรรมในอังกฤษตั้งแต่ยังเด็ก เราจึงไม่พบฉากที่แสดงความสยดสยองเลย ทว่าความสยดสยองเหล่านั้นกลับยังคงสถิตอยู่ ณ ใจกลางของนวนิยาย ในฐานะ "สิ่งที่มีอยู่แม้จะมองไม่เห็น"
การที่เซบัลท์เลือกที่จะกล่าวถึงความโหดร้ายทารุณเหล่านี้โดยอ้อม เพราะเขาต้องการสื่อให้ผู้อ่านสัมผัสได้ว่า “เรื่องราวเหล่านี้คือสิ่งที่จะคงอยู่เป็นเพื่อนเราเสมอ และการมีอยู่ของมันจะทอดเงาและแต่งแต้มน้ำเสียงในทุก ๆ พยางค์ของทุก ๆ ประโยคที่เราเขียนขึ้นมา”
เทคนิคเชิงวรรณศิลป์
งานร้อยแก้วของเซบัลท์ซึ่งเขียนขึ้นเป็นภาษาเยอรมัน มีแนวโน้มที่จะใช้ประโยคที่ยาว มีประโยคย่อยซ้อนกันหลายชั้น และไม่ค่อยขึ้นย่อใหม่บ่อยนัก เรื่องเล่าของเขาทอดยาวครอบคลุมช่วงเวลาหลายศตวรรษ และร้อยเรียงหัวข้อที่หลากหลาย รวมถึงการอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ เรื่องส่วนตัว และวรรณกรรมที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันเข้าด้วยกัน ซึ่งรวมไปถึงความทรงจำอันแจ่มชัด แม้จะไม่ได้สมบูรณ์แบบ บันทึกการเดินทาง และการไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์
เซบัลท์ใช้ภาพถ่ายขาวดำของตัวเขาเองมาประกอบในหนังสือ ภาพถ่ายที่ไม่มีคำบรรยายเหล่านี้สร้างความหลงใหลและทำให้ผู้อ่านฉงนใจ โดยมันทำหน้าที่สั่นคลอนความหมายและความแน่นอนตายตัวในตัวบท งานเขียนของเขาที่มีท่วงทำนองอันหม่นหมองทว่าเผยให้เห็นสัจธรรมหยั่งรู้ในใจ (epiphanic) บ่อยครั้งจึงถูกนำไปเปรียบเทียบกับผลงานของ มาร์กแซล พรุสต์ (Marcel Proust)
ที่มา: Writers who changed history
โฆษณา