27 พ.ค. เวลา 19:42 • ท่องเที่ยว

ปราสาท ซานต์อันเจโล (Tower of London แห่งโรม)

คนส่วนน้อยมากจะรู้ว่าที่โรมก็มีปราสาท และปราสาทก็เก่าแก่สำคัญมากด้วย แต่ไม่ค่อยจะมีชื่อเสียงเท่าไร
ที่มันไม่ค่อยดังนี่อาจเป็นได้ว่ามันไม่ใช่ปราสาทที่สวย (หรือพูดอีกอย่างว่าปราสาทนี้ไม่สวย) นี่เป็นความเห็นส่วนตัวนะ แต่คิดว่าคนอื่น ๆ คงคิดเหมือนกันแหล่ะ ดูเป็นป้อมทรงกระบอก ด้านบนก็มีกระบังเหมือนมงกุฎนางงามที่ไม่ค่อยจะงามเท่าไร
จุดเด่นของปราสาทนั้นก็คือ Approach (แปลเป็นภาษาไทยว่าอะไรก็ไม่รู้ สมัยเรียนถาปัดอาจารย์ก็เรียกแต่ชื่ออังกฤษ) กว่าที่เราจะเข้ามาได้ คุณต้องมาเดินเลียบแม่น้ำไทเบอร์ที่มีต้นไม้สวยงาม ก้าวเท้ามายังสะพานที่ทอดยาวไปยังตัวปราสาท สะพานนี้แหละคือจุดถ่ายรูปที่ไม่ควรพลาด จะมีเทพเจ้ามาต้อนรับพวกคุณทั้งสองข้างทาง
ถ้าอยากรู้รายชื่อเทพแต่ละองค์หาได้ตามเวบไซต์ทั่วไป แต่บอกย่อๆหน่อยนึงว่าเขารู้ว่าคนนี้คือใครจากสิ่งที่ท่านถือไว้ ซึ่งส่วนใหญ่สิ่งที่ถือก็คือสิ่งของจากประวัติของพระเยซู โดยเฉพาะตอนที่ถูกทรมานและไปสู่การประหารนั้นเอง ตัวอย่างเช่น
นักบุญปีเตอร์ (St. Peter) ถือกุญแจสู่สวรรค์ นักบุญพอล (St. Paul) ถือดาบและหนังสือ สององค์นี้ยังไม่ได้ถือเครื่องทรมาน
เทวทูตผู้ถือเสาหิน คือเสาหินที่พระเยซูถูกมัดไว้เพื่อโบยตี เทวทูตผู้ถือมงกุฎหนาม เทวทูตผู้ถือเสื้อคลุมและลูกเต๋า (สื่อถึงทหารโรมันที่จับสลากทอยลูกเต๋าเพื่อแย่งฉลองพระองค์ของพระเยซู) เทวทูตผู้ถือไม้กางเขน เทวทูตผู้ถือฟองน้ำซับน้ำส้มสายชู (ถือไม้ปลายผูกฟองน้ำชุบน้ำส้มสายชูที่ทหารโรมันยื่นให้พระเยซูดื่มตอนอยู่บนกางเขน เทวทูตผู้ถือแส้ เทวทูตผู้ถือผ้าซับพระพักตร์ เทวทูตผู้ถือตะปู เทวทูตผู้ถือป้ายประกาศ ถือแผ่นป้ายอักษรประณาม เทวทูตผู้ถือหอก ที่ทหารโรมันนามว่าลองจินุสใช้แทงสีข้างของพระเยซู
ถ้าใครได้ไปเยือนหน้าสะพาน เปิดบทความหน้านี้เอาไว้นะ แล้วก็ลองจับคู่ดูว่าองค์ไหนหรือองค์ไหน น่าจะเป็นเกมประติมานวิทยาน่าสนุก ผมเองไม่เฉลยหรอก คงจะไม่ยากเกินที่จะเดาได้
ปราสาทซานต์อันเจโลนี้มีประวัติดีงามไม่น้อยหน้าไปกว่าปราสาทดังแบบ Tower of London แถมมีฟังก์ชันคล้ายกันด้วย เคยเป็นป้อม เป็นวังของพระสันตปาปา เป็นคุก มีการประหารที่นี่ เป็นโบสถ์ คล้ายกันเลย แถมยังมี “ผี” อีกต่างหาก
หากดูประวัติ อันยาวไกลของที่นี่จะพบว่าช่วงอายุนับพันปีที่ผ่านมา ปราสาทซานต์อันเจโล ผ่านการเปลี่ยนแปลงทั้งดีและร้ายมาหลายหนและครั้ง มีการปรับเปลี่ยนโฉมขนาดใหญ่อย่างมาก งานศิลปะถูกถอน ทิ้งน้ำ ทำลาย สร้างใหม่อยู่เป็นครั้งคราว การใช้ประโยชน์ยังดูเปลี่ยนไปแปลกมากคนละแบบ จากแต่เดิมเป็นสุสาน ก็กลายร่างมาเป็นวัง คุก พิพิธภัณฑ์และอื่น ๆ อีก นั่นเป็นเพราะมีอายุยาวนาน และผูกพันต่อประวัติศาสตร์กรุงโรมมาก ตั้งแต่ครั้งกระโน้นถึงครั้งกระนี้
เมื่อใดที่กรุงโรมเผชิญกับเหตุการณ์สำคัญ ปราสาทซานต์อันเจโลก็จะสามารถบันทึกเหตุการณ์เหล่านั้นไว้ได้เสมอ ทั้งโรคระบาด สงคราม การเมือง ศาสนา มีตัวละครสำคัญหลายบทบาทมาข้องเกี่ยวที่นี่ ทั้ง กษัตริย์ บาทหลวง นักโทษ นักรบ แม้กระทั่งผี ซึ่งสะสมร่องรอยเอาไว้ให้เรายังคงได้เห็นอีกเยอะ
แต่อย่างไรก็ตาม แรกเริ่มเดิมทีนั่นที่นี่คือสุสานจ้ะ คนที่สร้างขึ้นคือจักรพรรดิเฮเดรียน ซึ่งในที่สุดก็ถูกใช้ฝังอัฐิของพระองค์จริง ๆ ในปี ค.ศ. 138 (ดูปี ค.ศ.แล้ว เห็นไหมว่าเก่าแก่แค่ไหน) มเหสีและบุตรก็ถูกฝังไว้ที่นี่ และก็กลายเป็นสุสานประจำตระกูลไป
ตอนช่วงหลังพวกโรมันเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์แล้ว จึงพบกับชะตากรรมเดียวกับโบราณสถานหลายแห่งในโรม นั่นก็คือถูกนำมาใช้เป็นมหาวิหารของคริสเตียนแทน ซึ่งส่งผลให้ประติมากรรมรุ่นก่อนหน้าถูกทำลาย เพราะถือว่าเป็นรูปเคารพทางศาสนาอื่น แถมยังเอาเสาหินที่ตั้งเป็นหลุมศพพระเจ้าเฮเดรียนออกไปด้วย
นึกไปแล้ว อาจเป็นไปได้ว่า ตอนแรกสร้างนั้น ปราสาทซานต์อันเจโลอาจสวยงามกว่าที่เราเห็นอยู่ก็ได้ เพราะมีบันทึกว่านี่คือปราสาทที่ (เคย) สวยอยู่ ยอดด้านบนเป็นสวน เพราะมีประติมากรรมบรอนช์ของพระเจ้าเฮเดรียนประทับอยู่
แต่พอเวลาผ่านไป ปราสาทนี้นี่ก็ถูกกระทำสารพัด ช่วงปี 401 ปราสาทซานต์อันเจโลก็โดนเปลี่ยนมาเป็นป้อมปราการ ป้องกันกรุงโรม แต่ก็ทนอยู่ได้แค่ 9 ปี ก่อนจะโดนโจรชาวกอธปล้นสะดมจนได้ในปี 410 ครั้งนี้คุณโจรใจบาปก็ปล้นโกศบรรจุอัฐิ เอาอัฐิกษัตริย์ต่าง ๆ ออกมาโปรยจนสูญหาย แต่นั่นก็ยังเศร้าไม่สุดนะ ยังมีเรื่องชวนเศร้าไปกว่านี้อีก ชาวกอธยกมาปล้นปราสาทอีกครั้งในปี 537 ชาวโรมันก็ป้องกันขันแข็ง
และหนึ่งในอาวุธที่เขาใช้ก็คือ เอาประติมากรรมสัมฤทธิ์สวยๆงามๆที่มีออกมาทุ่มใส่พวกกอธที่อยู่ด้านล่างนั่นแหล่ะ โอ๊ย พระเจ้าช่วย คงจะสิ้นไร้ขาดอาวุธจะมาสู้ และตอนนั้นรูปเทพเทวดาก็จมลงแม่น้ำไทเบอร์ไปเยอะซะแล้ว คิดดูแล้วน่าจะมีประดาน้ำลงไปงมหาเทวรูปพวกนี้นะ และนี่ก็เกิดขึ้นจริง และก็พบด้วย แถมสิ่งที่พบก็มหัศจรรย์ น่าทึ่งม๊ากกก แต่เดี๋ยวเก็บไว้เล่าทีหลังดีกว่า
สงครามผ่านพ้นไปแล้วก็เข้าสู่ความสงบอันงาม ที่กลายเป็นศาสนสถานไป แล้วคราวนี้ก็ถึงเวลากวาดล้างรูปเคารพศาสนาอื่น ๆ ซึ่งก็คงจะรู้ว่าเกิดอะไรกับที่นี่ เสาหินบนหลุมศพของพระเจ้าเฮเดรียนถูกนำออกไป อีกทั้งปราสาทก็ถูกปรับรูปแบบครั้งใหญ่อีกรอบหนึ่ง
และหลังจากนี้ไป ปราสาทซานต์อันเจโล ก็เข้าสู่ประวัติศาสตร์อีกเล่ม ปรับโฉมงามไปอีกแบบ ด้วยเหตุการณ์สำคัญที่พระเจ้าส่งมา คือโรคระบาดปี 590 คร่าชีวิตคนตายไม่แพ้สงคราม ในตอนนั้นฝรั่งมังค่ายังไม่มีวิธีรักษานอกไปเสียจากอ้อนวอนเทพยดาฟ้าดินไปเรื่อย ขณะที่ชาวบ้านคิดว่าเราคงจะตายกันหมดแล้วก็เกิดปาฏิหาริย์ กล่าวคือ พระสันตปาปาเกรกอรีเกิดนิมิตรเห็นทูตสวรรค์ไมเคิลปรากฎกายบนสุสาน ถือดาบบนยอดปราสาท และทำการสอดดาบเก็บเข้าฝัก
พระองค์เลยคิดว่าคงเป็นวีรบุรุษที่พระเจ้าประทานมากำจัดโรคร้ายนี้เป็นแน่ แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง โรคระบาดก็จู่ ๆหายไปหลังจากนั้น และนี่เองทำให้ปราสาทนี้มีชื่อว่าปราสาทซานต์อันเจโล จนทุกวันนี้ (saint’ แปลว่านักบุญ Angelo แปลว่า เทวดา รวมกันก็หมายถึง ทูตสวรรค์ไมเคิล นั่นแหล่ะ) แต่กว่ารูปของเซนต์ไมเคิลจะถูกประดับไว้บนยอดก็ต้องรอถึงปี 1536 เกือบพันปี
การมาถึงของชาวคริสเตียน นอกจากใช้ทำให้ปราสาทนี้ได้ชื่อใหม่แล้วยังทำให้เราได้อนุสาวรีย์ใหม่มาแทนรูปของพระเจ้าเฮเดรียนของเดิมด้วย แต่ดูแล้วท่านทูตสวรรค์ก็ไม่ได้อยู่ที่นี่แบบสงบนะ แล้วแม้จะปราบโรคระบาดได้ แต่ตัวเองก็อยู่ที่นี่ไม่ค่อยจะได้สักเท่าไร
รูปท่านไมเคิลที่พระสันตปาปาตั้งไว้ที่บนยอดปราสาท สึกหรอไปในไม่ช้า ก็เลยถูกแทนที่ด้วยหินอ่อนซึ่งได้ถูกทำลายในช่วงสงครามอีก ก็เลยมีองค์ที่สามทำจากหินอ่อน มีปีกสีบรอนซ์ ถูกฟ้าผ่าพัง (อ้าว ทำไมพระเจ้าไม่ช่วย) ก็เลยมีคนทำใหม่จากสัมฤทธิ์ขึ้นมาอีก และต่อมาก็ถูกแทนที่ด้วยรูปหินอ่อนปีกบรอนซ์อีกครั้ง ซึ่งองค์นี้ปัจจุบันยังคงถูกเก็บไว้ในลานของปราสาท หลังจากที่มีองค์ใหม่กว่ามาประดับบนยอดปราสาทแทน องค์ล่าสุดถูกสร้างในปี 1753 อ้อ ก็อยู่มานับร้อยปีแล้วนะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้นานอีกซักเท่าไร ขอให้อายุยืนละกัน
อ่านถึงตอนนี้ เราอาจรู้สึกว่านี่เป็นเวลาของความสงบสุข เพราะมีเทวดาคุ้มครอง แต่อันที่จริงยังคงมีเรื่องร้าย ๆ ตามธรรมเนียมของปราสาทโบราณประจำเมืองหลายแห่งนั่นแหละ อย่างแรกก็คือการรุกรานของศัตรู ซึ่งพระสันตปาปาก็รู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว และคิดด้วยว่าที่นี่น่าจะปลอดภัยกว่าวังวาติกันเพราะเป็นป้อมปราการใหญ่ ก็เลยทำเส้นทางลับมีกำแพงขนาบให้หนีไปได้ยามมีภัยมา เรียกว่า Passetto di Borgo ซึ่งเป็นทางลับที่ยังคงถูกพูดถึงจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งก็ได้ช่วยชีวิตพระสันตปาปารุ่นหลังได้จริง ๆ
โดยสมัยที่พระเจ้าชาร์ลที่ 5 (ถ้ามีใครมาถามต่อว่าคือใคร ก็อยากจะตอบนะ แต่เรื่องมันยาว เอาเป็นว่าคือจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงอำนาจมากในตอนนั้นแล้วกัน ใครอยากให้เล่าก็บอก เดี๋ยวเปิดเป็น EP พิเศษ) ยกทัพมาปิดล้อมกรุงโรมในปี 1527 พระสันตปาปาเคลมองต์ที่ 7 ก็ได้ทรงหนีออกมาโดยใช้เส้นทางนี้
ปัจจุบันเส้นทางดังกล่าวก็เลยกลายเป็นจุดท่องเที่ยวอีกแห่ง แต่ไม่ได้เป็นที่ให้คนมาเดินนะ พอเรามาอยู่บนยอดปราสาท ใครหลายคนก็จะมาคอยหาว่าเส้นทางนี้อยู่ตรงไหน ซึ่งผู้รู้บางคนก็พอจะชี้ไว้ให้เห็น เรียกว่าเส้นทางลับ (แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้ลับอีกต่อไปแล้ว คราวหน้าถ้าจะต้องหลบภัยอีกก็ขุดอุโมงค์เอาละกัน)
นอกจากที่พระสันตปาปาก็ยังคิดอีกว่า ถ้าฉันต้องหลบภัยก็ขออยู่อย่างสุขสบายด้วย พระเจ้าปอลที่ 3 ก็ได้สร้างห้องหับหรูหราขึ้น ปราสาทแห่งนี้ก็จึงกลายเป็นวัง ฟังก์ชันอีกประการของปราสาทก็คือเป็นคุก (นี่ไง เหมือน Tower of London อีกแล้ว) คิดไม่ถึงใช่มั้ยว่าวังสันตปาปาก็เป็นคุกได้ ที่นี่มีนักโทษกิตติมศักดิ์อยู่หลายคนเหมือนกัน (ไปดูชื่อ) แถมยังมีลานเล็ก ๆ น่ารัก เอาไว้ใช้ประหารอีก
ขอบอกไว้ก่อนว่าคุกที่นี่ถึงจะอยู่ใต้ร่มเงาพระศาสนาและทูตสวรรค์ แต่ที่นี่ก็ไม่ได้เป็นสวรรค์หรอกนะ ยังไง ๆ มันยังเป็นคุกและบางห้องขังก็ดัดแปลงมาจากห้องโบราณในชั้นใต้ดินอีก โดยเฉพาะห้อง San Morocco ซึ่งเคยเป็นท่ออากาศของที่เก็บโกศพระศพของจักรพรรดิเฮเดรียนก็เคยเป็นห้องขังมาแล้ว คิดดูสิว่าท่ออากาศจะมีอากาศแค่ไหน มันเป็นแค่หลุมลึกไม่มีหน้าต่าง มืดมนตลอดกาล แคบต่ำจนไม่มีที่จะยืนหรือนอน อันนี้คงสำหรับโทษหนัก ๆ (ตายเสียยังดีซะกว่า)
นักโทษที่เคยมาอยูที่นี่หลายคนก็เป็นนักโทษกิตติมศักดิ์ อย่างเช่น นักบวชระดับสูง (ไม่แปลกหรอก ใครทำให้พระสันตปาปาไม่พอใจก็คงจะมาอยู่ตรงนี้) และมีคนบอกว่าบางทีก็มาโดนขังเพราะฝ่ายตรงข้ามหักหลัง บางทีก็โดนคนในครอบครัวตัวเองสั่งขังไว้ พวกต่อต้านศาสนาแม้ถูกกว่าหาว่านอกรีตเคยมาถูกตัดสินให้โดนเผาทั้งเป็นที่ปราสาทแห่งนี้ แม้แต่ศิลปินเอก Benvenuto Cellini ก็ยังเคยถูกขังหลายปีในนี้
ขอบอกว่าที่คุมขังในป้อมนี้มีการแบ่งเกรดนักโทษด้วย เรียกว่าถ้าเป็นนักโทษระดับสูงมีสถานะดีก็จะได้อยู่ในห้องกิตติมศักดิ์ขั้นบนซึ่งจัดเตรียมไว้ต้อนรับกลุ่มนี้เป็นพิเศษ เห็นไหมล่ะ บางทีอะไรอะไรมันก็ยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนมาจนยุคปัจจุบันนี้
อ้อ อีกอย่างที่อยู่คู่กับคุก วัง และปราสาท ก็คือ “ผี” แน่นอนที่นี่มีไม่น้อยหน้าใคร แข่งกับ Tower of London ได้ดีทีเดียวแหล่ะ ผีตนนี้คือเบอาตรีแช เชนชี (Beatrice Cenci) ผู้ถูกประหารในข้อหาการฆ่าบิดา เนื่องด้วยคุณพ่อของเธอโหดร้ายแล้วล่วงละเมิดทางเพศมานาน สิ่งนี้ทำให้เธอถูกขังคุกและโดยตัดหัวในปี 1599 โดยคดีของแม่นางคนนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนเห็นอกเห็นในออกมาประท้วงต่อต้านว่าตัดสินคดีไม่ยุติธรรมเสียเลย เป็นตัวอย่างของเหยื่ออธรรมของสันตปาปา
ในที่สุดแม่นางก็เลยออกมาทวงความเป็นธรรมทุกปี ในทุกวันที่ 11 กันยา ซึ่งครบรอบการประหาร จะมีเห็นหญิงผู้หนึ่งถึงศีรษะของตัวเอง บนสะพานหน้าปราสาท เป็นเกียรติประวัติต่อวังพระสันตปาปายิ่งนัก
ผีอีกตนไม่ใช่คนคุก แต่เป็นผีเพชรฆาติ มาสโตร ติตตา (Mastro Titta) ผู้ซึ่งอยู่อาศัยภายนอกปราสาท (ตามกฎหมายในอดีต เพชฌฆาตจะไม่ได้รับอนุญาตให้พำนักในเขตเมืองโรมชั้นในเพื่อความปลอดภัย ทำให้มาสโตร ติตตา ต้องอาศัยอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำไทเบอร์) เมื่อใดก็ตามที่มีผู้ถูกประหาร เขาก็จะต้องเดินทางมาที่ปราสาทนี้ด้วยชุดสีแดงเพลิง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าต้องมีคนตายแน่นอน
และหลังจากนั้น ทำให้มีเรื่องกล่าว่า บางเช้าที่หมอกลงจัดเหนือน้ำแม่น้ำไทเบอร์ เราอาจได้เงาร่างของชายสูงใหญ่ สวมชุดคลุมสีแดงเดินวนเวียนอยู่แถวสะพานและริมกำแพงปราสาทซันตันเจโล บางตำนานพื้นบ้านบอกว่า ชายผู้นั้นอาจเดินเข้าไปหาคนแปลกหน้าที่เดินอยู่แถวนั้นแล้วยื่นยานัตถุ์ให้เหมือนที่เขาเคยทำเพื่อปลอบใจนักโทษก่อนเข้าสู่แท่นประหาร
เอาละ เราเล่าประวัติศาสตร์ของปราสาทมาซะนาน คราวนี้ก็ถึงปราสาทในปัจจุบันแล้ว A ในตอนนี้มีสภาพเป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเปิดให้มีฟังก์ชันนี้ในปี 1906 มานี่เอง แต่ใครที่คาดหวังว่าจะได้เห็นงานงานตกแต่ง ของโบราณที่มีอยู่ตั้งแต่ครั้งกระโน้นก็คงผิดหวัง แม้ว่าที่นี่มีความเก่าแก่บรรจุความทรงจำประวัติศาสตร์สำคัญของกรุงโรงมานักหนา แต่ช่วงเวลาที่ผกผันทำให้ของต่าง ๆ รวมถึงสภาพโดยรวมของปราสาท ยับเยิน พังลง ทรุดโทรม เสื่อมโทรม อะไรก็แล้วแต่จะเรียก
ดังนั้น พิพิธภัณฑ์ ปราสาทปราสาทซานต์อันเจโลในยุคนี้ แม้จะมีโบราณวัตถุจัดแสดงอยู่ แต่ก็เป็นของที่มีการนำมาจากที่ต่าง ๆ รวบรวมไว้เป็นคอลเลกชั่น ให้เราได้ชม บางส่วนรัฐบาลก็ไปซื้อมาจากร้ายขายของเก่า บางส่วนก็ได้จากการบริจาค แต่ก็มีบ้างส่วนของปราสาทซานต์อันเจโลนะที่บูรณจนดูดีใกล้กับสมัยก่อน อย่างเช่น จิตรกร รูป ฝาผนังในห้องของสันตปาปา ห้องหับต่าง ๆ ที่เคยถูกใช้ คุก โกดังเก็บธัญพืช ชุดอาวุธ
เข้ามาแล้วบางคนอาจผิดหวังที่ปราสาทมันไม่ค่อยจะมีอะไรให้ดูกันเลย ซึ่งชาวโรมก็ทราบดี เห็นได้ข่าวว่าจะมีการขนของอะไรมาวางมาตั้งจัดแสดงให้ดูมากกว่านี้ ก็ไม่รู้เขาจะทำกันเมื่อไรนะ
ในตอนนี้มีสภาพเป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเปิดให้มีฟังก์ชันนี้ในปี 1906 มานี่เอง แต่ใครที่คาดหวังว่าจะได้เห็นงานช่าง งานตกแต่ง ของโบราณที่มีอยู่ตั้งแต่ครั้งกระโน้นเรื่อยมาก็อาจผิดหวัง ถึงแม้ว่าที่นี่มีความเก่าแก่บรรจุความทรงจำประวัติศาสตร์สำคัญของกรุงโรงมานักหนา แต่ช่วงเวลาที่ผกผันทำให้ของต่าง ๆ รวมถึงสภาพโดยรวมของปราสาท ยับเยิน พังลง ทรุดโทรม เสื่อมโทรม อะไรก็แล้วแต่จะเรียก
ดังนั้น พิพิธภัณฑ์ปราสาทในยุคนี้ แม้จะมีโบราณวัตถุจัดแสดงอยู่ แต่ก็เป็นของที่มีการนำมาจากที่ต่าง ๆ รวบรวมไว้เป็นคอลเลกชั่น ให้เราได้ชม บางส่วนรัฐบาลก็ไปซื้อมาจากร้ายขายของเก่า บางส่วนก็ได้จากการบริจาค
แต่ก็มีบ้างส่วนของที่เป็นของดั้งเดิมที่บูรณะจนดูดี อย่างเช่น จิตรกร รูป ฝาผนังในห้องของสันตปาปา ห้องหับต่าง ๆ ที่เคยถูกใช้เป็นคุก โกดังเก็บธัญพืช ชุดอาวุธ
แต่ต้องขออภัยด้วย ที่ไม่มีเรื่องจะเล่าต่อ บทนี้ขอจบลงแบบกระทันหันแบบนี้ละกัน

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา