เมื่อวาน เวลา 14:46 • หนังสือ

ฮารูกิ มูราคามิ (Haruki Murakami)

(1949 - )
มูราคามิเป็นนักเขียนและนักเขียนความเรียงที่มียอดขายดี ผลงานนวนิยายที่ได้รับความนิยมอย่างสูงของเขาผสมผสานองค์ประกอบของความเหนือจริง (surrealism) และสัจนิยมมหัศจรรย์ (magic realism) เพื่อสำรวจคำถามที่เป็นสากลว่าการเป็นมนุษย์นั้นมีความหมายอย่างไร
ฮารูกิ มูราคามิ เกิดที่เมืองเกียวโตในช่วงที่สหรัฐอเมริกาเข้ายึดครอง โดยมีพ่อและแม่เป็นครูสอนวรรณกรรมญี่ปุ่น เขาเคยรู้สึกเสมอว่าตนเองเป็นคนนอกในบ้านเกิดของตนเอง เขาเติบโตขึ้นเป็นส่วนใหญ่ในเมืองท่าโกเบ ซึ่งเป็นที่ที่เขาหมกมุ่นอยู่กับวรรณกรรมตะวันตกและรัสเซีย โดยเฉพาะเรื่องราวของนักสืบแนวฮาร์ดบอยล์และดนตรีแจ๊ส
เขาอ้างว่าเขาปฏิเสธวรรณกรรมญี่ปุ่นเพราะหากเขาอ่านมัน เขาจะต้องคุยเรื่องนี้กับพ่อของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการทำเลย ถึงกระนั้น มูราคามิก็ยังรู้สึกดึงดูดใจต่อภาพจินตนาการของชีวิตในรูปแบบอื่นๆ ที่วัฒนธรรมตะวันตกนำเสนอไว้อย่างชัดเจน
การขบถและการเขียน
หลังจากเรียนสาขาการละครที่มหาวิทยาลัยวาเซดะในโตเกียว ซึ่งเป็นที่ที่เขาได้พบกับโยโกะ ภรรยาของเขา มูราคามิเลือกที่จะขบถต่อชีวิตในอนาคตของการเป็น "พนักงานกินเงินเดือน" เขาไว้ผมยาวและไปทำงานในร้านขายแผ่นเสียง (เส้นทางชีวิตที่คล้ายกับโทรุ วาตานาเบะ ตัวละครใน ด้วยรัก ความตาย และหัวใจ หรือ Norwegian Wood นวนิยายที่สะท้อนความคิดเรื่องความรักและความเยาว์วัยของมูราคามิในปี 1987) เมื่อเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง เขาจึงเปิดบาร์แจ๊สในย่านชานเมืองของโตเกียว โดยตกแต่งร้านด้วยเปียโนตั้งไว้เพื่อให้มีดนตรีสดแสดง
ในคำนำของหนังสือ Wind/Pinball: Two Novels (2015) มูราคามิได้อธิบายถึงจุดเริ่มต้นในอาชีพนักเขียนของเขา เขาเล่าว่าตนเกิด "ดวงตาเห็นธรรม" (epiphany) ขณะนั่งดื่มเบียร์และชมการแข่งขันเบสบอลที่โตเกียวระหว่างทีมยาคุลต์ สวอลโลส์ กับฮิโรชิมะ คาร์ป ในปี 1978 ณ วินาทีที่เดฟ ฮิลตัน ผู้เล่นชาวอเมริกันตีลูกได้ดับเบิล มูราคามิก็เกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเขียนนวนิยายขึ้นมาทันที
หลังจบเกม เขาตรงไปซื้อปากกาและกระดาษมาทันที โดยได้รับแรงบันดาลใจจากงานเขียนแนวต่อต้านวัฒนธรรมกระแสหลักของเคิร์ต วอนเนกัต (Kurt Vonnegut) และริชาร์ด บรอติแกน (Richard Brautigan) เขาใช้เวลา 10 เดือนต่อมาเขียนเรื่อง สดับลมขับขาน (Hear the Wind Sing - 1979) ซึ่งได้รับรางวัลสำหรับนักเขียนหน้าใหม่ มูราคามิไม่เคยหันหลังกลับไปมองทางเดิมอีกเลย เขาขายบาร์แจ๊สที่เขาทำมาตลอด 10 ปี และหันมาเขียนหนังสือเต็มตัว
วินัยทางร่างกาย
นวนิยายเรื่อง ด้วยรัก ความตาย และหัวใจ (Norwegian Wood - 1987) ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนหนุ่มสาวของญี่ปุ่น มียอดขายหลายล้านเล่ม และส่งให้เขากลายเป็นนักเขียนระดับซูเปอร์สตาร์ มูราคามิรู้สึกอึดอัดอย่างยิ่งกับความสนใจที่ได้รับ ในปี 1986 เขาจึงย้ายออกจากญี่ปุ่นไปตั้งรกรากในสหรัฐอเมริกา
นับแต่นั้นมาเขาก็แบ่งเวลาใช้ชีวิตระหว่างบ้านในฮาวายและญี่ปุ่น โดยรักษาตารางชีวิตที่เคร่งครัดมากเพื่อให้เอื้อต่อการเขียนงานของเขาเสมอมา นั่นคือตื่นนอนตอนตี 4 เพื่อเขียนหนังสือ 5 ถึง 6 ชั่วโมง ก่อนจะไปว่ายน้ำและวิ่งในระยะทางไกล แล้วเข้านอนตอน 3 ทุ่ม ในปี 1996 มูราคามิสามารถวิ่งอัลตรามาราธอนครั้งแรกสำเร็จที่เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น และเขาได้เขียนบรรยายถึงความสำคัญของการวิ่งที่มีต่อตัวเขาไว้ในบันทึกความทรงจำเรื่อง เกลียดเม็ดถั่วและเรื่องอื่นๆ หรือ What I Talk About When I Talk About Running (2007)
ในปี 2017 เขามีชื่อเป็นตัวเก็งลำดับต้นๆ ที่จะได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม แต่เขากลับเคยพูดไว้ว่า "ผมไม่อยากได้รางวัล เพราะนั่นหมายความว่าคุณจบสิ้นแล้ว" เขาจึงอาจจะรู้สึกโล่งใจมากกว่าเมื่อรางวัลตกเป็นของ คาซูโอะ อิชิกูโระ (Kazuo Ishiguro) นักเขียนอีกคนที่มีเชื้อสายญี่ปุ่นเช่นกัน
นิยายสไตล์แจ๊ส
มูราคามิเป็นหนึ่งในนักเขียนนวนิยายแนวทดลองที่โดดเด่นที่สุดของญี่ปุ่น เขามักจะผสมผสานอารมณ์ขัน วัฒนธรรมป๊อป และองค์ประกอบของสัจนิยมมหัศจรรย์ (magic realism) เข้าไว้ด้วยกันในผลงานของเขา
โครงเรื่องที่ปรากฏซ้ำๆ คือการเล่าเรื่องผ่านมุมมองบุคคลที่หนึ่งที่มีความสมจริง แทรกไปด้วยการอ้างถึงวัฒนธรรมตะวันตก สลับกับองค์ประกอบที่เหนือจริง (เช่น นาฬิกาที่ลอยได้ แมวที่พูดได้ และสุนัขที่ระเบิดได้) และในบางเรื่อง เช่น สปุตนิก สวีทฮาร์ท (Sputnik Sweetheart - 1999) ก็มีเรื่องของโลกคู่ขนานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผ่านโลกที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขัน ความสมจริง และสัญลักษณ์ต่างๆ เหล่านี้ เขาได้สำรวจประเด็นเรื่องการสูญเสีย ความทรงจำ และความแปลกแยกของมนุษย์
ที่มา: Writers who changed history
โฆษณา