3 มิ.ย. เวลา 13:30 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
นครนิวยอร์ก

"DAREDEVIL BORN AGAIN SEASON 2 : ฎีกาแห่งความยุติธรรม"

เรียนศาลที่เคารพ
ด้วยเหตุผลและอารมณ์มากมาย
ที่ยังคงคุกรุ่นค้างคาอยู่ข้างใน
ทางจำเลยจึงอยากขอยื่นเสนอบทความ
สรุปทุกแก่นและนิยามทั้งหมดจากใน
ซีรีส์ “Daredevil Born Again SS2”
ออกมาเป็นสำนวนคดีอย่างละเอียด
เพื่อการพิจารณาในลำดับถัดไป
สำหรับคณะลูกขุน โจทก์ พยานท่านไหน
ที่รับชมครบ จบแล้วทุกตอนเท่านั้น
ว่าการกลับมาในครั้งนี้ได้บอกอะไรพวกเรา
และชาวนิวยอร์กทุกคนที่รอการชี้แจง
.
.
.
1. คนที่จากไป ไม่เคยหายไปจากใจ
- บางครั้งความตายอาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดเสมอไป แต่คือการฝังเจตนารมณ์ไว้ในใจผู้ที่ยังอยู่ให้รับรู้และก้าวเดินต่อได้ดีกว่าเดิม แม้ในซีซั่นนี้โลกจะไม่มีเพื่อนรักเพื่อนร่วมอุดมการณ์อย่าง “Foggy Nelson” ทนายความผู้นำแสงสว่างมาสู่ย่านคนยากอีกต่อไปแล้ว
เมื่อเขาดันไปขุดคุ้ยเจอความไม่ชอบมาพากลและแฉหลักฐานเกี่ยวกับช่องโหว่ท่าเรือ “Red Hook" ของ “Vanessa Fisk” ในช่วงคุมโลกอาญากรรมใต้ดินแทนสามีเข้าพอดี ซึ่งถ้าเรื่องนี้แดงขึ้นมา มันจะไม่ใช่แค่ทำลายท่อน้ำเลี้ยงทางการเงินของตระกูล แต่จะลากเอากลยุทธ์สกปรกของ Kingpin มาประจานต่อหน้าสาธารณชน จนแผนการฮุบเก้าอี้นายกเทศมนตรีของ Fisk ต้องพังพินาศลงทันที
แต่ภาพจำอันอบอุ่นของเขานั้นยังไม่ได้จางหายไปจากหัวใจ “Matt และ Karen” ที่ยังคงแบกรับความหวังอันหนักอึ้งและก้าวเดินต่อในส่วนที่ขาดหายไป พวกเขาเลือกที่จะไม่จมอยู่กับความแค้น แต่ใช้มันเป็นเชื้อไฟในการสู้แทนฟ็อกกี้ ด้วยกำลัง ปัญญา และเครือข่ายทั้งหมดที่มี เอาผิดนายก “Wilson Fisk” และลูกทีมผู้โฉดชั่ว ไม่ว่ายังไงก็ตาม
กระทั่งในระหว่างที่กำลังสู้เพื่ออุดมการณ์และเจตนารมณ์เดิมที่เคยเปิดสำนักงานกฎหมายร่วมกันมา ทั้งคู่กลับพบว่ายิ่งสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ คนที่พวกเขาต้องสู้จริงๆ ไม่ใช่ฟิสก์เสียทีเดียว หากแต่เป็นอีกด้านหนึ่งของตัวเองที่กำลังขัดแย้งกันภายใน เมื่อกระบวนการยุติธรรมที่แมตต์ยึดมั่นและนำมาใช้ มาถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นท่าทีจะสัมฤทธิ์ผลใดๆ เมื่ออีกฝ่ายมีอำนาจล้นมือทั้งสื่อ อิทธิพลการเมืองและอาชญากรรมใต้ดิน ชนิดที่กฎหมายไม่มีทางสยบได้จริงๆ
ขณะที่แคเรนเองก็เริ่มหมดศรัทธากับวิธีเดิมๆ มองทางไหนก็ไม่น่าจะสำเร็จได้ ถ้ากฎหมายยังมีไว้เพื่อให้เหล่าอาชญากร โดยเฉพาะมาเฟียในคราบนักบุญ สามารถพลิกแพลง ซื้อศาล คุมทนายเอาไว้ได้อยู่มือ สิ่งเดียวที่น่าจะแก้ได้เด็ดขาดคือปลิดชีพพวกมั้นให้รู้แล้วรู้รอดไป แบบที่เธอเกือบพลั้งมือยิงเป่าสมอง “Benjamin Poindexter (Bullseye)” ทิ้งไป ก่อนที่แมตต์จะห้ามไว้ได้ทันควัน นับเป็นซีซันที่ทั้งคู่ทะเลาะกันมากที่สุดเลย
โดยเฉพาะแมตต์ที่ซึมซับเอา "ความเมตตา" อันเป็นหัวใจสำคัญของฟ็อกกี้เข้ามาในจิตวิญญาณอย่างลึกซึ้ง จากคดีที่พวกเขาเคยทำด้วยกัน เมื่อฟ็อกกี้ขอให้แมตต์เปิดใจให้โอกาสที่ 2 กับอาชญากรคนหนึ่ง ซึ่งทีแรกแมตต์ฉุนเฉียว ไม่เห็นด้วย เพราะมองว่ามันไม่คู่ควรได้รับการช่วยเหลือ ก่อนที่เพื่อนรักจะยิ้มตอบและขอให้เชื่อเถอะว่าสิ่งนี้มันสำคัญจริง
มาถึงปัจจุบันแม้กระทั่งกับมนุษย์ที่ดูสับสน บิดเบี้ยว และไม่สมควรจะได้รับความเห็นใจเลยอย่าง Bullseye การต่อสู้ของแมตต์ในวันนี้จึงก้าวข้ามผ่านคำว่าศาลเตี้ยล่าคนชั่ว แต่คือการพยายามประคับประคองและฉุดรั้งจิตวิญญาณที่แหลกสลายของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยเฉพาะหญิงสาวที่เขารักเสมอมาอย่างแคเรน ยามที่อีกฝ่ายร้อน อีกฝ่ายย่อมต้องเป็นน้ำเย็นคอยเตือนสติดึงหัวใจ
สื่อให้เห็นว่าแม้โลกนี้จะมิดมืดจนถึงที่สุดยังไง ประกายแห่งคุณธรรมความดีจะไม่มีวันหายไปไหน และคนสำคัญผู้เป็นที่รักก็ยังคงอยู่ในใจ อยู่ในแนวคิด จิตวิญญาณ ที่ส่งต่อมาถึงการกระทำ คอยเป็นแสงสว่างนำทาง แมตต์จึงอยากจะโอบรับเจตนารมณ์และความโอบอ้อมอารีของเพื่อนซี้ มาใช้ช่วยเหลือผู้คนที่ขาดโอกาสและต้องการทางออกในชีวิตต่อไป
2. สมดุลบนตาชั่งที่บิดเบี้ยว: ชดใช้กรรมชั่วด้วยการไถ่บาปอันคุ้มคลั่ง
- เมื่อจิตใจของคนวิปลาสพยายามมองหาความถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ได้คือตรรกะอันแสนอันตรายยิ่ง ในยามตาชั่งในหัวของ “Benjamin Poindexter” กำลังพยายามปรับสมดุลด้วยวิธีที่บิดเบี้ยวและน่าสยดสยองสุดขั้ว เขามองเห็น "กรรมชั่ว" และความโสมมในอดีตของตนเองอย่างเต็มที่
แต่เขาหาได้เลือกเดินเข้าสู่กระบวนการเยียวยาแบบคนปกติไม่ เมื่อจิตใต้สำนึกอันมืดบอดกลับนำหลักการเรื่อง "การไถ่บาป (Redemption)" ในทางศาสนามาบิดเบือนเข้าหาตัวเอง โดยการทำกรรมดีชดใช้กรรมชั่ว และคืนสมดุลสู่ตาชั่ง
พร้อมเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า วิธีเดียวที่จะชดใช้บาปหนาทั้งหมดและลบล้างตราบาปในใจของเขาได้ คือการทำสิ่งที่จะสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เขาจึงมุ่งมั่นเด็ดหัววาเนสซ่า สตรีเหล็กยอดดวงใจเพียงหนึ่งเดียวของคิงพินลงให้ได้ หวังจุดชนวนความคลั่งระดับวันสิ้นโลกให้แผดเผา Wilson Fisk คลุ้มคลั้งเหมือนตกนรกหมกไหม้ตายทั้งเป็นไปด้วย
ขณะที่แมตต์เลือกใช้ความสงบในศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในวันที่จิตใจแหลกสลายเพื่อสะกดปีศาจในตนเองเอาไว้และเลือกที่จะให้โอกาสศัตรู หรือสู้เพื่อนำไปสู่การพิพากษาในกรอบกฎหมายและศีลธรรม แต่พอยน์เด็กซ์เตอร์กลับสถาปนาตัวเองเป็นเพชฌฆาตไร้เงา เป็นพระเจ้าผู้ชำระบาปเสียเอง นำไปสู่โศกนาฏกรรมของคนที่จิตใจแหลกสลายจนกู่ไม่กลับ หยิบจับอะไรก็เป็นอาวุธพลิกแพลงเขวี้ยงใส่ ดับชีวิตกองกำลัง “Anti-Vigilante Task Force (AVTF)” จนตายเป็นผักปลา ด้วยฝีมือและวิถีการปาที่ผ่านการคำนวณแบบอัจฉริยะเกินคน
มันสะท้อนตลกร้ายที่ว่า สิ่งที่อันตรายกว่าคนชั่วที่รู้ตัวว่าชั่ว คือคนชั่วที่เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าตนกำลังทำหน้าที่เป็น "เครื่องมือแห่งการไถ่บาป" ให้แก่โลก และเป็นภาพสะท้อนอันสมบูรณ์แบบของคำว่า "กรรมตามสนอง" ในอดีต ที่วาเนสซ่าเคยเป็นคนหยิบยื่นเสรีภาพให้พอยน์เด็กซ์เตอร์ออกมารับงานสกปรกแทนเธอ
ยิงสั่งตายฟ็อกกี้ เพื่อปิดปากคดีท่าเรือ Red Hook โดยหวังจะใช้เขาเป็นเบี้ยตัวหนึ่งในกระดานการเมือง
แต่วันนี้เบี้ยที่เธอเคยปั่นหัวจนบ้าคลั่ง ได้ย้อนกลับมากลายเป็น "อสูรกาย" ที่หันปลายหอกเข้าหาดวงใจของเธอเอง บ่งบอกสัจธรรมว่า ความรุนแรงและความอยุติธรรมที่เราเคยหว่านไว้ในอดีต วันหนึ่งมันจะเติบโตเป็นฝันร้ายที่ย้อนกลับมาฉีกกระชากเราจนตายทั้งเป็นในที่สุด
3. จิตวิญญาณไม่มีวันตาย: เปลวไฟที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
- ท่วงทำนองของความดีงามไม่มีวันสูญสิ้น ตราบใดที่มีสายเลือดใหม่พร้อมจะก้าวข้ามมารับไม้ต่อ จากหยาดเหงื่อและอุดมการณ์ของลุง “Ben Urich” มาสถิตอยู่ในแววตาของ “BB” ผู้เป็นหลานสาว เธอฉีกกรอบการนำเสนอข่าวในหน้ากระดาษแบบเดิมๆ แล้วก้าวเข้าสู่โลกสตรีมมิงออนไลน์อย่างเต็มตัวภายใต้ชื่อแพลตฟอร์ม “THE bb REPORT”
ซึ่งจุดเด่นของ BB คือเธอทำสื่อโดยการ "เก็บอินไซต์" ลงพื้นที่ลึก สัมภาษณ์และรับฟังเสียงความเดือดร้อนของประชาชนชาวนิวยอร์กทุกแห่งหนตำบลจริงๆ จนได้ความจริงที่รัฐบาลพยายามปิดบัง เธอทำทุกวิถีทางเพื่อกระชากหน้ากากสีขาวจอมปลอมของ Fisk ออกมาให้โลกเห็น แม้ว่าในเส้นทางอันเหี้ยมเกรียมนี้ ตัวเองจะต้องยอมทำเรื่องเทาๆ อย่างการหลอกใช้ “Daniel" เพื่อนสนิทที่คิดไม่ซื่อกับเธอ และทีมฝ่ายสื่อสารของนายกฟิสก์มาเป็นเครื่องมือเดินเกมก็ตาม
โดยเฉพาะคลิปวิดีโอสวมหน้ากากล้อเลียนแฉความโฉดของเธอ ที่ใช้ปั่นประสาทจนคิงพินหงุดหงิดนั่งไม่ติดเก้าอี้ และมันกลายเป็นสารเร่งปฏิกิริยาปลุกไฟในใจให้ชาวนิวยอร์กกล้าที่จะตั้งคำถามและลุกขึ้นสู้เพื่ออนาคตตัวเอง (แต่แดเนียลก็น่าสงสารจริงๆ ถึงจะเป็นคนเทาๆ มั่นหน้ามาตลอดก็ตาม ใจจริงเขาก็รักและคอยห่วงใยบีบีเสมอมา)
และการส่งต่อจิตวิญญาณที่ว่า ก็มิได้มีแค่บีบีคนเดียว แต่รวมถึงหัวใจเสือขาวอันห้าวหาญของ “Hector Ayala” ที่ส่งต่อพลังผ่านเครื่องรางโบราณสู่หลานสาวอย่าง “Angela del Toro” ในฐานะ “White Tiger” รุ่นใหม่
สื่อให้เห็นถึง "การยอมรับและโอบรับบาดแผลเพื่อเปลี่ยนเป็นพลัง" แองเจลาไม่ได้สู้เพราะอยากเป็นฮีโร่ท่ามกลางสปอตไลท์ แต่เธอสู้เพราะเธอเห็นความอยุติธรรมที่พรากคนที่เธอรักไป เครื่องรางเสือขาวจึงไม่ใช่แค่พลังเหนือธรรมชาติ แต่มันคือสัญลักษณ์ของความรับผิดชอบและการปกป้องผู้คนรอบๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนเชื้อสายเปอร์โตริโกแบบลุงและเธอ ผู้เป็นกลุ่มประชากรชายขอบที่ต้องเผชิญกับการถูกกดทับ การเหยียดเชื้อชาติ และการถูกละเลยจากรัฐบาล
การที่เครื่องรางเสือขาวถูกส่งต่อมาถึงแองเจลา มันจึงไม่ใช่แค่การสืบทอดพลังเหนือมนุษย์เพื่อปราบอธรรมในกรอบของฮีโร่ทั่วไป แต่มันคือเสียงกู่ร้องของกลุ่มคนที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา เป็นตัวแทนของชนกลุ่มน้อยที่ลุกขึ้นมาประกาศว่าพวกเขาจะป้องปกพวกพ้องและชุมชนของตัวเองในวันที่อำนาจรัฐของนายกฯ ฟิสก์หันหลังให้
ความดุดันและกล้าหาญของ White Tiger รุ่นใหม่นี้ จึงเปรียบเสมือนจิตวิญญาณของนักสู้สายเลือดเปอร์โตริโกที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้แก่ทรราชหน้าไหน และพร้อมจะขย้ำทุกอำนาจมืดที่พยายามจะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขาให้จมดิน
4. จากผู้เยียวยาสู่ปีศาจ: จิตวิทยาที่สร้าง "Lady Muse"
- โศกนาฏกรรมที่เยือกเย็นและน่าสลดใจที่สุด ส่งต่อจากซีซั่นแรกถึงซีซั่น 2 นี้ คือการได้เห็นมนุษย์ที่มีจิตใจงดงามถูกความโหดร้ายของโลกหล่อหลอม จนกลายเป็นเนื้อเดียวกับมันอย่างแยบยล เมื่อ “ดร. Heather Glenn” นักจิตวิทยาผู้เคยอุทิศตนบำบัดและเยียวยาบาดแผลทางใจให้ผู้คน และแฟนเก่าของแมตต์ กลับต้องกลายมาเป็น “Lady Muse” ว่าที่อาชญากรหน้าใหม่ที่โหดเหี้ยมเสียเอง
หากวิเคราะห์ด้วยหลักจิตวิทยา มันคือสภาวะ “Identification with the Aggressor” หรือการเลียนแบบผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นกลไกป้องกันตัวขั้นสุดยอดของมนุษย์ หลังจากเธอเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากการถูก Muse ตัวจริงทารุณกรรมจนเกือบตุย ประกอบกับสภาวะหมดไฟและความหมดศรัทธาต่อความดีงามจอมปลอมในเมืองนี้ โดยเฉพาะพวกศาลเตี้ยที่อ้างความชอบธรรมแต่ลงมือปฏิบัติการตามอำเภอใจ เธอจึงหันหลังให้แสงสว่างและตัดสินใจเข้าร่วมมือกับฟิสก์ในฐานะนักจิตวิทยาประจำสำนักนายกฯ
นานวันเข้าสมองที่รับความกลัวไม่ไหวจึงสั่งให้เธอแปรเปลี่ยนตัวเองจาก "เหยื่อที่อ่อนแอ" ให้กลายเป็น "ผู้ล่าที่ทรงอำนาจ" แทน เมื่อคนที่แบกรับความทุกข์ของคนอื่นมานาน (Compassion Fatigue) มักจะมีจุดที่ "ฟิวส์ขาด" ได้ง่ายกว่าคนปกติ ทำให้ "ผู้รักษา" กลายเป็นคนไข้เสียเอง เช่นนี้พิษร้ายที่ระบายออกมาจึงรุนแรงกว่าหลายเท่าเลยทีเดียว
โดยใช้ความรู้ทางจิตวิทยามาเป็นมีดโกนอาบยาพิษคอยบิดเบือนและทิ่มแทงหัวใจของเหล่าฮีโร่จากภายใน สื่อถึงสัจธรรมที่ว่า "ความมืดบอด” จากความโกรธแค้น มักจะทำลายสิ่งที่เราสู้เพื่อมันมาตลอดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งหมอเกล็นน์คิดว่ากำลังกวาดล้างพวกปีศาจที่ทำให้นิวยอร์กวุ่นวาย
แต่แท้จริงแล้ว เธอกำลังลงมือทางอ้อม เพื่อประหารชายตาบอดแสนดีที่ยอมหลั่งเลือดเพื่อปกป้องโลกของเธออยู่ทุกค่ำคืน ก่อนจะรู้ความจริงในศาล เมื่อเขาเปิดเผยตัวตนเพื่อพลิกคดี กลายเป็นจุดไฟแค้นสุมออกกว่าเดิม ตลกร้ายเหมือนกันที่คนเคยรักกันมาดีๆ จะไม่เผาผีกู่ไม่กลับเช่นนี้
หมอเกล็นดึงเอา God Complex ในใจออกมาใช้ โดยเปลี่ยนจากการ "ช่วยรักษาทีละคน" เป็นการ "รื้อโครงสร้างสังคม" ด้วยวิธีรุนแรงแทน จิตใจของเธอก็เหมือนแก้วที่ถูกค้อนทุบจนแตกกระจุก แต่แทนที่จะพยายามติดกาวซ่อมแก้วใบเดิม เธอเลือกที่จะเอาเศษแก้วที่คมกริบนั้นมาทำเป็นอาวุธเพื่อทิ่มแทงคนอื่นแทน เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดจากการถูกแทงอีกต่อไป
อีกหนึ่งตลกร้ายที่คนดีๆ คนหนึ่งกำลังจะเป็นภัยครั้งใหม่ต่อชาวนิวยอร์กในฐานะ Lady Muse เมื่อหน้ากากไม่ได้ปกปิด แต่มันเปิดเผยตัวตนและแนวคิดทั้งหมดที่อยู่ข้างในออกมาต่างหาก!
5. เกมซ่อนกลและผลประโยชน์สีเลือดของ “Fisk”
- ความร้ายกาจที่สุดของ Wilson Fisk คือการใช้ "ความถูกต้องทางกฎหมาย" และคราบนักการเมืองผู้รักนิวยอร์กในลุคขาวสะอาดมาบังหน้า ปากของเขาอ้างสิทธิ์การจัดตั้งกองกำลัง “Anti-Vigilante Task Force (AVTF)” ขึ้นมาเพื่อกวาดล้างศาลเตี้ย ทว่าเบื้องหลังหน้ากากอันชอบธรรมนั้น มันคือม่านควันบังตาขบวนการกอบโกยผลประโยชน์ครั้งใหญ่ที่สุดของคิงพิน
Fisk เข้าควบคุมเรือ Northern Star เพื่อใช้เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งอาวุธและสิ่งผิด กม. ขูดรีดและสูบเลือดสูบเนื้อจากนิวยอร์กเพื่อความมั่งคั่งของตนเอง โดยมีเครือข่ายที่วางไว้ทำงานอย่างเป็นระบบ และเขามี “Charles” ที่ภายนอกเขาอาจดูเป็นชายวัยกลางคนท่าทางกวนประสาท ชอบทำตัวสบายๆ แต่งตัวชิล แท้จริงแล้วเขาคือ "Logistics Expert" (ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งและจัดสรรกำลังพล) ระดับอัจฉริยะที่เลือดเย็นและไร้ความปรานี
เขามีอิทธิพลมากพอที่จะเดินดุ่มๆ เข้าห้องทำงานนายกฯ ฟิสก์โดยไม่มีความเกรงกลัว และสามารถโทรศัพท์กริ๊งเดียวเพื่อสั่งให้รองผู้ว่าการรัฐและอัยการสูงสุดถอยทัพกลับไปได้อย่างง่ายดายเป็นคู่ค้าทมิฬอยู่ในเงามืดคอยกระจายสินค้าในตลาดมืด ความร่วมมือระหว่างเขาและฟิสก์สื่อถึงระบบความสัมพันธ์แบบ "หมูไปไก่มา" ที่โสมมที่สุดในระดับโครงสร้างการเมือง
แบ่งง่ายๆ ว่าสิ่งที่คิงพินต้องการคือ "อำนาจและการคุ้มครอง” แม้เขาจะได้เป็นนายกเทศมนตรีนิวยอร์กและตั้งกองกำลัง AVTF ขึ้นมาบังหน้า แต่ก็ยังต้องมี "แบ็กกราวนด์ทางการเมือง" และการสนับสนุนในระดับรัฐบาลกลางเพื่อการันตีว่าแผนการแบนศาลเตี้ยของเขาจะไม่ถูกส่วนกลางเข้าแทรกแซง
ส่วนสิ่งที่ CIA (ผ่าน Mr. Charles) ต้องการคือ "น่านน้ำเสรีผ่านท่าเรือ Red Hook" ทางทำเนียบขาวและ CIA มีความต้องการลักลอบขนย้ายอาวุธสงครามและยุทโธปกรณ์ทางทหารออกนอกประเทศอย่างลับๆ และซัพพอร์ตปฏิบัติการทางทหารระดับโลก ท่าเรือนี้จึงเป็นทางผ่านหลักในการลักลอบขนส่งบนเรือ Northern Star
โดยชาลส์รับหน้าที่ดูแลระบบโลจิสติกส์ทั้งหมดใต้ม่านดำ ความเหี้ยมเกรียมของชาร์ลส์คือ แผนการของเขาไร้ความเห็นใจมนุษย์ เขายินดีให้จ้างกะลาสีเรือมาขนอาวุธ และสั่งเก็บฆ่าปิดปากพวกเขาทั้งหมดทันทีหลังจากใช้งานเสร็จ เพื่อไม่ให้สืบสาวราวเรื่องมาถึงตัวเขาและองค์กรได้
ส่วนฟิสก์ใช้กองกำลัง AVTF และกฎหมายของเมืองคอยคุ้มกันและปิดตาประชาชนเบื้องหน้า และขาดไม่ได้คือ Buck Cashman นายทหารอังกฤษคู่ใจผู้อยู่ฝั่งมืด คอยตามลบประวัติและเก็บกวาดความโสโครกเบื้องหลังให้อย่างสะอาดหมดจด เปลี่ยนทีมกฎหมายให้กลายเป็นเครื่องมือทำมาหากินของทรราชในคราบเครื่องแบบ
เมื่อเราถอยออกมามองในภาพกว้าง สิ่งที่ฟิสก์ทำสะท้อนถึงตำราเล่มเดียวกันกับที่นักการเมืองแอบซ่อนการเล่นไม่ซื่อมากมายในชีวิตจริง ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ไม่เว้นแม้กระทั่งในเมืองใหญ่างนิวยอร์ก (หรือประเทศแถวนี้ที่เราคุ้นเคยกันดี)
รวมถึงสร้างวิกฤตเทียมเพื่อขยายอำนาจ (Manufactured Crisis) ที่นักการเมืองเลวมักจะปั่นกระแสให้ประชาชนกลัวอะไรบางอย่างเกินกว่าความเป็นจริง (ในเรื่องคือความน่ากลัวของพวกศาลเตี้ย) เพื่อที่ตัวเองจะได้ "สร้างกองกำลังส่วนตัว" ขึ้นมาโดยชอบธรรม แล้วใช้กองกำลังนั้นแหละกลับมาควบคุมและข่มเหงประชาชนเสียเอง
ทั้งการสื่อสารแบบปากว่าตาขยิบ (Hypocrisy as a Weapon) ต่อหน้าสื่อมวลชนและประชาชน พวกเขาจะพ่นวาทกรรมสวยหรูว่าจะเข้ามาปราบคนชั่ว กอบกู้เศรษฐกิจ แต่เบื้องหลังกลับใช้อำนาจรัฐที่ได้มาในมือไปเอื้อผลประโยชน์ให้พวกพ้องและคู่ค้าในเงามืด (ทำลายศาลเตี้ยเพื่อไม่ให้มีใครมาขวางทางขนอาวุธบนเรือ Northern Star)
สะท้อนตลกร้ายในสังคมที่ว่า บ่อยครั้งคนที่บอกว่าจะมากกวาดล้างคนโกง กลับเป็นคนที่โกงกินได้น่ากลัวที่สุด เพราะพวกเขามีกฎหมายคอยคุ้มหัว มีสมุนคอยเก็บกวาดคดีเบื้องหลัง ประชาชนธรรมดาที่ไม่มีปากมีเสียงจึงกลายเป็นเพียง "เบี้ย" ที่ถูกสูบกินผลประโยชน์ และถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ร้ายหากคิดจะลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับความถูกต้องจอมปลอมนี้
6. ทางสองแพร่งบนเส้นทางเดียวกัน: การเติบโตท่ามกลางรอยร้าวของ Matt และ Karen
ความรักและความผูกพันของ “Matt” และ “Karen” ในซีซั่นนี้ถูกทดสอบด้วยอุดมการณ์ที่แยกไปคนละทิศ แต่หัวใจยังคงเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ทั้งคู่เติบโตและผ่านความสูญเสียจนเจ็บช้ำมามหาศาล แต่นั่นกลับทำให้เกิดรอยร้าวทางความคิดขั้นรุนแรงที่เกือบจะประสานกันไม่ได้
คนหนึ่ง (Matt) ในฐานะทนายความและฮีโร่หน้ากากแดนสัญญายังคงดันทุรังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ยึดหลักการ มองหาหลักฐาน และพยายามใช้ระบบกฎหมายต่อสู้ดิ้นรนเพื่อพิสูจน์ความจริง ขณะที่อีกคน (Karen) ที่เห็นคนรอบตัวตายไปทีละคน กำลังหมดศรัทธาต่อระบบที่เหลวแหลกอันเอื้อประโยชน์ให้คนรวยอย่าง Fisk จนถึงขีดสุด เธอเริ่มกลายพันธุ์ทางความคิดและเชื่อว่าโลกที่ป่าเถื่อนไร้ขบถนี้ ต้องใช้ "วิธีนอกระบบที่เด็ดขาดและเลือดต้องล้างด้วยเลือด" เท่านั้นโลกถึงจะสงบ
ทว่าท่ามกลางรอยขัดแย้งอันแหลมคมนั้น ตัวซีรีส์กลับขยี้ให้เห็นแง่มุมที่งดงามและลึกซึ้งว่า "บางครั้งคนที่ห่วงใยกันและมีเป้าหมายเดียวกันที่สุด ก็อาจเป็นคนที่มีวิธีปราบปีศาจต่างกัน แต่ก็ยังคงรักและเชื่อใจกันจนสุดทาง" การยอมรับในความแตกต่างโดยไม่ปล่อยมือจากกัน คือบทพิสูจน์สายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของทั้งสองคน
7. ชัยชนะบนศาลสถิตยุติธรรมและแสงธรรมนำใจ: เมื่อนิวยอร์กและหน้ากากประกาศอิสรภาพ
- บทเรียนอันยิ่งใหญ่ที่สุดของซีซั่น 2 คือการพิสูจน์ว่า แม้อำนาจมืดจะยิ่งใหญ่เพียงใด แต่ก็ไม่อาจต้านทาน "ความจริง" / "คุณธรรม" และ “เสียงประชาชน” ได้ เมื่อศึกสุดท้ายไม่ได้ถูกตัดสินแค่ด้วยกำปั้นบนท้องถนน แต่ถูกบดขยี้และจารึกไว้อย่างงดงามที่สุดภายในห้องพิจารณาคดี ออกมาถึงโถงศาลยุติธรรม
ในห้วงเวลานั้น “Matt Murdock” ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ศาลในฐานะทนายความเต็มตัว เขางัดเอาทุกกลยุทธ์ ทักษะ ความรู้ข้อกฎหมาย และไหวพริบปฏิภาณทั้งหมดที่มีในชีวิตมาไล่ต้อน Wilson Fisk และกองกำลัง AVTF ลงทีละชิ้น แม้ในวินาทีที่คดีกำลังเผชิญทางตัน แมตต์ก็ยังตัดสินใจเปิดไพ่ตายสุดท้ายด้วยการประกาศกลางศาลว่า "I'm Daredevil - ผมนี่แหละแดร์เดวิล!" พร้อมสาธิตการเขวี้ยงไม้กระบองให้เห็นจะๆ นับเป็นฉากที่ทรงพลังชวนลุกฮือพอๆ กับตอน Tony Stark ประกาศว่าเขาคือ Iron Man เลย
ซึ่งการยอมเปิดเผยตัวตนในชั้นศาลนี้ ได้เพิ่มน้ำหนักและยืนยันในฐานะพยานปากเอกเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่ในเหตุการณ์ "เรือ Northern Star ล่ม" ในวันนั้น จนพลิกเอาชนะคดีและทำลายความชอบธรรมของ Fisk ลงได้อย่างราบคาบและหมดจด โดยมี “Jessica Jones” เพื่อนเก่าในแก๊ง The Defenders และคุณแม่มือใหม่ที่ยังคงมีพลังเหลืออยู่ คอยหนุนหลังสืบพยานและทำลายปฏิบัติการขนส่งของคิงพินไปด้วยกัน
แต่สิ่งที่ทำให้ชัยชนะของพวกเขาและชาวนิวยอร์กยิ่งใหญ่และเหนือกาลเวลาขึ้นไปอีก ขณะที่ประชาชนรุมสาปแช่งและเข้าไปรุกนายกฟิสก์ หวังสยบนักการเมืองตัวร้ายด้วยความรุนแรงนั้น แมตต์ยังคงมีคุณธรรมนำใจเสมอ แม้ในยามวิกฤตขั้นสุด ประชาชนกำลังสู้เหมือน 1 รุม 100 ต่างล้มตายเจ็บหนักกันเป็นแถบ
เมื่อต้องเจอกำปั้นของคิงพินที่กำลังเดือดดาลจนฟิวส์ขาด ทุบตีกระทืบชาวเมืองจนกู่ไม่กลับด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่า ซึ่งแมตต์ไม่ได้ตอบโต้ด้วยความคลั่งแบบเดียวกัน แต่เขากลับเลือกที่จะยื่นข้อเสนอ "หยิบยื่นอิสรภาพ" ให้กับศัตรู โดยแลกกับการต้องเดินออกไปจากนิวยอร์กและห้ามกลับมาสอดแนมหรือยุ่งเกี่ยวกับเมืองนี้อีกตลอดกาล ชนิดที่ไม่มีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ใดๆ
และบทสรุปที่สง่างามที่สุดในฐานะนักกฎหมายคือ แม้จะกู้เมืองได้สำเร็จ แต่ตัว Matt เองก็ยอมรับผลกรรมและยินดีให้ถูกจับกุมเข้าคุก ในฐานะศาลเตี้ยที่ก่อวีรกรรมไว้อย่างมากมาย เพราะต่อให้สิ่งที่เขาทำไปจะทำเพื่อผดุงความยุติธรรมและปกป้องประชาชนมากแค่ไหน แต่ในฐานะทนายความ แมตต์รู้ดีที่สุดว่าสิ่งเหล่านั้นขัดต่อหลักกฎหมายอย่างไร
การเดินเข้าสู่กรงขังอย่างยืดอกของเขา จึงเป็นการพิสูจน์ว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายแม้แต่อดีตทนายอย่างเขาเอง รวมทั้งชัยชนะของระบบยุติธรรมที่แท้จริง พร้อมปลุกศรัทธาที่บริสุทธิ์ให้แก่ชาวนิวยอร์กให้ก้าวเดินต่อไปได้ดีกว่าเดิม และเขาเองก็คงไม่อาจมีวันนี้ได้เลยหากปราศจากลมใต้ปีกทุกคนที่คอยซัพพอร์ตกันมาตั้งแต่วันแรกจนปัจจุบัน ทั้งฟ็อกกี้ แคเรน ผองเพื่อนทนาย เจสสิก้า ไวท์ไทเกอร์ ตำรวจน้ำดีที่เหลือ และอีกมากมาย
นี่แหละคือฏีกาแห่งกลุ่มฮีโร่ที่ไม่เคยยอมแพ้ ไม่เคยหันหลังให้อุดมการณ์ที่ตนเคยยึดมั่น พร้อมปกป้องผู้คนและคนใกล้ตัวที่เขารักอย่างสุดกำลัง สุดหัวใจ เป็นปีศาจที่จุติเกิดใหม่ (Born Again) เพื่อ “ตัดสิน” วายร้ายด้วยหลักกฎหมาย จริยธรรม ผสานกับหน้ากากแห่งตุลาการทมิฬที่คอยสั่งสอนพวกมันจากในเงา,,,
โฆษณา