Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
กุ้ยหลิน
•
ติดตาม
28 พ.ค. เวลา 09:58 • ประวัติศาสตร์
ความฝันในหอแดง 101 ตั้งปริศนาโคม
ขบวนออกจากอุทยานมายังเรือนแม่เฒ่าเจี่ย รับประทานอาหารค่ำแล้วนั่งสนทนาเล่นกันอยู่ แม่น้าเซวียมาถึงว่า
“หิมะลงหนัก จึงไม่ได้มาเยี่ยมเหล่าไท่ไท่ตลอดทั้งวัน วันนี้เหล่าไท่ไท่คงหมดสนุกไม่ได้ออกไปชมหิมะ”
แม่เฒ่าเจี่ยยิ้มว่า “หมดสนุกที่ไหนกัน ข้าออกไปร่วมสนุกกับพี่น้องพวกนี้มา”
แม่น้าเซวียยิ้มว่า “เมื่อเย็นวานข้าคิดอยู่ว่าวันนี้จะขอน้าไท่ไท่ใช้สถานที่ในอุทยานจัดโต๊ะเชิญเหล่าไท่ไท่มาชมหิมะ แต่พอเห็นเหล่าไท่ไท่พักผ่อนไว ทั้งเป่าวี่ยังบอกว่าเหล่าไท่ไท่ไม่ค่อยสบายใจ จึงไม่กล้ามารบกวน หากรู้เช่นนี้เสียแต่แรก ก็ควรจะเชิญมาแล้ว”
แม่เฒ่าเจี่ยยิ้มว่า “นี่เพิ่งเดือนสิบ ยังเป็นหิมะแรก วันหลังหิมะยังมากกว่านี้ แม่น้าค่อยไปฟุ่มเฟือยยังไม่สาย”
แม่น้าเซวียยิ้มว่า “ก็จริงอยู่ จะได้ถือโอกาสตอบแทนคุณด้วย”
พี่เฟิ่งยิ้มว่า “หากแม่น้าไม่อยากให้ลืม ก็ชั่งเงินฝากข้าไว้ห้าสิบตำลึงเสียตอนนี้ พอหิมะตกข้าจะเป็นคนจัดเตรียมสุรา แม่น้าไม่ต้องกังวลว่าจะลืม”
แม่เฒ่าเจี่ยยิ้มว่า “ถ้าเช่นนั้น แม่น้าฝากเงินห้าสิบตำลึงเอาไว้ พอถึงวันหิมะตก ข้าจะแกล้งไม่สบาย แล้วแบ่งเงินกับนางคนละยี่สิบห้าตำลึง ถือว่าแล้วไปแล้ว แม่น้าก็หมดกังวล ข้ากับยายเฟิ่งก็ได้ประโยขน์”
พี่เฟิ่งปรบมือหัวเราะว่า “วิเศษยิ่ง ตรงใจข้าทุกอย่าง”
ทุกคนต่างหัวเราะ
แม่เฒ่าเจี่ยหัวเราะว่า “เชอะ น่าไม่อาย ฉวยโอกาสไต่ตามราว เจ้าควรจะบอกว่า แม่น้าเป็นแขก พวกเราควรเป็นเจ้าภาพ แม่น้าไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย อย่างนี้ไม่พูด กลับไปขอเงินห้าสิบตำลึง น่าขายหน้าจริง”
พี่เฟิ่งยิ้มว่า “ยังคงเป็นบรรพชนท่านรู้สถานการณ์ ลองใจแม่น้าดู ถ้าคล้อยตามจ่ายมาห้าสิบตำลึง ข้าก็มีส่วนด้วย พอเห็นว่าไม่ได้ผล ก็แสดงความใจกว้าง หันมาเล่นงานข้า เอาเป็นว่า ข้าไม่เอาเงินแม่น้าแล้ว แต่จะออกเงินช่วยแม่น้าจัดโต๊ะเชิญเหล่าไท่ไท่ อีกทั้งถวายเงินเหล่าไท่ไท่ห้าสิบตำลึง เป็นการลงโทษฐานยุ่งไม่เข้าเรื่อง ดีหรือไม่”
กล่าวไม่ทันจบ ทุกคนต่างหัวเราะกันขำกลิ้งอยู่บนเตียงผิง
แม่เฒ่าเจี่ยพูดถึงเรื่องเป่าฉินเด็ดดอกเหมยกลางหิมะ งามกว่าภาพวาด จึงถามถึงวันเวลาตกฟาก แม่น้าเซวียเข้าใจดีว่า คงคิดจับคู่ให้นาง ถึงแม่น้าเซวียจะเต็มใจแต่นางหมั้นหมายกับสกุลเหมยไว้แล้ว เรื่องนี้แม่เฒ่าเจี่ยคงยังไม่รู้ แม่น้าเซวียจึงอิหลักอิเหลื่ออธิบายกับแม่เฒ่าเจี่ยว่า
“น่าเสียดายที่เด็กไม่มีวาสนา บิดามาเสียไปเมื่อปีก่อน นางติดตามบิดาท่องโลกมาแต่เล็ก สี่ภูผาห้าขุนเขา 四山五岳 ไปมาทั่ว บิดานางไปเที่ยวค้าขาย ที่นั่นหนึ่งปีที่นี่ครึ่งปี แผ่นดินสิบส่วนไปมาแล้วห้าหกส่วน ปีที่มาอยู่ที่นี่ ได้ตกลงยกนางให้บุตรชายราชเลขาเหมย 梅翰林 ปีถัดมาก็เสียชีวิต มารดานางก็ป่วยอยู่”
พี่เฟิ่งไม่รอนางพูดจบ กระทืบเท้าว่า
“โชคไม่ดี ข้ากำลังจะขอเป็นแม่สื่อ กลับยกให้คนอื่นไปแล้ว”
แม่เฒ่าเจี่ยยิ้มว่า “เจ้าจะเป็นแม่สื่อให้ใคร”
พี่เฟิ่งยิ้มว่า “บรรพชนอย่าสนใจเลย ข้าหมายตาไว้แล้วว่าคู่นี้เหมาะสม แต่นี่ก็มีคู่หมายแล้ว พูดไปเปล่าประโยชน์ ไม่พูดดีกว่า”
แม่เฒ่าเจี่ยเข้าใจเจตนาของพี่เฟิ่ง พอฟังว่ามีคู่หมั้นหมายแล้ว ก็ไม่พูดอะไรอีก นั่งร่วมวงสนทนาจิปาถะจนถึงเวลาแยกย้ายกันไปพักผ่อน
เช้าวันรุ่งขึ้นหิมะหยุดตก หลังอาหารเช้า แม่เฒ่าเจี่ยกำชับกับซีชุนว่า
“ไม่ว่าร้อนหรือหนาว เจ้าต้องวาดต่อ เร่งมือเต็มที่ถึงสิ้นปีแล้วยังไม่เสร็จค่อยว่ากัน ที่สำคัญคือเจ้าต้องนำภาพเป่าฉินกับสาวใช้และดอกเหมยเมื่อวานนี้เติมเข้าไปในภาพอย่าให้ผิดเพี้ยน”
ซีชุนได้ฟัง ถึงจะลำบากใจก็จำต้องรับปาก พอคนชวนกันมาเยี่ยมดูนางวาดภาพ ก็เห็นนางเหมือนตกอยู่ในภวังค์
หลี่หวานยิ้มกับทุกคนว่า “ปล่อยนางตามทางของนางเถิด มาคุยเรื่องของพวกเรากันดีกว่า เมื่อวานเหล่าไท่ไท่บอกให้แต่งปริศนาโคม ข้ากลับถึงบ้านกับฉี่เอ๋อ เหวินเอ๋อ แล้วนอนไม่หลับ ข้าแต่งไว้สองข้อเกี่ยวกับ 《ตำราสี่ 四书》 สองคนนั้นก็แต่งไว้คนละสองข้อ”
ทุกคนฟังแล้วต่างหัวเราะว่า “สมควรช่วยกัน เจ้าว่ามาก่อน ให้พวกเราทายดู”
หลี่หวานยิ้มว่า
“观音未有世家传 กวนอินไม่มีวงศ์ตระกูล
เป็นหนึ่งวรรคจากตำราสี่”
เซียงหยุนกล่าวต่อว่า
“在止于至善 หยุดไว้เพียงผู้ทรงธรรม”
เป่าไชยิ้มว่า “เจ้าตรองดูคำว่า “วงศ์ตระกูล 世家传” สามอักษรให้จงดี”
หลี่หวานยิ้มว่า “คิดดูใหม่”
ไต้วี่ยิ้มว่า “ข้าทายบ้าง คงเป็น
虽善无征 แม้ทรงธรรมแต่ไร้หลักฐาน”
ทุกคนยิ้มว่า “คำตอบคือวรรคนี้แหละ”
(วงศ์ตระกูล 世家传 มีความหมายสองด้าน ด้านบรรพบุรุษคือหลักฐานว่าสืบเชื้อสายมาแต่ไหน กับด้านลูกหลานผู้สืบสกุล
พระแม่กวนอิน เป็นพระโพธิสัตว์ผู้ทรงธรรมอันประเสริฐ 大善士 ไม่มีลูกหลานสืบสกุล และไม่มีหลักฐานฝ่ายบรรพบุรุษ
เซียงหยุนมองว่า ไม่มีผู้สืบสกุล จึงตอบว่า 在止于至善 หยุดไว้เพียงผู้ทรงธรรม
ไต้วี่มองว่า ไม่มีหลักฐานว่า สืบสกุลมาแต่ไหน จึงตอบว่า 虽善无征 แม้ทรงธรรมแต่ไร้หลักฐาน)
หลี่หวานกล่าวต่อว่า
“一池青草草何名 หญ้าเขียวเต็มสระหญ้านามใด”
เซียงหยุนรีบตอบว่า “ต้องเป็น “ต้นกก” แน่ ถ้าผิดข้าไม่ยอม”
หลี่หวานว่า “เจ้าทายถูก ต่อไปเป็นปริศนาของเหวินเอ๋อว่า
水向石边流出冷 สายน้ำไหลเย็นจากศิลา
เป็นนามบุคคลโบราณ”
ทั่นชุนยิ้มว่า “คงเป็นท่านซานเทา 山涛 (กวีสมัยจิ้น 晋)”
หลี่หวานว่า “ถูกต้อง”
หลี่หวานกล่าวต่อว่า “ปริศนาของฉี่เอ๋อคือ “หิ่งห้อย 萤” คำตอบคืออักษรตัวหนึ่ง”
ทุกคนคิดกันอยู่ครึ่งวัน เป่าฉินว่า
“ความหมายลึกซึ้งหลายชั้นนัก ใช่ “ดอกไม้ 花” จากคำว่าดอกไม้ใบหญ้า 花草 หรือไม่”
หลี่หวานยิ้มว่า “ถูกต้องแล้ว”
ทุกคนถามว่า “หิ่งห้อยกับดอกไม้ เกี่ยวข้องกันตรงไหน”
ไต้วี่ยิ้มว่า “พิศดารแท้ หิ่งห้อยมิใช่กำเนิดจากหญ้าหรือ (草化 > “艸”+“化” > 花)”
ทุกคนจึงคิดได้ ยิ้มว่า “ดี”
(ชาวจีนโบราณเชื่อว่า หิ่งห้อยกำเนิดจากหญ้าเฉา 腐草为萤 แท้จริงหิ่งห้อยวางไข่ในพงหญ้าชายน้ำ)
เป่าไชว่า “ถึงจะดีแต่ไม่ตรงประสงค์ของเหล่าไท่ไท่ มิสู้หาคำทายสามัญซึ่งเล่นกันได้ทั้งปราชญ์และสามัญชน”
ทุกคนเห็นด้วยว่า “ควรหาคำทายที่เป็นสิ่งสามัญทั่วไป”
เซียงหยุนตรองดูแล้วยิ้มว่า
“ข้ามีสิ่งสามัญ มาแต่งปริศนาเป็นคำประพันธ์ พวกเจ้าลองทายดู”
แล้วท่องว่า
“溪壑分离,红尘游戏,真何趣?
名利犹虚,后事终难继。
พรากจากหุบผาธารา
ลิงโลดโลกาค่าใดเล่า
ชื่อเสียงลาภยศว่างเปล่า
เบื้องหลังเล่ายากเก็บไว้”
ไม่ง่ายเสียแล้ว ทุกคนคิดกันครึ่งวันยังไม่เข้าใจ บ้างทายว่าพระสงฆ์ บ้างทายว่านักพรต บ้างทายว่าหุ่นกระบอก เป่าวี่ยิ้มรออยู่ครึ่งวันจึงว่า
“ผิดกันทั้งหมด ให้ข้าทาย ต้องเป็น ลิงละคร”
เซียงหยุนยิ้มว่า “คำตอบถูกต้อง”
ทุกคนแย้งว่า “ข้างต้นมาก็ถูกอยู่ แต่วรรคท้ายสุดนี่ไม่เข้าใจ”
เซียงหยุนว่า “ลิงละครมิถูกตัดหางทิ้งหรอกหรือ”
ทุกคนจึงหัวเราะออกว่า “ลำพังเจ้าแต่งปริศนายังเจ้าเล่ห์แสนกล”
(ลิงถูกจับจากป่าเขามาโลดแล่นเป็นตัวละครแต่ลิงไม่ได้อะไร หางถูกตัดเวลาแต่งตัวจะได้ดูคล้ายคนแสดง)
หลี่หวานว่า “เมื่อวานแม่น้าว่า น้องฉินผ่านโลกมามากไปมาแล้วหลายแห่ง แต่งกลอนก็ดี ควรจะแต่งปริศนาสักหลายบทให้พวกเราทาย”
เป่าฉินพยักหน้ายิ้ม แล้วไปตรองดู
เป่าไชคิดได้บทหนึ่ง จึงท่องว่า
“镂檀镌梓一层层,岂系良工堆砌成?
虽是半天风雨过,何曾闻得梵铃声?
จันทน์ลงลายไม้สลักเป็นเชิงชั้น
ช่างฝีมือฤๅรังสรรค์ก็หาใช่
อยู่กลางหาวลมฝนพ้นผ่านไป
มิเคยได้สดับระฆังธรรม”
ทุกคนลองทายอยู่ เป่าวี่ก็คิดได้บทหนึ่งว่า
“天上人间两渺茫,琅玕节过谨提防。
鸾音鹤信须凝睇,好把唏嘘答上苍。
ทั้งสวรรค์แลโลกหล้าแลเลือนลาง
หยกโครงร่างกางข้อขอปกป้อง
หงส์กระเรียนทูตแดนฟ้าจับตามอง
หวีดหวิวร้องส่งฟ้องต่อเมืองแมน”
ไต้วี่ก็มีบทหนึ่ง ท่องว่า
“騄駬何劳缚紫绳?驰城逐堑势狰狞。
主人指示风雷动,鳌背三山独立名。
ลู่เอ่ออาชาไยนำพาบังเหียนม่วง
ขี่เลียบเมืองล่วงคูดูน่าเกรงขาม
ยามเจ้านายบัญชาฟ้าคำราม
ดังหนึ่งในสามเขาเต่าอ๋าวเทิน”
(ลู่เอ่อ 騄駬 ม้าพันลี้ หนึ่งในแปดยอดอาชา 八骏 ของโจวมู่หวาง 周穆王)
(เต่าอ๋าวเทินสามเขา 鳌背三山 ในทะเลบูรพามีเกาะที่อาศัยของเทพเซียนคงเหลืออยู่สามแห่ง เนื่องจากเป็นเขาไร้รากจึงล่องลอยไปมา ต้องใช้เต่าอ๋าวแบกเทินไว้ ตามตำนานเดิมมีห้าเกาะ แต่เนื่องจากเต่าอ๋าวถูกยักษ์จับไป จึงลอยไปจมลงที่ขั้วโลกเหนือเสียสองเกาะ)
ทั่นชุนก็มีอยู่หนึ่งบท แต่พอตั้งใจจะท่องให้ฟัง เป่าฉินก็เดินเข้ามายิ้มว่า
“นับแต่เล็กข้าไปเที่ยวสถานที่ที่มีร่องรอยอดีตทั่วหล้ามาไม่น้อย ข้าจึงคัดมาสิบแห่งแต่งเป็น “กลอนอดีตรำพัน 怀古诗” แม้จะไม่สละสลวย แต่เป็นการรำลึกเรื่องครั้งเก่าแฝงความหมายถึงสิ่งของสิบอย่างให้พวกพี่ลองทายดู”
ทุกคนฟังแล้วว่า “เจ้าหลักแหลมนัก ลองเขียนออกมาให้พวกเราดู”
(จบบทที่ห้าสิบ)
หมายเหตุ บทกลอนปริศนาสามบทหลัง ผู้ประพันธ์ไม่ได้เฉลยคำตอบไว้ สองบทแรกมีผู้ตีความคำตอบไว้ไม่ค่อยน่าสงสัยว่า คือ ลูกสน และ ว่าว
สำหรับบทที่สาม คำตอบคือ โคมม้าวิ่ง 走马灯 ในเทศกาลโคมไฟหยวนเซียว 元宵 สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ของงานคือ เขาเต่าอ๋าว 鳌山 ประดับโคมไฟ
แต่มีผู้แย้งว่าอาจจะเป็น เตาป๋อซาน 博山炉 เป็นเตาเผากำยานที่มีฝาครอบทำเป็นกรวยรูปภูเขามีลายเมฆหมอกและสิงสาราสัตว์ เวลาจุดกำยานแล้วปิดผา ควันกำยานจะลอยออกมาล้อมเขาเหมือนเมฆหมอกลอยอ้อยอิ่ง ป๋อซาน 博山 เป็นชื่อขุนเขาที่ร่ำลือว่าเป็นที่อยู่อาศัยของเทพเซียน
ตอนก่อนหน้า : เยือนเมี่ยววี่ขอเหมยแดง
https://www.blockdit.com/posts/6a142272cdd1beae74451386
ตอนถัดไป : กลอนอดีตรำพัน
บันทึก
2
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ความฝันในหอแดง
2
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย