Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Written Again and Again
•
ติดตาม
1 มิ.ย. เวลา 00:00 • การศึกษา
อย่าเชื่ออะไรมาก จากหนังสือเล่มเดียว
ไม่รู้ว่าเป็นหลักจิตวิทยาพื้นฐานหรืออย่างไร เราลองสังเกตุตัวเองตัวเองดูว่า ถ้าเราอ่านหนังสืออะไรก็ตามที่บอกอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยรู้มาก่อน แล้วเรามักจะเชื่อสิ่งนั้นโดยไม่ได้ตั้งคำถามหรือทบทวนสิ่งที่หนังสือบอกว่าว่า “มันจริงเหรอวะ”
อคตินี้เรียกว่า อคติจากความประทับใจแรกพบ (First Impression Bias)
เรามักได้ยินคำกล่าวที่ว่า "การอ่านหนังสือเพียงเล่มเดียว อาจเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งได้" ซึ่งก็อาจเป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธสำหรับใครบางคนกับหนังสือบางเล่ม แต่ไม่ควรเป็นแบบนั้นในหลายๆ กรณี เช่นหนังสืออาจไม่มีคุณค่าพอให้ใครต้องยึดติดโดยปราศจากการไตร่ตรอง
อย่าหลงลืมว่า
ความน่ากลัวของการอ่านหนังสือเพียงเล่มเดียว แล้วเชื่อว่านั่นคือความจริงทั้งหมดของโลก
สิ่งเหล่านี้มักพบได้ในกรณีที่บางคนอาจเพิ่งมีทักษะใหม่ในชีวิตแล้วหลงคิดไปว่าตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญก็มี เช่น เพิ่งรู้หลักการหรือวิธีการใหม่อะไรก็ตาม แล้วเที่ยวบอกคนอื่นตามโซเชียลว่าตนเองมีความสามารถมากมาย บางคนถึงกับกล้าเปิดหลักสูตรสอนคนอื่นให้ทำตามก็มีให้เห็น ได้แต่แอบสงสารเหยื่อเหมือนกัน
แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกหนึ่งสัจธรรมที่เรามักหลงลืมไป นั่นคือ
เราควรระลึกรู้ว่า หนังสือหรือสื่อต่างๆ ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือจิตวิทยาพฤติกรรมที่กำลังติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ คู่มือการวางกลยุทธ์ธุรกิจที่ผู้บริหารทุกคนต้องอ่าน หรือหนังสือพัฒนาตัวเองที่สอนให้เราเป็นคนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
สิ่งเหล่านี้คือ "เครื่องมือ" ไม่ใช่ "คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์" และนี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมเราจึงต้องระวังและเตือนสติตัวเองเสมอว่า... อย่าเพิ่งปักใจเชื่ออะไรทั้งหมดจากหนังสือเพียงเล่มเดียว เพราะจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “กับดักของความรู้”
ให้มองหนังสือเป็นเครื่องมือที่เราหยิบใช้ในสถาการณ์ที่เหมาะสม เครื่องมือชิ้นเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง
ทำไมเราจึง "อย่าเชื่ออะไรมาก จากหนังสือเล่มเดียว"
เพราะว่า
1. บริบทของชีวิตคนเราไม่เหมือนกัน (Context Matters)
หนังสือทุกเล่มถูกเขียนขึ้นภายใต้บริบท ประสบการณ์ และช่วงเวลาที่จำเพาะเจาะจงของผู้เขียน กฎการบริหารเงินที่ได้ผลกับคนในประเทศหนึ่ง อาจใช้ไม่ได้กับสภาพเศรษฐกิจของอีกประเทศหนึ่ง หรือนิสัยที่ทำให้คนบางคนประสบความสำเร็จสูงสุด อาจกลายเป็นข้อจำกัดหากนำมาใช้กับคนที่มีภาระความรับผิดชอบหรือเป้าหมายในชีวิตที่ต่างออกไป การเชื่อทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งแบบ 100% โดยไม่ปรับให้เข้ากับบริบทของตัวเอง จึงเปรียบเสมือนการพยายามสวมเสื้อผ้าไซส์เดียวที่คาดหวังว่าจะพอดีกับคนทุกคน
บางสิ่งได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก แต่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาสมของมันเท่านั้น
2. เลนส์และอคติของผู้เขียน (The Author's Lens)
หนังสือแนว How-to หรือจิตวิทยามักเริ่มต้นจาก "สมมติฐาน" ของผู้เขียน จากนั้นพวกเขาจะคัดเลือกข้อมูล งานวิจัย หรือกรณีศึกษาที่ "สนับสนุน" แนวคิดนั้นมานำเสนอ และมักจะละเว้นข้อมูลที่ขัดแย้งไป (Confirmation Bias) เพื่อให้หนังสือมีทิศทางที่สอดคล้องกัน ทำให้การอ่านมีความต่อเนื่อง
หากเราเชื่อเนื้อหาในเล่มนั้นอย่างหมดใจ เรากำลังมองโลกผ่านเลนส์และข้อจำกัดของคนคนเดียว โดยลืมไปว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ปัญหาหนึ่งๆ สามารถมองและแก้ไขได้จากหลายมุมมอง
สิ่งที่ผู้เขียนบอกในหนังสือของเขา เป็นสิ่งที่ผู้เขียนเชื่อ แล้วนำมาบอกเรา ไม่ใช้ความเห็นร่วมของคนทั้งโลก
3. ปรากฏการณ์ "มีแค่ค้อน ก็มองทุกอย่างเป็นตะปู"
หากเราอ่านและยึดถือแนวคิดจากหนังสือเพียงเล่มเดียวเป็นสรณะ เราจะมีเครื่องมือในการแก้ปัญหาชีวิตแค่ชิ้นเดียว เมื่อเรามีแค่ "ค้อน" เราจะมองทุกปัญหาเป็น "ตะปู" ที่ต้องทุบให้จมลงไป ทั้งที่บางปัญหาอาจต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการไขสกรู หรือบางปัญหาอาจต้องอาศัยศาสตร์แขนงอื่นมาประกอบการตัดสินใจ การมีความรู้แบบมิติเดียวจึงทำให้เราตีกรอบทางออกของชีวิตให้แคบลงอย่างน่าเสียดาย
มีคำเปรียบเปรยจาก อับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) นักจิตวิทยาชื่อดัง ที่อธิบายไว้ว่า
เมื่อคนเรามีความถนัด ทักษะ หรือเครื่องมือเพียงอย่างเดียว เรามักจะพยายามนำสิ่งนั้นไปแก้ปัญหาหรือใช้จัดการทุกอย่างที่ขวางหน้า แม้ว่าวิธีนั้นจะไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมก็ตาม
วิธีรับมือกับข้อมูลข่าวสารโดยไม่ตกเป็นเหยื่อความคิดของผู้อื่น
เพื่อไม่ให้เราตกเป็นเหยื่อของกับดักทางความคิด ลองนำหลักการเหล่านี้ไปปรับใช้เวลาอ่านหนังสือหรือรับข้อมูลใหม่ๆ กันดูครับ
ควรอ่านหนังสือให้มากขึ้นจากหลากหลายแนวทาง (Read Broadly):
หากคุณสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ลองอ่านหนังสือที่มีมุมมองขัดแย้งกัน หรือแนวคิดที่มาจากศาสตร์ที่ต่างกัน เช่น อ่านทั้งจิตวิทยา ธุรกิจ และปรัชญา เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ครบถ้วนขึ้น
ควรคิดอย่างไตร่ตรองมีเหตุผลและตั้งคำถามเสมอ (Critical Thinking):
การคิดแบบ Critical Thinking เป็นการคิดที่ซับซ้อนใช้พลังเยอะ ทำให้หลายคนมองผ่าน แล้วเลือกใช้วิธีคิดแบบง่ายๆ เช่น ตัดสินใจจากความรู้สึก หรือดูผ่านๆ หลอหตัวเองว่าเข้าใจถ่องแท้ ฉะนั้นระหว่างที่เราอ่านอะไรมาแล้วสิ่งนั้นดูสดใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนก็อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจ ให้ถามตัวเองว่า
"เรื่องนี้จริงเสมอไปไหม"
"มีสถานการณ์ไหนบ้างที่ทฤษฎีนี้จะใช้ไม่ได้ผล"
ทดลองใช้ก่อนเชื่อ (Experiment):
มีหนังสือ How To การสร้างรายได้มากมายในตลาด ถ้าเราทุ่มสุดตัวโดยไม่ระวัง หาผิดผลาดขึ้นมาต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัวรอบใหม่ได้
หากเราสนใจวิธีการเหล่านั้นจริงขอให้สดทอบด้วยจำนวนเงินน้อยๆ โดยที่เราคิดว่าถ้าเสียไปทั้งหมดแล้วเราจะไม่เสียดาย เพื่อทดสอบวิธีการเหล่านั้นว่าเหมาะกับเราจริงไหม
ให้เรามองคำแนะนำในหนังสือเป็นเพียง "สมมติฐาน" หรือเครื่องมือที่ต้องนำมาทดลองปฏิบัติดูในชีวิตจริง หากเวิร์ก... เก็บไว้ใช้ หากไม่เวิร์ก... ก็แค่โยนทิ้งไป ไม่จำเป็นต้องฝืนทำตามทุกขั้นตอน
อย่าเชื่ออะไรมาก จากหนังสือเล่มเดียว เป็นจุดตรวจสอบไม่ให้เราเผลอ เชื่ออะไรลงไปตามที่ผู้เขียนต้องการได้โดยง่าย เพราะผู้เขียนย่อมปรารถนาให้เราเชื่อสิ่งที่เขาเขียนเพื่อผลประโยชน์ของเขา
การอ่านคือการเปิดโลก แต่การยึดติดกับสิ่งที่อ่านเพียงมิติเดียวคือการปิดกั้นตัวเอง จงอ่านหนังสือเพื่อ "ตั้งคำถาม" และ "ต่อยอดความคิด" ไม่ใช่อ่านเพื่อหา "คำตอบสำเร็จรูป"
เพราะสุดท้ายแล้ว หนังสือที่ยอดเยี่ยมที่สุด อาจไม่ใช่เล่มที่ให้คำตอบที่ถูกต้องที่สุดกับเรา แต่คือเล่มที่กระตุ้นให้เราออกไปค้นหาคำตอบในแบบฉบับของตัวเองต่างหาก
ขอแนะนำหนังสือแนวทางความคิดอย่างระมัดระวัง โดยไม่ตกหลุมพรางทางอคติความคิดของตัวเอง ได้แก่
“Thinking, Fast and Slow”
“Think Again”
“The Laws of Human Nature”
แล้วพบกันใหม่ครับ
JohnWis
1
*****
แนวคิด
ไลฟ์สไตล์
พัฒนาตัวเอง
2 บันทึก
1
2
2
1
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย