4 มิ.ย. เวลา 00:00 • การศึกษา

จิตวิทยา หลังพวงมาลัย

ทำไมหัวข้อนี้ฟังดูแปลกๆ แต่ในความจริง ทุกที่ ทุกเวลา ทุกเหตุการณ์ และทุกการกระทำของเราทั้งหมด มันมักจะมีหลักการและสิ่งต่างๆ ซ่อนอยู่เพื่อให้เราได้สังเกตจดจำและเรียนรู้ได้เสมอ ไม่งั้นนักวิจัยก็ไม่มีอะไรทำนะซิ
รถยนต์เป็นนวัตกรรมที่พาเรา
ไปสู่จุดหมายโดยปลอดภัย
รวมถึงมอบประสบการณ์การเดินทาง
ให้กับผู้คน
เนื้อหานี่จะอินมากสำหรับคนที่ขับรถเป็น แต่ถึงใครจะยังขับไม่เป็นตอนนี้ก็สามารถเก็บไปเป็นข้อมูลเบื้องต้น เมื่อถึงเวลาขับเป็นเราก็จะหวนกลับมานึกได้อีกครั้งครับ
หัวใจสำคัญของชีวิตหลังพวงมาลัย
ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ของผู้ร่วมทาง
ถือเป็นสิ่งที่ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
โดยไม่มีข้อแม้
เกณฑ์ที่บอกว่าเราขับรถได้หรือเราขับรถเป็นอยู่ตรงไหน
เคยสังเกตุกันไหมครับช่วงที่เราพอขับรถได้ใหม่ๆ เราจะมีความกังวลตลอดเวลากลัวว่าจะมีการเฉี่ยวชนตรงโน้นตรงนี้เสมอ ช่วงเวลานี้ถือเป็นก้าวแรกที่เราต้องข้ามความกลัวในจิตใจเหล่านี้ให้ได้
แล้วเราจะเข้าสู่สภาวะการขับรถเป็น โดยให้สังเกตุดูว่าตัวเรากับรถที่เราจะเป็นส่วนเดียวกันเหมือนการรวมร่าง ในภาษาอังกฤษเรียกสภาวะนี้ว่า Combination
เราสามารถรู้มิติรถที่เราขับเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเราเอง และมองเห็นรถคันอื่นเหมือนอีกร่างกายคนอื่น ที่ต่างคนต่างมีทิศทางการเคลื่อนที่ของตัวเอง ยิ่งถ้ามองดูขึ้นไปบนอากาศทำไปเราเห็นการเคลื่อนที่ของรถเหมือนสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่ตามๆ กันไปมาบนถนน
นิยามนี้ดูสมเหตุผลอยู่เหมือนกันเพราะสิ่งที่อยู่ในรถก็คือคนขับรถที่มีชีวิตเลือดเนื้อนั่นเอง
เมื่ออยู่หลังพวงมาลัย เราต้องมีทักษะการมองที่หลากหลาย
ทักษะการมองของผู้ขับขี่เป็นจุดที่ชี้เป็นชี้ตายของชีวิตก็ว่าได้ ผู้ขับขี่ควรมีการมองทั้งใกล้และไกลอย่างสอดประสานกันตลอดเวลา เพื่อให้สมองประมวลผลความปลอดภัยได้อย่างรวดเร็ว อย่าขับด้วยสัญชาติญานเพราะเป็นบ่อเกิดแ่งความประมาททั้งปวง
ในกรณีที่ผู้ขับขี่มีความชำนาญสูงมาก ควรเห็น Line วิ่งล่วงหน้าในจิตนาการเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนที่รถจะไปถึงจุดนั้น อย่าใช้การมองสั้นๆ ในเวลาเสียววินาทีเพื่อปรับเปลี่ยน Line วิ่ง อีกทั้งผู้ขับขี่ก็ควรเห็น Line วิ่ง ของรถใกล้ที่อยู่เคียงกับรถของเราด้วยเพื่อตรวจสอบการซ้อนทับ Line กันอันนำมาซึ่งอุบัติเหตุ ทักษะเหล่านี้มักจะมีกันทุกคนแต่อาจไม่ได้สังเกตตัวเองกัน
กฏจราจร
เป็นตัวกำกับการใช้งานเบื้องต้น
เพื่อให้ทุกคน ทุกทักษะ
ใช้ทางร่วมกันอย่างปลอดภัย
ด้วยการสื่อสารบนท้องถนน
ในภาษาจราจรเดียวกัน
เปิดระบบประสาทสัมผัสให้ตื่นตัวทั้งหมด
ขอยืมคำว่าสัมผัสทางพุทธศาสนามาอ้างนะครับ การสัมผัสของมนุษย์ประกอบด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยให้การขับรถมีประสิทธิภาพสูงสุด ถึงแม้ดวงตาจะใช้งานมากที่สุด แต่ระบบประสาทอื่นๆ ก็จะเป็นตัวประคับประคองให้การขับขี่มีความปลอดภัยสูงสุด
ตาต้องมองเห็นสถานการณ์รอบด้านทั้งระยะใกล้และไกล หูต้องคอยฟังแยกแยะเสียงที่ผิดปกติรอบตัวรถ จมูกต้องรับรู้กลิ่นที่เป้นอันตรายได้ กายต้องรู้อุณหภูมิที่เหมาะสม ใจต้องรักษะความวู่วามและการกลายร่างเป็นปีศาจหลังพวงมาลัย
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เป็นระบบสัมผัสที่ทำงานร่วมกันเสมอ
ในการดำรงชีวิต
แต่อาจมีบางระบบที่อาจทำงาน
มากขึ้นกว่าระบบอื่นๆ
ในสถานการณ์เฉพาะตัวนั้นๆ
Time Blocking ในการขับขี่
ช่วงเวลาขับรถเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่มักถูกมองข้าม และถือเป็น “พื้นที่ไข่แดง” ที่เหมาะกับการพัฒนาตนเองได้เหมือนกัน เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายจดจ่ออยู่กับการควบคุมพวงมาลัยโดยอัตโนมัติ (Muscle Memory) ทำให้สมองส่วนที่ใช้ประมวลผลความคิดมีพื้นที่ว่างพอที่จะรับข้อมูลหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้
แต่ไม่ขอแนะนำให้ทำอะไรทั้งสิ้นในช่วงเวลาการขับรถที่มีการตอบสนองสูง เช่น การขับรถบนทางด่วน หรือขณะที่เราต้องการทำความเร็วสูงในบางเส้นทาง เลือกทำในช่วงที่เป็นไปได้ก็พอ
เราสามารถแทรกกิจกรรมเบาๆ
ที่ไม่รบกวนสมาธิตอนขับรถได้
เช่น การฟังเพลง
กิจกรรมที่พอเป็นไปได้
1. การฟังสื่อความรู้
เช่น Audiobooks หรือ Podcasts ฟังวนซ้ำระหว่างขับรถ จะช่วยให้เราตกผลึกและมองเห็นมุมมองใหม่ๆ ที่อาจข้ามไปตอนอ่านตัวหนังสือได้
2. ใช้เป็นพื้นที่ "ผลิตชิ้นงาน" ด้วยเสียง (Voice-to-Text Output)
ไอเดียดีๆ มักจะผุดขึ้นมาในตอนที่เราไม่ได้นั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ การขับรถจึงเป็นอีกโอกาสในการร่างโครงสร้างความคิด ลองเปิดแอปพลิเคชันบันทึกเสียงใน iPhone ทิ้งไว้ แล้ว "พูด" สิ่งที่คิดออกมา ไม่ว่าจะเป็นการเกริ่นนำ โครงร่างของบทความ หรือไอเดียหัวข้อใหม่ๆ
การพูดออกเสียงจะช่วยลดความตึงเครียดได้ดีกว่าการพิมพ์ และเราสามารถนำไฟล์เสียงนั้นไปใช้ AI ถอดความเพื่อขัดเกลาเป็นบทความจริงในภายหลังได้ ข้อพึงระวังกิจกรรมนี้ควรใช้ในเวลาการขับขี่ในพื้นที่ปลอดภัยสูง เช่น นอกเมือง การจราจรเบาบาง
3. การฝึกสติวิปัสนาทบทวนความคิด
ในช่วงเวลาที่มีสมาธิสูงการพิจารณาลมหายใจเข้าออกก็เป็นสิ่งท้าทายได้เหมือนกัน ช่วยให้สติตื่นตัวตลอดเวลา ทดลองปิดวิทยุและแหล่งกำเนิดเสียงทั้งหมด แล้วใช้ความเงียบภายในห้องโดยสารเป็น "Mini Think Week" ของวัน ปล่อยให้ความคิดล่องลอยและเชื่อมโยงจุดต่างๆ (Connecting the Dots) การให้พื้นที่ว่างกับสมองจะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมและกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาที่ติดขัดอยู่ได้ชัดเจนขึ้น
การจัดสรรเวลาเล็กๆ น้อยๆ ตอนรถติด
เพื่อทำกิจกรรมเล็กๆ ให้เกิดประโยชน์บ้าง
ดีกว่าเสียเวลาไปกับการคอยไฟเขียวแบบเบื่อๆ
เจาะลึกกลไกที่น่าสนใจที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของคนขับรถ
1. ภาวะลดความเป็นบุคคลและเกราะกำบังทางจิตวิทยา (Deindividuation & The Bubble Effect)
1
เมื่อเราอยู่ในห้องโดยสารที่เป็นเหล็กปิดมิดชิด สมองจะตีความว่ารถยนต์คือ "ส่วนขยายของพื้นที่ส่วนตัว" (Extension of Personal Space) และให้ความรู้สึกของการไม่ระบุตัวตน (Anonymity) คล้ายกับการใช้นามแฝงในโลกออนไลน์ ซึ่งทำให้ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ลดลง
เรามักจะมองรถคันอื่นเป็น "สิ่งกีดขวาง" หรือ "เครื่องจักร" มากกว่าจะเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจเหมือนกัน จึงเป็นสาเหตุให้คนเรากล้าที่จะแสดงความก้าวร้าวบนท้องถนน (Road Rage) ได้ง่ายกว่าการเดินชนกันบนทางเท้า
2. ภาพลวงตาของการควบคุมและความมั่นใจที่สูงเกินไป (Illusion of Control & Overconfidence Bias)
หากไปถามผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ จะประเมินว่าทักษะการขับรถของตัวเองดีกว่าความเป็นจริง ซึ่งเมื่อเราจับพวงมาลัยและสามารถควบคุมทิศทางได้ดั่งใจนึก
สมองจะเกิดภาพลวงตาว่าเราสามารถควบคุมตัวแปรทุกอย่างบนถนนได้ นำไปสู่การประเมินความเสี่ยงที่ต่ำเกินจริง (Underestimate Risk) และกล้าที่จะขับรถเร็วหรือจี้ท้ายคันหน้า เพราะเชื่อมั่นในปฏิกิริยาตอบสนองของตนเอง
3. ระบบความคิดอัตโนมัติ (System 1 vs. System 2 Thinking)
ขอยืมคำจากหนังสือ Thinking, Fast and Slow มานะครับ
ในช่วงที่เราหัดขับรถใหม่ๆ สมองต้องใช้ความคิดแบบ System 2 ซึ่งเป็นการคิดเชิงวิเคราะห์ที่ต้องใช้สมาธิและพลังงานสูงมาก (ช้า แต่รอบคอบ)
แต่เมื่อขับรถจนชำนาญ สมองจะโอนถ่ายงานนี้ไปให้ความคิดแบบ System 1 ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติที่ทำงานผ่านจิตใต้สำนึก (รวดเร็ว แต่ใช้สัญชาตญาณ) เช่นเราสามารถขับรถจากบ้านไปที่ทำงานได้โดยแทบไม่ต้องจำรายละเอียดเส้นทาง (Highway Hypnosis)
แต่ข้อเสียคือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่ได้คาดคิด สมอง System 1 อาจตอบสนองด้วยความตื่นตระหนก แทนที่จะเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเป็นเหตุเป็นผล
4. ความสมดุลของความเสี่ยง (Risk Homeostasis Theory)
มนุษย์แต่ละคนจะมี "ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้" อยู่ในใจ หากรถยนต์มีเทคโนโลยีความปลอดภัยที่สูงขึ้น (เช่น ระบบเบรกอัตโนมัติ, โครงสร้างนิรภัย, กล้องรอบทิศทาง) ผู้ขับขี่มักจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ "เสี่ยงมากขึ้น" โดยไม่รู้ตัว
เช่น ขับเร็วขึ้น หรือละสายตาจากถนนบ่อยขึ้น เพื่อดึงให้ระดับความเสี่ยงกลับมาอยู่ในจุดสมดุลเดิมที่ตัวเองคุ้นเคย สิ่งนี้เป็นอคติ (Bias) ที่ซ่อนอยู่หลังพวงมาลัย หากเรารู้เท่าทันอคตินี้ได้ จะทำให้เราลอความประมาทโดนไม่รู้ตัวเหล่านี้ลงได้มาก
จงเชื่อมั่นในการขับขี่ของตัวเอง
มากกว่าที่ระบบให้มา
และพึงระวังหากระบบของรถ
ทำงานผิดเพี้ยนขึ้นมา
เราต้องมีสติควบคุมรถได้ทันที
สร้างนิสัยการขับขี่อย่างปลอดภัยจากข้างในจิตใจของเรา
1. การน้อบน้อมไม่ก้าวร้าว
ให้ถือว่าเราเป็นผู้ร่วมใช้ทาง ถนนไม่ใช่ของเราคนเดียว ศัตรูของเรามีมากพอแล้วในชีวิตไม่ต้องไปหาเพิ่มบนถนน เราควรขับรถออกจากบ้านและกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยในทุกๆ วันก็พอ
2. ควบคุมความเร็วให้เหมาะสมตามกระแสจราจร
ถนนแต่ละเส้นจะมีความเร็วในการไหลของรถแตกต่างกัน ถ้าต้องขับรถบนทางด่วนพยายามอย่าขับช้าเกินไปจนทำให้คนตามหลังสะดุดความเร็ว ควรเลี้ยงความเร็วที่กลมกลืนกับคันอื่นๆ ในทำนองเดียวกันการขับในชุมชนก็ไม่ต้องทำความเร็วมาก
3. อย่าขับเปลี่ยนเลนไปมา
การขับเปลี่ยนเลนไปมาเป็นเหตุให้รถยนต์เสียสมดุลแล้วพลิกคว่ำ ไม่มีใครมองว่าเราขับเก่งถ้าทำแบบนั้น และถ้าเห็นรถคันไหนขับแบบนี้ก็อย่าไปตอแยเลี่ยงได้เลี่ยงเราเพราะเขาอาจลากรถเราไปคว่ำกับเขาด้วย
ถึงวันนี้เราขับรถได้ไม่น่ารักเท่าไรนัก
แต่ยังมีโอกาสให้เราปรับปรุงได้เสมอ
เพียงเปิดใจยอมรับว่าชีวิตนี้ของเรา
มีค่าพอที่จะไม่ยอมเสี่ยงเมื่ออยู่หลังพวงมาลัย
แล้วพบกันอีกครับ
JohnWis
*****
โฆษณา