Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
กุ้ยหลิน
•
ติดตาม
4 มิ.ย. เวลา 09:26 • ประวัติศาสตร์
ความฝันในหอแดง 103 สีเหยินเยี่ยมมารดา
ฤดูหนาวกลางวันสั้น ได้เวลาอาหารเย็นอีกแล้ว ชมรมกวียุติย้ายมากินอาหารเย็นโดยพร้อมเพรียงกัน มีผู้มาแจ้งหวางฮูหยินว่า
“ฮวาจื้อฟาง 花自芳 พี่ชายของสีเหยินมาแจ้งว่า มารดาป่วยหนักคิดถึงบุตรสาว จึงใคร่ขอความกรุณารับสีเหยินกลับไปเยี่ยมบ้าน”
หวางฮูหยินจึงว่า “มารดาป่วย ไม่อนุญาตให้ไปเยี่ยมได้อย่างไร”
จึงตามพี่เฟิ่งมาบอกให้จัดการตามความเหมาะสม
พี่เฟิ่งรับคำ พอกลับมาถึงเรือนก็สั่งภรรยาโจวยุ่ยให้ไปบอกสีเหยิน พร้อมทั้งสั่งว่า
“เจ้าตามแม่บ้านอีกคนหนึ่งไปกับเจ้าเป็นสองคน พาสาวใช้ไปด้วยสองคนติดตามสีเหยินไปเยี่ยมบ้าน หาบ่าวชายมีอายุสี่คนดูแลเรื่องรถ จัดรถคันใหญ่หนึ่งคันสำหรับพวกเจ้า คันเล็กอีกหนึ่งคันสำหรับสาวใช้”
ภรรยาโจวยุ่ยรับคำ แล้วจะลาไปจัดการ
พี่เฟิ่งสั่งเพิ่มเติมว่า
“สีเหยินเป็นคนไม่มากเรื่อง เจ้าบอกนางตามคำของข้าว่า ให้สวมเสื้อผ้าที่มีสีสัน จัดกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่สักหน่อย เอาเตามือถือไปด้วย ก่อนไปให้มาหาข้า ข้าจะช่วยดู”
ภรรยาโจวยุ่ยรับคำแล้วลาไป
ราวครึ่งวัน สีเหยินแต่งตัวเรียบร้อย ภรรยาโจวยุ่ยกับสาวใช้หอบกระเป๋าเสื้อผ้าและเตามือถือมาหาพี่เฟิ่ง สีเหยินประดับปิ่นทองและมุกดูสวยงาม สวมเสื้อหนังกระรอกเงินสีแดงดอกท้อปักลายร้อยบุปผา กระโปรงแพรสีเขียวอ่อนปักด้ายทอง สวมทับด้วยเสื้อคลุมขนกระรอกเทาสีเขียวคราม
พี่เฟิ่งยิ้มว่า “เสื้อผ้าสามชิ้นนี้เป็นของไท่ไท่ให้ไว้กับเจ้า เสื้อคลุมออกจะเรียบง่ายไปบ้าง อีกทั้งตอนนี้อากาศหนาว ควรสวมเสื้อขนสัตว์หนาสักหน่อย”
สีเหยินยิ้มว่า “ไท่ไท่ให้เสื้อคลุมขนกระรอกเทาตัวนี้ ยังมีขนกระรอกเงินอีกตัว ท่านว่ารอปลายปีจึงจะให้เสื้อขนสัตว์หนา”
พี่เฟิ่งยิ้มว่า “ข้ามีเสื้อคลุมขนสัตว์หนา แต่ขนมันย้วยไปหน่อยว่าจะส่งไปแก้ เจ้าเอาไปใส่ก่อน รอปลายปีไท่ไท่ให้ตัดตัวใหม่ ก็เหมือนเจ้าเอามาคืนข้า”
ทุกคนหัวเราะว่า “คุณนายพูดเสียแบบนี้ ทั้งปีเห็นมือเติบจ่ายแทนไท่ไท่ไปไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร ไม่เห็นเคยไปคิดบัญชีกับไท่ไท่ คราวนี้มาทำกระเบียดกระเสียนเป็นเรื่องตลก”
พี่เฟิ่งยิ้มว่า “ไท่ไท่ไม่มาคิดถึงเรื่องพวกนี้หรอก มันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอันใด แต่หากข้าไม่ดูแลเรื่องการแต่งตัวของพวกเจ้า ข้าเองกลับเสียชื่อ ปล่อยให้แต่ละคนดูเหมือนหมั่นโถวไหม้ 燒糊了卷子 คนจะหัวเราะเยาะข้าว่าดูแลบ้านอย่างไรให้ทุกคนกลายเป็นขอทาน”
ทุกคนต่างถอนหายใจว่า “ใครจะเป็นแม่พระเหมือนคุณนาย เบื้องบนนึกถึงไท่ไท่ เบื้องล่างห่วงใยคนในปกครอง”
พี่เฟิ่งสั่งให้ผิงเอ๋อไปนำเสื้อคลุมหนังจิ้งจอก 天马皮 สีกรมท่าทอลายแปดวงใหญ่ที่ใส่เมื่อวานมาให้สีเหยิน
พี่เฟิ่งมาตรวจดูกระเป๋าเสื้อผ้าของสีเหยินเป็นกระเป๋าผ้าพิมพ์หมึกบุผ้าไหมสีชมพูใบแคบใส่เสื้อบุนวมกับเสื้อคลุมหนังกลางเก่ากลางใหม่สองตัว พี่เฟิ่งสั่งให้ผิงเอ๋อนำกระเป๋าแบบตะวันตกบุผ้าไหมสีหยกเขียวมาให้ใช้แทน และหาเสื้อคลุมกันหิมะอีกตัว
ผิงเอ๋อไปจัดสิ่งของมาตามสั่ง ส่วนเสื้อคลุมกันหิมะนั้นหยิบมาสองตัว ตัวหนึ่งเป็นเสื้อเก่ากำมะหยี่สีแดงสด อีกตัวเป็นเสื้อกลางเก่าผ้าต่วนสีแดงสด
สีเหยินว่า “ตัวเดียวก็พอแล้ว”
ผิงเอ๋อยิ้มว่า “เจ้าเอาเสื้อกำมะหยี่นี้ไป ส่วนอีกตัว ข้าเพียงติดมือมา จะฝากคนเอาไปให้คุณหนูใหญ่สิง 邢大姑娘 เมื่อวานหิมะลงหนัก ใครๆ ก็ใส่เสื้อกำมะหยี่ หรือผ้าต่วนสีแดงสดเหมือนกันดูเป็นระเบียบตัดกับหิมะ มีแต่ของนางเป็นเสื้อเก่ามอซอดูน่าสงสาร ตัวนี้สำหรับนาง”
พี่เฟิ่งยิ้มว่า “ของของข้า นางเอาไปเที่ยวแจกคนอื่น ข้าคนเดียวไม่พอ นางมาช่วยด้วยอีกคน เยี่ยม”
ทุกคนพากันหัวเราะว่า “เป็นเพราะปกติคุณนายกตัญญูไท่ไท่ ห่วงใยเบื้องล่าง หากปกติคุณนายหวงของ ไม่ดูแลเบื้องล่าง นางก็คงไม่กล้า”
พี่เฟิ่งยิ้มว่า “คนรู้ใจข้าก็คือนาง แต่ก็รู้จริงเพียงสามส่วน”
แล้วหันมากำชับสีเหยินว่า
“แม่ของเจ้าหากไม่เป็นอะไรมากก็ดีไป แต่หากอาการไม่ดีต้องอยู่ค้าง เจ้าให้คนกลับมาบอกข้า ข้าจะจัดเครื่องนอนไปให้ อย่าไปใช้เครื่องนอนกับเครื่องสำอางของทางนั้น”
แล้วยังหันมากำชับภรรยาโจวยุ่ยอีกว่า
“พวกเจ้ารู้ระเบียบทางนี้ดี คงไม่ต้องให้ข้ากำชับกระไร”
ภรรยาโจวยุ่ยว่า “ทราบดีทุกอย่าง พอพวกเราไปถึง ก็จะบอกให้คนทางนั้นหลบพวกเรา และหากต้องค้างแรม ต้องจัดห้องพักให้พวกเราต่างหากหนึ่งถึงสองห้อง”
ว่าแล้วก็ตามสีเหยินออกมา สั่งบ่าวให้จุดโคม ทยอยกันขึ้นรถมายังบ้านของฮวาจื้อฟาง
(แม้สีเหยิน ยังไม่ได้เป็นเมียรองหรือเมียบ่าวของเป่าวี่อย่างเป็นทางการ การกลับไปเยี่ยมมารดาครั้งนี้ พี่เฟิ่งจัดแจงเสื้อผ้าเครื่องใช้และผู้ติดตามเหมือนเมียรองกลับไปเยี่ยมบ้าน และให้ภรรยาโจวยุ่ยคอยดูว่าทางบ้านสีเหยินให้การรับรองตามแบบพิธี ไม่ให้เสียเกียรติภูมิจวนหยง)
เมื่อคณะของสีเหยินไปแล้ว ทางด้านพี่เฟิ่งก็ตามหม่อมอจากลานชื่นแดงมาสองคน สั่งการว่า
“สีเหยินคงไม่กลับมาวันนี้ พวกเจ้าคงรู้ว่าควรให้สาวใช้ใหญ่คนไหนไปทำหน้าที่ต้นห้องเป่าวี่เย็นนี้ พวกเจ้ายังต้องช่วยดูแลอย่าให้เป่าวี่ก่อความวุ่นวายอะไรด้วย”
สองหม่อมอรับคำกลับไปได้สักพักใหญ่ก็กลับมาแจ้งว่า
“ได้จัดให้ฉิงเหวิน 晴雯 กับเส้อเยว่ 麝月 เป็นต้นห้อง พวกเราทั้งสี่คนจะผลัดเวรกันดูแลคืนนี้”
พี่เฟิ่งพยักหน้าแล้วว่า “เร่งให้เขาเข้านอนไวหน่อย แล้วคอยปลุกให้ตื่นแต่เช้า”
สองหม่อมอรับคำ แล้วกลับไปยังอุทยาน
สักพัก ภรรยาโจวยุ่ยส่งข่าวมาว่า
“มารดาของสีเหยินนั้นหมดหวังแล้ว 停床 (นอนรอบรรจุโลง) สีเหยินกลับมาไม่ได้”
พี่เฟิ่งนำความมารายงานหวางฮูหยิน แล้วให้คนไปยังอุทยานเอาเครื่องนอน กับเครื่องสำอางของสีเหยิน
เป่าวี่ให้ฉิงเหวิน เส้อเยว่ช่วยจัดแจงให้คนนำไปแล้ว ฉิงเหวินกับเส้อเยว่ก็ล้างเครื่องสำอาง ผัดชุดเสื้อกระโปรง แล้วมานั่งล้อมสุ่มควัน 熏笼 ผิงไออุ่น เส้อเยว่ยิ้มว่า
“ไม่ต้องวางท่าเป็นคุณหนูแล้ว ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวบ้าง”
ฉิงเหวินว่า “รอพวกเจ้าไปกันหมดแล้ว ข้าค่อยขยับยังไม่สาย พวกเจ้ายังอยู่ก็ใช้งานข้าทั้งวัน”
เส้อเยว่ยิ้มว่า “พี่คนดี ข้าจะไปปูเตียง เจ้าปลดผ้าลงมาคลุมกระจกแต่งตัว เจ้าตัวสูงกว่าข้า”
ว่าแล้ว ก็ลุกไปปูเตียงให้เป่าวี่
ฉิงเหวินว่า “เฮ้อ! คนเพิ่งได้นั่งผิงไออุ่น ก็มาใช้งานอีก”
เป่าวี่กำลังนั่งมึนอยู่ คิดถึงมารดาของสีเหยินไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย พอได้ยินฉิงเหวินพูดดังนั้น ก็ลุกขึ้นเดินออกมาปลดม่านคลุมกระจกลง แล้วกลับเข้ามายิ้มว่า
“พวกเจ้าอุ่นให้พอ ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว”
ฉิงเหวินว่า “มันไม่อุ่นแล้วสิ ข้าเพิ่งนึกได้ว่า ยังไม่ได้เอาหม้อน้ำร้อน 汤婆子 มา”
เส้อเยว่ว่า “เจ้าก็คงนึกไม่ถึง ปกติเขาก็ไม่ค่อยได้ใช้หม้อน้ำร้อน บนสุ่มควันของพวกเรานี่อุ่นสบาย ไม่เย็นเหมือนเตียงผิงในห้องเขานั่น วันนี้ไม่ต้องใช้หรอก”
เป่าวี่ยิ้มว่า “พวกเจ้าสองคนมานอนบนสุ่มนั่น นอกห้องข้าก็ไม่มีใครอยู่ ข้าขี้กลัว คงนอนไม่หลับทั้งคืน”
ฉิงเหวินว่า “ข้าจะนอนที่นี่ เส้อเยว่ไง ท่านให้เขานอนนอกห้องท่าน”
ยามหนึ่งแล้ว เส้อเยว่ปลดมุ้งลงมากาง ย้ายตะเกียง เตาเครื่องหอม ดูแลเป่าวี่เข้านอน แล้วทั้งสองจึงเข้านอนบ้าง ฉิงเหวินนอนบนสุ่มควัน เส้อเยว่นอนที่ห้องอุ่น 暖阁 ด้านนอก (ห้องเติมถ่านหรือฟืนให้เตียงผิง)
ตกยามสาม เป่าวี่ละเมอเรียกสีเหยินสองครั้ง แต่ไม่มีใครขานตอบ เป่าวี่จึงตื่นลุกขึ้นมา แล้วนึกได้ว่าสีเหยินไม่อยู่บ้านจึงหัวเราะกับตัวเอง ฉิงเหวินก็ตื่นแล้วเรียกเส้อเยว่ว่า
“ข้ายังตื่นเลย เจ้าเฝ้าอยู่ด้านข้างไม่รู้เรื่องเลยหรือ นอนนิ่งเป็นศพอยู่นั่น”
เส้อเยว่บิดตัวหาวว่า “เขาเรียกสีเหยิน เกี่ยวอะไรกับข้า” แล้วถามเป่าวี่ว่า “จะเอาอะไร”
เป่าวี่ว่าอยากดื่มชา
เส้อเยว่ลุกขึ้นมาสวมเสื้อคลุมแพรแดงตัวเดียว เป่าวี่ว่า
“ใส่เสื้อหนังอีกตัว ระวังหนาว”
เส้อเยว่รับเสื้อจากเป่าวี่มาใส่ แล้วล้างมือในอ่าง เทน้ำอุ่นจอกหนึ่ง หยิบกระโถนบ้วนน้ำ ส่งให้เป่าวี่บ้วนปาก จากนั้นจึงหยิบถ้วยน้ำชาจากชั้นวางนำไปลวกน้ำร้อน แล้วเทน้ำชาหนึ่งถ้วยใหญ่ส่งให้เป่าวี่ดื่ม ตัวเองก็บ้วนปากแล้วเทน้ำชาดื่มด้วยครึ่งถ้วย
ฉิงเหวินยิ้มว่า “น้องคนดี ขอข้าชิมด้วยสักคำ”
เส้อเยว่ยิ้มว่า “ยังมีหน้ามาขอ”
ฉิงเหวินว่า “น้องคนดี คืนพรุ่งนี้เจ้าไม่ต้องทำอะไร ข้าจะคอยรับใช้ทั้งคืน เป็นไง”
เส้อเยว่จึงเทน้ำให้นางบ้วนปาก แล้วเทน้ำชาให้ครึ่งถ้วย
เส้อเยว่ยิ้มว่า “พวกเจ้าสองคนอย่าเพิ่งนอน คุยกันไปก่อน ข้าออกไปเดี๋ยวก็มา”
ฉิงเหวินยิ้มว่า “ข้างนอกมีผีรอหลอกเจ้าอยู่”
เป่าวี่ว่า “ข้างนอกมีพระจันทร์ดวงใหญ่ไง พวกเราคุยกันก่อน ปล่อยนางไป” พูดแล้วก็ไอแค่กๆ สองที
เส้อเยว่เปิดประตูหลัง แหวกม่านขึ้นเห็นพระจันทร์ดวงงามจริง ฉิงเหวินรอนางออกไปก่อน แล้วจะตามไปหลอกผี ถือดีว่าตัวเองแข็งแรงไม่กลัวหนาว ไม่สวมเสื้อเพิ่ม ย่องลงจากสุ่มควันแอบตามหลังไป
เป่าวี่เตือนว่า “พอเถอะ หนาวตายไม่สนุก”
ฉิงเหวินเพียงแต่โบกมือ แล้วตามออกไปทางประตูหลัง แสงจันทร์กระจ่างนวล ลมโชยมาหอบหนึ่ง หนาวเสียดกระดูก ขนลุกชันไปหมด ฉิงเหวินจึงตรองว่า
“มิน่าเขาถึงว่า กายอุ่นอย่าต้องลม หนาวร้ายกาจจริงๆ”
ฉิงเหวินยังดันทุรังจะตามไปหลอก เป่าวี่ตะโกนเสียงดังจากด้านในว่า
“ฉิงเหวินออกไปแล้ว”
ฉิงเหวินจึงรีบหันหลังกลับเข้าห้องมาหัวเราะว่า
“ข้าหลอกนางไม่ถึงตายหรอก ไม่เหมือนท่านขวัญอ่อนเป็นยายเฒ่า”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ข้าไม่กลัวนางถูกหลอก แต่กลัวเจ้าจะแข็งตาย อีกอย่าง ถ้านางร้องเสียงดังจนคนตื่นกันหมด เขาจะไม่ว่าเราเอาแต่สนุก แต่จะว่าสีเหยินไม่อยู่คืนเดียว พวกเราก็เล่นพิเรนทร์ เจ้ารีบเอาผ้าห่มข้าไปพันตัวไว้”
ฉิงเหวินรับเอาผ้าห่มไปพันตัวไว้ แล้วซุกมือเข้าไปไว้ข้างใน
เป่าวี่ยิ้มว่า “มือเย็นล่ะสิ ข้าว่าแล้วว่าหนาวจนตัวแข็ง”
พอมองเห็นสองแก้มนางแดง ก็เอามือลูบดูเย็นเหมือนน้ำแข็ง จึงว่า “รีบมุดเข้าไปในผ้าห่ม”
ไม่ทันขาดคำ เสียงประตูดังปัง เส้อเยว่ลุกลี้ลุกลนเข้ามาหัวเราะว่า
“ตกใจแทบตาย ข้าเห็นเงาคนตะคุ่มๆ นั่งคุดคู้อยู่หลังเขาจำลอง กำลังจะร้อง ที่แท้เป็นไก่ป่าพอเห็นคนมาบินหนีออกมายังที่สว่างให้ข้าเห็น ถ้าข้าขาดสติร้องออกมาเลย คนคงตกใจตื่นกันหมด”
นางเล่าไป เดินไปล้างมือ แล้วยิ้มว่า
“เห็นว่าฉิงเหวินออกไปข้างนอก ทำไมข้าไม่เห็นนาง คงคิดจะออกไปหลอกข้า”
เป่าวี่ยิ้มว่า “นางอยู่นี่ไง ขดอยู่ในผ้าห่มนี่ ถ้าข้าไม่ตะโกนดักไว้ คงหลอกเจ้าจนสะดุ้งโหยง”
ฉิงเหวินยิ้มว่า “ไม่ต้องให้ข้าหลอก ยายม้าดีดกะโหลกก็เจอเรื่องสยองขวัญเอง”
พูดแล้วก็มุดกลับเข้าไปในผ้าห่ม
เส้อเยว่ว่า “ดูนางแต่งตัวอย่างกับจะไปขี่ม้าเล่นกายกรรม”
เป่าวี่ยิ้มว่า “นางออกไปทั้งอย่างนี้แหละ”
เส้อเยว่ว่า “เจ้าอยากตายไม่ดูฤกษ์ยาม ออกไปยืนแบบนี้ ผิวคงแข็งแตกหมด”
ว่าแล้วก็ไปเปิดฝาครอบเตาผิง เอาปากคีบคีบถ่านฝังลึกลงไป เอาไม้หอมสองชิ้นวางไว้ข้างบนแล้วปิดฝา เดินไปที่ฉาก เร่งไฟตะเกียง แล้วกลับเข้านอน
ฉิงเหวินเจอหนาวแล้วมาเจอร้อน ถึงกับจามสองหน เป่าวี่ถอนหายใจว่า
“เป็นอย่างไรล่ะ หวัดเล่นงานแล้วสิ”
เส้อเยว่ยิ้มว่า “เช้านางบ่นว่าไม่ค่อยปกติ ทั้งวันไม่กินอะไร แล้วยังไม่ระวังตัว จะออกไปเล่นหลอกคน พรุ่งนี้ไม่สบาย ก็เพราะนางทำตัวเอง”
เป่าวี่ถามว่า “ตัวร้อนหรือเปล่า”
ฉิงเหวินไอสองครั้งแล้วว่า “ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้อ่อนปวกเปียกขนาดนั้น”
เสียงนาฬิกานอกห้องตีสองที เสียงหม่อมอเฒ่าไอแล้วบอกว่า
“คุณหนูนอนกันได้แล้ว มีอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้”
เป่าวี่ยิ้มแล้วกระซิบกระซาบว่า
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ไปแหย่พวกเขาตื่นมาเอ็ดอีก”
แล้วทุกคนก็เข้านอน
ตอนก่อนหน้า : กลอนอดีตรำพัน
https://www.blockdit.com/posts/6a1d5107802754fa24168093
ตอนถัดไป : ฉิงเหวินเป็นไข้
1 บันทึก
4
1
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ความฝันในหอแดง
1
4
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย