4 มิ.ย. เวลา 16:41 • หนังสือ

อิตาโล กัลวีโน (Italo Calvino)

(1923–1985)
เรื่องสั้นแนวโพสต์โมเดิร์นที่มีทั้งความรู้รอบตัวและความสนุกสนานของกัลวีโน ทำให้เขาเป็นหนึ่งในนักเขียนคนสำคัญที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 งานเขียนของเขาช่วยทลายกรอบความคาดหวังแบบเดิมๆ ทั้งในแง่ของรูปแบบและเนื้อหา รวมถึงบทบาทของผู้เขียนและผู้อ่าน
อิตาโล กัลวีโน (Italo Calvino) เกิดที่ประเทศคิวบาในปี 1923 ในครอบครัวชาวอิตาลีที่ทั้งพ่อและแม่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ครอบครัวของเขาย้ายไปอยู่ที่เมืองซานเรโม (San Remo) ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นที่ที่เขาใช้ชีวิตในวัยเด็ก และเมื่ออายุได้ 18 ปี แม้ว่าเขาจะรักวรรณกรรมมาก แต่เขาก็ได้ลงทะเบียนเรียนสาขาเกษตรศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยตูริน (ก่อนจะย้ายไปเรียนที่ฟลอเรนซ์ในเวลาต่อมา)
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาได้กลายเป็นคอมมิวนิสต์และเข้าร่วมกลุ่มต่อต้านฟาสซิสต์ เขากลับมาศึกษาต่อที่เมืองตูรินจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาวรรณกรรม ด้วยความมุ่งมั่นทางการเมือง เขาเข้าทำงานเป็นนักเขียนให้กับหนังสือพิมพ์คอมมิวนิสต์ชื่อ ลูนิตา (L'Unità) แต่เขาก็ได้ลาออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ในอีก 12 ปีต่อมา เนื่องจากความผิดหวังจากการที่กองทัพโซเวียตบุกรุกประเทศฮังการีในปี 1956
ประสบการณ์ช่วงที่เขาเข้าร่วมกลุ่มต่อต้านกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในงานเขียนเชิงจินตนาการสองเรื่องของเขา ได้แก่ นวนิยายแนวสัจนิยมใหม่เรื่อง เส้นทางสู่รังแมงมุม (The Path to the Spiders’ Nests, 1947) ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มต่อต้านผ่านมุมมองของเด็กชาย และรวมเรื่องสั้นเรื่อง อดัมยามบ่ายและเรื่องอื่นๆ (Adam, One Afternoon and Other Stories, 1949)
ในปี 1955 กัลวีโนได้มีความสัมพันธ์ที่ร้อนแรงกับ เอลซา เด โจร์จี (Elsa De Giorgi) หญิงสาวที่แต่งงานแล้ว จดหมายรักแสนวาบหวามที่เขาเขียนถึงนักแสดงสาวผู้นี้กลายเป็นประเด็นอื้อฉาวเมื่อถูกนำมาตีพิมพ์ภายหลังการเสียชีวิตของเขาในปี 2004 ด้วยความที่เป็นคนรักความเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง กัลวีโนคงจะไม่พอใจแน่หากเขารู้ว่าชีวิตส่วนตัวของเขาถูกจับจ้องเช่นนี้
ศิลปะแห่งการประพันธ์
ในช่วงทศวรรษ 1950 ผลงานของอิตาโล กัลวีโน ได้เปลี่ยนไปสู่แนวแฟนตาซีและนิทานเชิงเปรียบเทียบ โดยมีเรื่องสั้น 3 เรื่องที่ได้รับชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ได้แก่ The Cloven Viscount, 1952, The Baron in the Trees, 1957 และThe Nonexistent Knight, 1959
นับจากช่วงเวลานี้เป็นต้นไป ในงานเขียนที่มีกลิ่นอายของบอร์เฆส (Borges) เซร์บันเตส (Cervantes) และคาฟคา (Kafka) กัลวีโนได้ละทิ้งแนวสัจนิยมไปพร้อมกับแนวคิดที่ว่าผู้เขียนเป็นผู้ควบคุมความหมายของเรื่อง ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา เช่นในรวมเรื่องสั้น t zero, 1967 งานเขียนของเขาได้กลายเป็นเกมอันซับซ้อนที่เชิญชวนให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมในการคลี่คลายเรื่องราว
กัลวีโนแต่งงานกับ เอสเธอร์ จูดิท ซิงเกอร์ (Esther Judith Singer) นักแปลชาวอาร์เจนตินา ในปี 1964 หลังจากย้ายไปอยู่กรุงโรมซึ่งเป็นสถานที่ที่ โจวานนา (Giovanna) ลูกสาวของพวกเขาเกิด
เขาได้หันไปสนใจเขียนเรื่องสั้นที่กลายมาเป็นรวมผลงานสุดล้ำและได้รับคำชื่นชมอย่างสูงเรื่อง Cosmicomics, 1965–c.1968 ซึ่งเต็มไปด้วยการอ้างอิงที่หลากหลายตั้งแต่ แซมยวล เบ็กกิต (Samuel Beckett) ลูอิส แคร์รอลล์ (Lewis Carroll) พีชคณิต ดาราศาสตร์ สัญวิทยา โครงสร้างนิยม ไปจนถึงการ์ตูนเรื่องป๊อปอาย โดยนิทานเหล่านี้มุ่งเน้นที่จะบอกเล่าเรื่องราวการกำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาลใหม่
ก่อนหน้าการปฏิวัติปี 1968 ไม่นาน กัลวีโนได้ย้ายครอบครัวไปอยู่ปารีสและเข้าร่วมกลุ่มวรรณกรรมแนวหัวก้าวหน้าชื่อ อูลิโป (Oulipo) จากนั้นในปี 1972 เขาได้ตีพิมพ์เรื่อง Invisible Cities ซึ่งเป็นงานเขียนที่งดงามและชวนหลงใหล โดยสำรวจแนวคิดที่ว่า "ความหมาย" ไม่ใช่สิ่งคงที่ แต่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการปฏิเสธความเป็นไปได้ของความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่ตายตัว
ผลงานแนว metafictional ที่โด่งดังที่สุดของเขาคือ If on a Winter’s Night a Traveller, 1979 ซึ่งประกอบด้วยนวนิยายที่แต่งไม่จบ 10 เรื่อง เป็นหนังสือที่ว่าด้วยการอ่านและกระบวนการทางวรรณกรรม โดยมีบางช่วงที่เขียนขึ้นในบุรุษที่สอง ซึ่งสื่อสารกับ "คุณ" ผู้อ่าน ผู้ซึ่งกลายมาเป็นตัวละครสำคัญในเนื้อหาว่า "คุณกำลังจะเริ่มอ่านนวนิยายเรื่องใหม่ของ อิตาโล กัลวีโน เรื่อง If on a Winter’s Night a Traveller ผ่อนคลายเสียหน่อย มีสมาธิ และขจัดความคิดอื่นๆ ออกไปให้หมด"
ในปี 1980 กัลวีโนย้ายกลับกรุงโรม และตีพิมพ์ผลงานชิ้นสุดท้ายเรื่อง Mr Palomar ในอีก 3 ปีต่อมา เขาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเมืองเซียนา (Siena) ด้วยภาวะเลือดออกในสมองในปี 1985 ในวัย 61 ปี ในขณะที่เขาเสียชีวิตนั้น เขาเป็นนักเขียนร่วมสมัยชาวอิตาลีที่มีผลงานถูกแปลมากที่สุดในโลก
อูลิโป (Oulipo)
ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 กัลวีโนได้กลายเป็นสมาชิกคนสำคัญของกลุ่มนักเขียนเชิงทดลองในปารีสที่ชื่อว่า อูลิโป (Oulipo) ซึ่งย่อมาจาก Ouvroir de littérature potentielle (เวิร์กชอปแห่งวรรณกรรมที่เป็นไปได้) ณ ที่แห่งนี้ เขาได้พบกับนักเขียนและนักทฤษฎีคนสำคัญ อาทิ โรฮองด์ บาร์ต (Roland Barthes) เรมงด์ เกโน (Raymond Queneau) โคลด เลวี-สเตราส์ (Claude Lévi-Strauss) และ จอร์จ เปแฮค (Georges Perec) ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อแนวคิดทางทฤษฎีของเขาที่มีต่อวรรณกรรมและการเขียน
กลุ่มอูลิโปได้สำรวจหัวข้อต่างๆ มากมาย รวมถึงการค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างตัวเลข ระบบเชิงตรรกะ และวรรณกรรม ตลอดจนสำรวจ "ศักยภาพอันไม่สิ้นสุดของภาษาในการสร้างรูปแบบใหม่ๆ" ขึ้นมา
ที่มา: Writers who changed history
โฆษณา