5 มิ.ย. เวลา 08:28 • บ้าน & สวน
เขตสายไหม

BTU ย่อมาจาก British Thermal Unit เป็นหน่วยวัด “ความสามารถในการทำความเย็น” ของแอร์

พูดง่าย ๆ คือ
BTU ยิ่งสูง = แอร์ดึงความร้อนออกจากห้องได้มากขึ้นใน 1 ชั่วโมง
ตัวอย่างเช่น แอร์ 12,000 BTU หมายถึงแอร์มีความสามารถในการลด/ดึงความร้อนออกจากห้องได้ประมาณ 12,000 BTU ต่อชั่วโมง
ทำไมขนาดห้องยิ่งใหญ่ BTU ต้องยิ่งเยอะ?
เพราะ ห้องใหญ่มีอากาศมากกว่า และมีพื้นที่รับความร้อนมากกว่า แอร์จึงต้องใช้กำลังมากขึ้นในการทำให้ห้องเย็น
ห้องใหญ่จะมีความร้อนสะสมจากหลายอย่าง เช่น
1. ปริมาณอากาศในห้องมากกว่า
ห้องใหญ่มีอากาศให้แอร์ต้องทำความเย็นมากกว่า
2. ผนัง พื้น เพดาน หน้าต่าง รับความร้อนมากกว่า
พื้นที่มากขึ้น ความร้อนจากภายนอกเข้ามามากขึ้น
3. คน เครื่องใช้ไฟฟ้า และแสงแดดเพิ่มภาระให้แอร์
คน 1 คน เครื่องใช้ไฟฟ้า ทีวี คอมพิวเตอร์ หลอดไฟ ล้วนปล่อยความร้อนออกมา
ถ้าเลือก BTU น้อยเกินไปจะเกิดอะไร?
แอร์จะทำงานหนักมาก แต่ห้องเย็นช้า หรือไม่เย็นเลย
ผลเสียคือ:
คอมเพรสเซอร์ทำงานนาน
กินไฟมาก
แอร์เสื่อมเร็ว
อายุการใช้งานสั้นลง
ห้องไม่สบาย เย็นไม่ทั่วถึง
ถ้าเลือก BTU มากเกินไปดีไหม?
ไม่เสมอไปครับ
ถ้า BTU ใหญ่เกินห้องมาก ๆ แอร์จะเย็นเร็วแล้วตัดเร็ว ทำให้
ความชื้นในห้องอาจไม่ถูกลดออกดีพอ
ห้องเย็นแบบอับ ๆ ชื้น ๆ
เปลืองค่าเครื่อง
เปิด–ปิดคอมเพรสเซอร์บ่อย อาจกระทบอายุการใช้งาน
สูตรจำง่าย
โดยประมาณสำหรับห้องทั่วไปในไทย:
BTU ≈ พื้นที่ห้อง ตร.ม. × 700–900
ตัวอย่าง:
ขนาดห้อง BTU ที่เหมาะโดยประมาณ
12 ตร.ม. 9,000 BTU
16 ตร.ม. 12,000 BTU
20–24 ตร.ม. 18,000 BTU
28–32 ตร.ม. 24,000 BTU
ถ้าห้องโดนแดดจัด อยู่ชั้นบนสุด เพดานสูง หรือมีคนอยู่หลายคน ควรเผื่อ BTU เพิ่มขึ้นครับ
สรุป: BTU คือกำลังทำความเย็นของแอร์ ห้องยิ่งใหญ่ ความร้อนและปริมาณอากาศยิ่งมาก จึงต้องใช้ BTU มากขึ้น เพื่อให้แอร์เย็นพอดี ไม่ทำงานหนัก และประหยัดไฟกว่าในระยะยาวครับ
👨‍🔧 ช่างแอร์ ในตำนาน
🔧 ล้างแอร์ | ซ่อมแอร์ | ย้ายแอร์ | ติดตั้งแอร์
สอบถามปัญหาแอร์ 24 ชั่วโมง
LINE : @airfixman
#ล้างแอร์ | #ซ่อมแอร์ | #ย้ายแอร์ | #ติดตั้งแอร์
โฆษณา