5 มิ.ย. เวลา 16:03 • หนังสือ

เจมส์ บอลด์วิน (James Baldwin)

(1924–1987)
เจมส์ บอลด์วิน เป็นนักเขียนนวนิยาย นักเขียนความเรียง นักเขียนบทละคร และนักเคลื่อนไหว เขาเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทอย่างมากในแวดวงวรรณกรรมคนผิวดำของอเมริกาช่วงกลางศตวรรษที่ 20 โดยผลงานของเขาไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเรื่องความไม่ยุติธรรมทางเชื้อชาติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศและศาสนาด้วย
เจมส์ บอลด์วิน (James Baldwin) เกิดเมื่อปี 1924 ในย่านฮาร์เล็ม (Harlem) กรุงนิวยอร์ก เป็นบุตรของเอ็มมา เบอร์ดิส โจนส์ (Emma Berdis Jones) ซึ่งเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว โดยไม่มีการบันทึกว่าใครคือพ่อแท้ๆ ของเขา ต่อมาอีกสามปี แม่ของเขาได้แต่งงานกับเดวิด บอลด์วิน (David Baldwin) ซึ่งเป็นนักเทศน์นิกายอีวานเจลิคัล
เมื่ออายุ 14 ปี เจมส์ได้เข้าร่วมกับโบสถ์แห่งหนึ่งในฮาร์เล็มซึ่งมีโรซา อาร์ทิมิส “มาเธอร์” ฮอร์น (Rosa Artemis “Mother” Horn) เป็นผู้นำ เขาได้กลายเป็นหนึ่งในนักเทศน์เยาวชนของโบสถ์อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาสามารถใช้พรสวรรค์ด้านการพูดที่มีมาแต่กำเนิด ความทรงจำในวัยเด็กและช่วงวัยรุ่นนี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับนวนิยายเรื่องแรกของเขาที่ชื่อ Go Tell It on the Mountain ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1953
หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย บอลด์วินได้ย้ายไปใช้ชีวิตที่ย่านกรีนวิชวิลเลจ (Greenwich Village) ในนิวยอร์ก ที่นั่นเองเขาเริ่มสร้างชื่อเสียงในฐานะนักเขียนและเริ่มสำรวจความรู้สึกดึงดูดใจที่เขามีต่อเพศเดียวกัน
อิทธิพลสำคัญต่อผลงาน
ในฐานะนักเขียนคนผิวดำ บอลด์วินได้ต่อยอดรากฐานจากผลงานของนักเขียนชาวอเมริกันผิวดำรุ่นก่อนหน้า เช่น Native Son ของ ริชาร์ด ไรต์ (Richard Wright) และ Invisible Man ของ ราล์ฟ เอลลิสัน (Ralph Ellison) ในปี 1948 เขาได้ย้ายไปใช้ชีวิตที่ประเทศฝรั่งเศส เนื่องจากเขารู้สึกว่าสหรัฐอเมริกาเปรียบเสมือนกรงขังจากการที่สังคมมีความเป็นปฏิปักษ์ต่อคนผิวดำและคนที่มีความหลากหลายทางเพศ
บอลด์วินเขียนร่างแรกของ Go Tell It on the Mountain ในปี 1952 ขณะพักอาศัยอยู่ในบ้านของ ลูเซียง แฮปเปอร์สเบอร์เกอร์ (Lucien Happersberger) ซึ่งเป็นคนรักของเขาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ความซื่อตรงของนวนิยายเรื่องนี้ในการถ่ายทอดประเด็นเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ครอบครัว และเรื่องเพศ ได้รับคำชมในทันทีเมื่อตีพิมพ์ที่นิวยอร์กในปีต่อมา
Giovanni’s Room (1956) เป็นนวนิยายเรื่องที่สองของเขา โดยมีฉากหลังเป็นกรุงปารีสและทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ครั้งนี้เน้นไปที่เรื่องของเพศวิถี ตัวละครหลักต้องเผชิญกับความสับสนระหว่างความสัมพันธ์อันเร่าร้อนกับบาร์เทนเดอร์ที่ชื่อ จิโอวันนี (Giovanni) กับการหมั้นหมายกับหญิงสาวชาวอเมริกันคนหนึ่ง
นวนิยายเรื่องที่สามของบอลด์วินคือ Another Country (1962) ซึ่งกลายเป็นหนังสือขายดีและตอกย้ำชื่อเสียงของเขาในฐานะหนึ่งในนักเขียนนวนิยายชาวอเมริกันชั้นนำที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะนั้น เนื้อเรื่องดำเนินไปในสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส โดยติดตามชีวิตของกลุ่มเพื่อน พร้อมสำรวจประเด็นเรื่องเชื้อชาติ ความเคารพในวัฒนธรรม เพศวิถี ศาสนา และครอบครัว
ผลงานช่วงหลัง
นอกจากนวนิยายแล้ว บอลด์วินยังได้เขียนบทละครสองเรื่อง คือ The Amen Corner (1955) และ Blues for Mr. Charlie (1965) รวมถึงหนังสือรวมบทความอีกสองเล่ม คือ Notes of a Native Son (1955) และ Nobody Knows My Name (1961) ซึ่งส่งผลให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักเขียนบทความที่น่าประทับใจที่สุดในยุคนั้น
ผลงานเรื่อง The Fire Next Time (1963) ซึ่งประกอบไปด้วยบทความสั้นหนึ่งบท และบทความขนาดยาวเรื่อง “Letter from a Region in My Mind” ได้สร้างสถิติด้วยการติดอันดับหนังสือขายดีของ New York Times นานกว่า 40 สัปดาห์ แม้ว่าผลงานชิ้นต่อๆ มาของเขาจะไม่ได้รับเสียงชื่นชมในระดับเดียวกันนี้ก็ตาม ในปี 1987 บอลด์วินได้เสียชีวิตลงที่บ้านพักในทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ขณะมีอายุได้ 63 ปี
บอลด์วินกับการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง
บอลด์วินเรียกตัวเองว่าเป็น “พยาน” ผู้เห็นเหตุการณ์ในขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง (Civil Rights Movement) ซึ่งเป็นการรณรงค์เพื่อยุติการแบ่งแยกและการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าเขาจะมีความกังขาต่อการยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีอย่างเต็มรูปแบบของขบวนการ แต่เขาก็ได้กลายเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนที่มีวาทศิลป์ในการโน้มน้าวใจผู้คนมากที่สุดคนหนึ่ง
เขาได้พบกับผู้นำขบวนการอย่าง มาร์ติน ลูเธอร์ คิง (Martin Luther King) เป็นครั้งแรกในปี 1957 ระหว่างการเดินทางไปทำวิจัยในพื้นที่ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา และในเวลาต่อมา เขายังได้สร้างมิตรภาพกับ มัลคอล์ม เอ็กซ์ (Malcolm X) โฆษกของกลุ่มชาตินิยมคนผิวดำอีกด้วย
ในเดือนพฤษภาคม 1963 บอลด์วินได้เข้าพบครั้งสำคัญกับ อัยการสูงสุด โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี (Robert F. Kennedy) โดยเขาได้เร่งเร้าให้เคนเนดีผลักดันร่างกฎหมายสิทธิพลเมืองให้ผ่านสภาโดยเร็ว และในปลายปีเดียวกันนั้น เขาได้เข้าร่วมการชุมนุมครั้งประวัติศาสตร์ “March on Washington for Jobs and Freedom” ซึ่งมีผู้คนเข้าร่วมกว่า 250,000 คน
ที่มา: Writers who changed history
โฆษณา