5 มิ.ย. เวลา 16:28 • หนังสือ

กึนเทอร์ กราส (Günter Grass)

(1927–2015)
กึนเทอร์ กราส เป็นทั้งนักเขียน ศิลปิน และกวี เขาได้รับสมญานามว่าเป็น “มโนธรรมของชาติ (the
conscience of a nation)” หลังจากที่ผลงานนวนิยายเรื่อง The Tin Drum ของเขาได้ถ่ายทอดภาพสะท้อนที่เสียดสีอย่างเจ็บแสบของชาวเยอรมันทั่วไปภายใต้ระบอบนาซี และการที่พวกเขาพยายามปฏิเสธเรื่องราวในอดีตของตนเอง
กึนเทอร์ วิลเฮล์ม กราส (Günter Wilhelm Grass) เกิดเมื่อปี 1927 เขามีอายุ 11 ปีตอนที่ดานซิก (Danzig) ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา (ปัจจุบันคือเมืองกดัญสก์ (Gdansk) ประเทศโปแลนด์) ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมนีนาซี แม้ว่าดานซิกจะเป็นเมืองอิสระภายใต้สันนิบาตชาติ แต่ชาวเยอรมันในเมืองจำนวนมากกลับภักดีต่อไรช์ (Reich)
กราสเติบโตมากับน้องสาว พ่อที่เป็นชาวเยอรมัน และแม่ที่เป็นชาวคาชูเบียน (Kashubian) เขาได้เห็นการขยายอิทธิพลของลัทธินาซีที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา รวมถึงการข่มเหงรังแกกลุ่มคนที่เป็นชนกลุ่มน้อยในเมือง กราสยอมรับว่าตัวเองเป็นเด็กที่ติดแม่ และมีความหลงใหลในประวัติศาสตร์ศิลปะ ซึ่งเขาเรียนรู้ผ่านการสะสมการ์ดรูปผลงานศิลปะชิ้นเอกที่มักแถมมากับซองบุหรี่
การต่อสู้เพื่อมาตุภูมิ
กราสได้เข้าร่วมกลุ่มยุงฟอล์ค (Jungvolk) ซึ่งเป็นองค์กรเยาวชนของพรรคนาซี และหลังจากผ่านการฝึกทหารภาคบังคับ เขาก็ได้เข้าร่วมกองพันทหารปืนใหญ่ของหน่วยวัฟเฟินเอสเอส (Waffen SS) ที่น่าสะพรึงกลัวตอนอายุเพียง 17 ปี เขาเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ในช่วงปีสุดท้ายของสงครามที่โหดร้ายทารุณ เขาได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้กับกองทัพโซเวียตที่กำลังรุกคืบเข้ามา และขณะที่กำลังพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บในสถานพักฟื้นนั้น กองกำลังสหรัฐฯ ก็ได้จับกุมตัวเขาในฐานะเชลยศึก
ในหนังสือ Peeling the Onion (2007) ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดบันทึกความทรงจำสามภาคของเขา กราสพยายามทำความเข้าใจตัวตนในวัยเด็กที่ไร้ความรู้สึกต่อความทุกข์ยากของผู้อื่นในช่วงเวลาที่กระแส “ท่านผู้นำ ประชาชาติ และมาตุภูมิ” (Führer, Folk, and Fatherland) กำลังโหมกระหน่ำ เขาเขียนถึงภาพยนตร์ข่าวที่นำเสนอวีรบุรุษชาวเยอรมันในแนวหน้าว่า “ผมหลงเชื่อ ‘ความจริง’ ฉบับขาวดำที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาอย่างง่ายดาย” เขาเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ปกปิดสถานะการเป็นสมาชิกหน่วยเอสเอสของตนเองไว้นานเกือบครึ่งศตวรรษ
ความสำเร็จและข้อพิพาท
หลังสงคราม กราสทำงานในฟาร์มและเหมืองโปแตช ก่อนจะเข้าศึกษาด้านศิลปะที่เมืองดึสเซลดอร์ฟ (Düsseldorf) และเบอร์ลิน ในกรุงปารีสเขาได้เข้าร่วมกลุ่มนักเขียนทรงอิทธิพลที่ชื่อ กรูพเพอ 47 (Gruppe 47) และได้ตีพิมพ์ผลงานบทกวี บทละคร รวมถึงนวนิยายเรื่องแรกคือ The Tin Drum (1959) หนังสือเล่มนี้ก่อให้เกิดข้อกล่าวหาเรื่องการลบหลู่ศาสนาและอนาจารในเยอรมนี อีกทั้งยังถูกแบนในเมืองกดัญสก์ ซึ่งเป็นเมืองคอมมิวนิสต์ในขณะนั้นและเป็นฉากหลังของเรื่อง
อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ทำให้ผู้เขียนได้รับคำชื่นชมไปทั่วโลก และได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1999
กราสใช้ตัวละครเอกอย่าง ออสการ์ มัทเซอร์ราธ (Oskar Matzerath) เด็กชายตัวเล็กที่ดุดัน ผู้มีกลองทินดรัมคู่ใจและเสียงกรีดร้องที่สามารถทำลายกระจกได้ เพื่อย้อนกลับไปสำรวจความทรงจำเกี่ยวกับความโหดร้ายของสงครามและผลกระทบที่ตามมาซึ่งผู้คนมักมองข้าม โดยถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการผสมผสานของเวทมนตร์ จินตนาการ และการมองย้อนกลับไปในอดีต
เขาพัฒนาสไตล์การเขียนอย่างต่อเนื่องในผลงานเรื่อง Cat and Mouse (1961) และ Dog Years (1963) ซึ่งร่วมกับ The Tin Drum กลายเป็นชุด “Danzig Trilogy” และในผลงานเรื่อง Crabwalk (2002) ซึ่งมีเนื้อหาศูนย์กลางอยู่ที่เหตุการณ์จริงของการที่เรือลี้ภัย “วิลเฮล์ม กุสลอฟฟ์” (Wilhelm Gustloff) ซึ่งบรรทุกชาวเยอรมันหลายพันคนถูกเรือดำน้ำรัสเซียยิงจม
ในฐานะนักศีลธรรมผู้จริงจัง กราสเคยเป็นนักเขียนเงาให้กับนักการเมืองอย่าง วิลลี บรันท์ (Willy Brandt) จากพรรคสังคมประชาธิปไตย และเขียนผลงานด้านการเมืองออกมาอีกหลายชุด เขาทำให้หลายคนไม่พอใจเมื่อเขาคัดค้านการรวมประเทศเยอรมนีในปี 1990 เนื่องจากเกรงว่าเยอรมนีที่รวมตัวกันใหม่จะกลับกลายเป็นรัฐชาติที่ก้าวร้าวอีกครั้ง เขาเสียชีวิตในวัย 87 ปี ใกล้กับบ้านพักในเมืองลือเบ็ค (Lübeck) ทางตอนเหนือของเยอรมนี
รูปแบบการเขียน
ความเป็นจริงที่ถูกขยายออกไป
นวนิยายของกราสมักถูกอธิบายว่าเป็นแนว “สัจนิยมมหัศจรรย์” (magical realism) เนื่องจากมีการผสมผสานระหว่างเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่แม่นยำกับจินตนาการอันล้ำเลิศและการบรรยายที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก อย่างไรก็ตาม กราสชื่นชอบที่จะเรียกสไตล์การเขียนของเขาว่า “ความเป็นจริงที่ถูกขยายออกไป” (broadened reality) มากกว่า
ใน The Tin Drum เขาได้ทำลายความคาดหวังที่มีต่อนวนิยายแนวสัจนิยมด้วยการใช้ “ผู้บรรยายที่ไม่น่าเชื่อถือ” อย่างออสการ์ ซึ่งเริ่มต้นเล่าเรื่องราวของเขาจากในโรงพยาบาลจิตเวช กราสมักจะสลับการเล่าเรื่องจากมุมมองบุรุษที่หนึ่งไปเป็นบุรุษที่สาม และบางครั้งก็ถึงขั้นเปลี่ยนให้ตัวละครอื่นเป็นผู้เขียนแทน เพื่อนำเสนอมุมมองที่แตกต่างออกไป
ที่มา: Writers who changed history
โฆษณา