5 มิ.ย. เวลา 16:50 • หนังสือ

ความยิ่งใหญ่ของ กึนเทอร์ กราส (Günter Grass)

โดย ซัลมาน รัชดี (Salman Rushdie)
13 เมษายน 2015
ในปี 1982 ตอนที่ผมอยู่ที่ฮัมบูร์กเพื่อเปิดตัวหนังสือ Midnight’s Children ฉบับแปลภาษาเยอรมัน สำนักพิมพ์ถามผมว่าอยากพบ กึนเทอร์ กราส ไหม แน่นอนว่าผมอยากพบมาก ดังนั้นผมจึงถูกพาไปที่หมู่บ้านเวเวลส์เฟลท์ (Wewelsfleth) นอกเมืองฮัมบูร์กซึ่งเป็นที่พักของกราสในขณะนั้น เขามีบ้านสองหลังในหมู่บ้าน หลังหนึ่งเขาใช้สำหรับเขียนหนังสือและพักอาศัย ส่วนอีกหลังใช้เป็นสตูดิโอศิลปะ
หลังจากมีการหยั่งเชิงกันอยู่พักหนึ่งตามธรรมเนียมที่คาดหวังให้นักเขียนรุ่นน้องอย่างผมต้องแสดงความเคารพ ซึ่งผมก็เต็มใจทำโดยไม่มีข้อกังขา จู่ๆ เขาก็ตัดสินใจว่าผมเป็นคนที่คบหาได้
เขาพาผมไปที่ตู้เก็บของสะสมแก้วโบราณของเขาแล้วให้ผมเลือกมาหนึ่งใบ จากนั้นเขาก็นำเหล้าชแนปส์ (schnapps) ออกมา และเมื่อเหล้าหยดสุดท้ายหมดขวด เราทั้งคู่ก็กลายเป็นเพื่อนกัน ต่อมาเราพากันเดินโซซัดโซเซไปที่สตูดิโอศิลปะ ผมรู้สึกหลงใหลในสิ่งของที่เห็นที่นั่น ซึ่งผมจำได้ทั้งหมดจากในนวนิยายของเขา ไม่ว่าจะเป็นปลาไหลสำริด ปลาลิ้นหมาดินเผา หรือภาพพิมพ์กัดกรดรูปเด็กชายตีกลองทินดรัม
ผมอิจฉาพรสวรรค์ด้านศิลปะของเขาพอๆ กับที่ผมชื่นชมอัจฉริยภาพด้านวรรณกรรมของเขา ช่างวิเศษเหลือเกินที่เมื่อจบวันจากการเขียนหนังสือ เขาสามารถเดินไปตามถนนแล้วกลายเป็นศิลปินอีกประเภทหนึ่งได้! เขายังออกแบบหน้าปกหนังสือของเขาเองด้วย ภาพสุนัข หนู และคางคก ต่างถูกถ่ายทอดจากปลายปากกาของเขาไปสู่ปกหนังสือ
หลังจากการพบกันครั้งนั้น นักข่าวชาวเยอรมันทุกคนที่ผมเจอต่างต้องการถามว่าผมคิดอย่างไรกับเขา และเมื่อผมบอกว่าผมเชื่อว่าเขาเป็นหนึ่งในสองหรือสามนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลก
นักข่าวบางคนดูผิดหวังและพูดว่า “ก็นะ The Tin Drum น่ะใช่ แต่ว่านั่นมันนานมาแล้วไม่ใช่หรือ?” ซึ่งผมพยายามตอบกลับไปว่า ต่อให้กราสไม่เคยเขียนนวนิยายเรื่องนั้น หนังสือเล่มอื่นๆ ของเขาก็เพียงพอที่จะทำให้เขาได้รับคำชื่นชมที่ผมมอบให้แล้ว และการที่เขาได้เขียน The Tin Drum ขึ้นมาด้วยนั้น ยิ่งทำให้เขาอยู่ในกลุ่มผู้เป็นอมตะ นักข่าวที่เต็มไปด้วยความกังขาเหล่านั้นดูผิดหวัง พวกเขาคงอยากได้คำวิจารณ์ที่เผ็ดร้อนกว่านี้ แต่ผมไม่มีอะไรจะว่าเขาในแง่ลบเลย
แน่นอนว่าผมรักเขาเพราะงานเขียนของเขา รักในความหลงใหลที่เขามีต่อเทพนิยายของพี่น้องกริมม์ (Grimm) ซึ่งเขานำมาเล่าใหม่ในบริบทสมัยใหม่ รักในความตลกขบขันแบบตลกร้ายที่เขานำมาใช้สำรวจประวัติศาสตร์ รักในความขี้เล่นที่แฝงอยู่ในความจริงจังของเขา และรักในความกล้าหาญที่ไม่มีวันลืมเลือนในการเผชิญหน้ากับความชั่วร้ายครั้งยิ่งใหญ่ในยุคสมัยของเขา และถ่ายทอดเรื่องราวที่เหลือจะกล่าวออกมาเป็นงานศิลปะอันยิ่งใหญ่ (ภายหลังเมื่อมีคนกล่าวหาเขาว่าเขาเป็นนาซีหรือต่อต้านยิว
ผมคิดแต่เพียงว่า: ให้หนังสือของเขาเป็นเครื่องพิสูจน์เถิด เพราะนั่นคืองานชิ้นเอกที่ต่อต้านนาซีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเขียนมา ซึ่งมีข้อความเกี่ยวกับความตาบอดที่ชาวเยอรมันเลือกที่จะมีต่อเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) ซึ่งไม่มีทางที่ผู้เกลียดชังชาวยิวคนใดจะเขียนออกมาได้)
ในวันเกิดครบรอบ 70 ปีของเขา นักเขียนมากมาย อาทิ นาดีน กอร์ดิเมอร์ (Nadine Gordimer) จอห์น เออร์วิง (John Irving) และบุคลากรทั้งหมดในแวดวงวรรณกรรมเยอรมัน มารวมตัวกันเพื่อยกย่องเขาที่โรงละครทาเลีย (Thalia Theatre) ในฮัมบูร์ก
แต่สิ่งที่ผมจำได้แม่นที่สุดคือเมื่อเสียงเพลงสดุดีจบลง ดนตรีก็เริ่มบรรเลง เวทีละครกลายเป็นฟลอร์เต้นรำ และกราสก็เผยให้เห็นว่าเขาเป็นปรมาจารย์ด้านการเต้นที่ผมเรียกว่า “การเต้นแบบลื่นไหลต่อเนื่อง” เขาเต้นวอลซ์ โพลก้า ฟอกซ์ทร็อต แทงโก้ และกาวอตต์ ได้อย่างคล่องแคล่ว และดูเหมือนว่าสาวๆ ที่สวยที่สุดในเยอรมนีต่างเข้าแถวรอที่จะเต้นรำกับเขา
ในขณะที่เขาหมุนตัวและหยอกล้อไปกับการเต้นอย่างเบิกบานใจ ผมก็เข้าใจได้ทันทีว่านี่คือตัวตนของเขา เขาคือนักเต้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งวรรณกรรมเยอรมัน ผู้เต้นรำข้ามผ่านความโหดร้ายของประวัติศาสตร์ไปสู่ความงดงามของวรรณกรรม เอาตัวรอดจากความชั่วร้ายด้วยความสง่างามส่วนตัวและด้วยอารมณ์ขันแบบคนตลกที่มองเห็นความน่าขันในชีวิต
ถึงนักข่าวเหล่านั้นที่อยากให้ผมวิจารณ์เขาในตอนปี 1982 ผมบอกพวกเขาว่า “บางทีเขาอาจจะต้องตายไปก่อน คุณถึงจะเข้าใจว่าคุณได้สูญเสียบุคคลที่ยิ่งใหญ่เพียงใดไป” เวลานั้นมาถึงแล้ว และผมหวังว่าพวกเขาจะเข้าใจมันสักที
ที่มา: The New Yorker
โฆษณา