5 มิ.ย. เวลา 17:19 • หนังสือ

ผู้ใดที่ไม่กล้าทำตามบัญชาแห่งรัก ผู้นั้นย่อมทำผิดมหันต์

จาก ลันเซล็อต อัศวินแห่งเกวียน (Lancelot, the Knight of the Cart) (ราวปี 1175–1181)
โดย เครเตียง เดอ ตรัว (Chrétien de Troyes)
ธรรมเนียมการประพันธ์บทกวีมหากาพย์ซึ่งมีรากฐานมาจากโฮเมอร์ (Homer) และเวอร์จิล (Virgil) ยังคงสืบต่อมาตลอดช่วงยุคกลางในรูปแบบของ chansons de geste หรือ “บทเพลงแห่งวีรกรรม” ซึ่งประพันธ์และขับร้องโดยเหล่าทรูบาดัวร์ (troubadours) ในทางตอนใต้ของฝรั่งเศสและนักกวีในประเทศอื่นๆ แถบเมดิเตอร์เรเนียน
มหากาพย์ยุคกลางเหล่านี้ยังคงยึดตามรูปแบบเดิมด้วยการบอกเล่าเรื่องราวความกล้าหาญและการสู้รบจากสมัยคลาสสิก หรือสงครามต่อต้านชาวซาราเซน (Saracens) และชาวมัวร์ (Moors) แต่ในศตวรรษที่ 12 เรื่องราวของเหล่าอัศวินและการผจญภัยเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนโทนไป เมื่อแนวคิดเรื่อง “รักในราชสำนัก” (courtly love) เริ่มเข้ามาแทนที่เรื่องราวการศึกสงครามจนกลายเป็นประเด็นหลัก และเปลี่ยนจุดเน้นจากความกล้าหาญในสนามรบไปสู่การกระทำอันสูงส่งแทน
ตำนานกษัตริย์อาเธอร์
กวีผู้ที่ได้รับการยกย่องว่านำการเปลี่ยนแปลงนี้เข้ามาคือ เครเตียง เดอ ตรัว (Chrétien de Troyes) ซึ่งเป็น “ทรูแวร์” (trouvère) หรือนักกวีที่มีสถานะเทียบเท่ากับทรูบาดัวร์ในทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานของกษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) และเหล่าอัศวินโต๊ะกลม (Knights of the Round Table)
ในยุคของเครเตียงนั้น ฝรั่งเศสมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันสองกลุ่มซึ่งเห็นได้ชัดจากภาษาถิ่นที่ใช้ คือทางตอนใต้เหล่าทรูบาดัวร์จะใช้ภาษา langue d’oc ในขณะที่ภาษาของเหล่าทรูแวร์ในทางตอนเหนือคือ langue d’oïl จึงไม่น่าแปลกใจที่เครเตียงจะเบนความสนใจออกจากวีรบุรุษในยุคคลาสสิกของแถบเมดิเตอร์เรเนียนและทางตอนใต้ของฝรั่งเศส แล้วหันไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “เรื่องราวแห่งเกาะอังกฤษ” (Matter of Britain) ซึ่งก็คือตำนานต่างๆ ของเกาะอังกฤษและแคว้นเบรอตาญ (Brittany) นั่นเอง
รักชนะทุกสิ่ง
นอกจากจะเป็นผู้นำตำนานกษัตริย์อาเธอร์มาเผยแพร่สู่ผู้ฟังชาวฝรั่งเศสแล้ว เครเตียง เดอ ตรัว ยังได้ตีความแนวคิดเรื่องนวนิยายอัศวิน (chivalric romance) ขึ้นมาใหม่ ในเรื่อง ลันเซล็อต อัศวินแห่งเกวียน (Lancelot, the Knight of the Cart) เขาได้มุ่งเน้นไปที่ตัวละครที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก ซึ่งภารกิจของตัวละครนี้มีธรรมชาติของการเป็นเรื่องราวความรักเป็นสำคัญ และเขาได้แสดงให้เห็นถึงความสูงส่งผ่านการปกป้องเกียรติยศของพระนางกีเนเวียร์ (Queen Guinevere)
ภารกิจของลันเซล็อตคือการช่วยเหลือพระนางกีเนเวียร์จากเงื้อมมือที่ชั่วร้ายของเมลเลออองต์ (Méléagant) เขาจึงต้องออกผจญภัยไปในเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งมักจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการต่อสู้กับเมลเลออองต์
โดยลันเซล็อตได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด แต่เส้นทางนั้นยังรวมไปถึงการที่เขาต้องพยายามชนะใจพระนางกีเนเวียร์ด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกอย่างจะเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะเกิดความเข้าใจผิดและการหลอกลวงหลายครั้ง ทำให้พระนางกีเนเวียร์มีท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปมาตลอดทาง ส่วนลันเซล็อตเองก็ต้องทนอับอายที่ถูกบังคับให้นั่งไปบนเกวียนธรรมดาซึ่งโดยปกติใช้สำหรับขนส่งนักโทษ และมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาต้องกลายเป็นนักโทษเสียเอง
แต่ท้ายที่สุดแล้วเขากับความรักของเขาก็ได้รับชัยชนะ ทั้งเกียรติยศของพระนางกีเนเวียร์และความสูงส่งของลันเซล็อตก็ยังคงอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์
ยุคแห่งอัศวิน
แนวทางการประพันธ์มหากาพย์ที่แปลกใหม่ของเครเตียงเข้ากับบรรยากาศของยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี แม้ว่าบทเพลงแห่งวีรกรรม แบบเดิมจะยังคงได้รับความนิยมจากผู้อ่าน แต่เหล่านักกวีทั่วทวีปยุโรปก็ได้หันมาใช้สไตล์ใหม่นี้
โดยมักเลือกใช้ประเด็นจากตำนานกษัตริย์อาเธอร์ หลายคนเลือกเล่าเรื่องราวของคู่รักอย่าง ลันเซล็อต กับ กีเนเวียร์ หรือ ทริสตัน (Tristan) กับ อิโซลต์ (Iseult) ในขณะที่คนอื่นๆ หันไปหยิบยกเรื่องราวของการออกตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ (Holy Grail) อันสูงส่ง อย่างไรก็ตาม ในช่วงศตวรรษที่ 13 แนวคิดเรื่องบทกวีมหากาพย์เริ่มเสื่อมความนิยมลง และตำนานอัศวินอาเธอร์ก็ถูกนำมาเล่าในรูปแบบร้อยแก้วมากขึ้น จนถึงจุดสูงสุดในงานเขียนเรื่อง Le Morte d’Arthur (การสิ้นพระชนม์ของอาเธอร์) โดย เซอร์โทมัส มาลอรี (Sir Thomas Malory)
แนววรรณกรรมอัศวินในตำนานอาเธอร์เริ่มหมดความนิยมลงเมื่อเข้าสู่ยุคเรอเนซองส์ ภาพลักษณ์ของอัศวินผู้สูงส่ง หญิงสาวที่ตกอยู่ในอันตราย และความรักแบบราชสำนักอันมีแบบแผน ได้กลายเป็นสิ่งที่ซ้ำซากจำเจไปเสียแล้วในตอนที่ มิเกล เด เซร์บันเตส (Miguel de Cervantes) เขียนเรื่อง ดอน กีโฆเต้ (Don Quixote) ในปี 1605 ถึงกระนั้น คำว่า “อัศวิน” (chivalry) และ “ความรักแบบอัศวิน” (romance) ก็ยังคงเชื่อมโยงอยู่กับโลกยุคกลางในตำนานเหล่านั้นจนถึงปัจจุบัน
เครเตียง เดอ ตรัว (Chrétien de Troyes)
มีข้อมูลเพียงน้อยนิดเกี่ยวกับ เครเตียง เดอ ตรัว กวีผู้เป็น “ทรูแวร์” ซึ่งรับใช้ในราชสำนักของ มารี แห่งฝรั่งเศส (Marie of France) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 การที่เขาใช้ชื่อว่า “เดอ ตรัว” (de Troyes) อาจบ่งบอกว่าเขามาจากเมืองตรัว (Troyes) ในแคว้นช็องปาญ (Champagne) ของฝรั่งเศส ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงปารีส
แต่อีกความเป็นไปได้หนึ่งคือชื่อนี้อาจหมายถึงผู้ที่อุปถัมภ์เขา คือ มารี เคานท์เตสแห่งช็องปาญ (Marie, Countess of Champagne) ผู้ซึ่งมีราชสำนักตั้งอยู่ที่เมืองตรัว ผลงานบทกวีของเขาในช่วงปี 1160–1180 บ่งชี้ว่าเขาอาจเป็นสมาชิกชั้นผู้น้อยในคณะนักบวช
ผลงานชิ้นสำคัญของเครเตียงคือนวนิยายอัศวิน (romances) สี่เรื่องที่เขาเขียนเกี่ยวกับตำนานกษัตริย์อาเธอร์ และเขายังได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดใหม่เรื่อง “รักในราชสำนัก” (courtly love) เข้าไปในตำนานผ่านเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง ลันเซล็อต (Lancelot) กับ กีเนเวียร์ (Guinevere) ส่วนบทกวีเรื่องที่ห้าคือ Perceval, the Story of the Grail นั้นยังแต่งไม่จบเมื่อเขาเสียชีวิตลงในช่วงราวปี 1190
บริบท
จุดสนใจ
นวนิยายอัศวินในตำนานอาเธอร์
ก่อนหน้านั้น
ปี1138: เจฟฟรีย์ แห่ง มอนมัท (Geoffrey of Monmouth) นักบวชและนักจดบันทึกประวัติศาสตร์ชาวเวลส์ ได้เผยแพร่ผลงาน Historia Regum Britanniae (ประวัติศาสตร์กษัตริย์แห่งอังกฤษ) ซึ่งทำให้ตำนานของกษัตริย์อาเธอร์กลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย
ศตวรรษที่ 12: กวีชาวอังกฤษที่ชื่อ โทมัส แห่ง บริเตน (Thomas of Britain) ได้ประพันธ์บทกวีภาษาฝรั่งเศสโบราณ (ภาษาถิ่นทางเหนือที่เรียกว่า langue d’oïl) เรื่อง Tristan ซึ่งบอกเล่าตำนานของทริสตัน (Tristan) อัศวินโต๊ะกลมกับอิโซลต์ (Iseult) คนรักของเขา
หลังจากนั้น
ศตวรรษที่ 13: Lancelot-Grail cycle หรือชุดตำนานห้าเล่ม (ที่รู้จักกันในชื่อ Prose Lancelot หรือ Vulgate Cycle) ซึ่งเขียนขึ้นเป็นภาษาฝรั่งเศสโบราณโดยนักบวชนิรนาม ได้บันทึกเรื่องราวการออกตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ (Holy Grail) ของลันเซล็อต
ปี 1485: เซอร์โทมัส มาลอรี (Sir Thomas Malory) นักเขียนชาวอังกฤษ ได้ตีความตำนานอาเธอร์แบบดั้งเดิมขึ้นใหม่ในผลงานเรื่อง Le Morte d’Arthur
ที่มา: The literature book
โฆษณา