6 มิ.ย. เวลา 06:43 • หนังสือ

จงให้บาดแผลของผู้อื่นเป็นบทเรียนแก่ตัวเรา

นยาลส์ซากา (Njal’s saga) (ช่วงปลายศตวรรษที่ 13)
มหากาพย์นอร์ดิก (Nordic sagas) เต็มไปด้วยเรื่องราวของวีรบุรุษ ความขัดแย้งระหว่างครอบครัว เรื่องรักใคร่ ตำนาน และรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ โดยถูกเขียนขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 12 ถึง 14
ส่วนใหญ่ไม่ทราบชื่อผู้แต่ง เดิมทีจนถึงศตวรรษที่ 12 เรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงการบอกเล่าปากเปล่า ก่อนจะถูกจดบันทึกโดยอาลักษณ์ในเวลาต่อมา ซึ่งต่างจากวรรณกรรมยุคกลางส่วนใหญ่ที่บันทึกเป็นภาษาละติน มหากาพย์เหล่านี้ถูกจดบันทึกเป็นภาษาท้องถิ่นที่ชาวบ้านทั่วไปใช้สื่อสารกัน นั่นคือภาษาโอลด์นอร์ส (Old Norse) หรือภาษาโอลด์ไอซ์แลนดิก (Old Icelandic)
มหากาพย์แบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่ มหากาพย์เกี่ยวกับกษัตริย์ ซึ่งเน้นเรื่องราวของผู้ปกครองนอร์เวย์ในยุคต้น รวมถึงในเขตออร์กนีย์และสวีเดน; มหากาพย์ร่วมสมัย ที่เกี่ยวข้องกับกิจการทางโลกของหัวหน้าเผ่าในไอซ์แลนด์ (บางครั้งเรียกตามชื่อตระกูลสตูร์ลุง (Sturlung) ที่มีความสำคัญ); ฟอร์นัลด์โซกูร์ (Fornaldsogur)
ซึ่งมีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์น้อยและเกี่ยวข้องกับยุคตำนานและเทพปกรณัม; มหากาพย์แนววีรบุรุษอัศวิน (chivalric romantic sagas) เช่น อเล็กซานเดอร์ซากา (Alexander’s Saga) ซึ่งเริ่มจากการแปลบทกวีภาษาฝรั่งเศสที่เรียกว่า ชองซอง เดอ เฌสต์ (chansons de geste หรือ “เพลงแห่งวีรกรรม”); และมหากาพย์แห่งชาวไอซ์แลนด์ (Icelanders’ sagas)
มหากาพย์แห่งชาวไอซ์แลนด์ หรือที่เรียกกันว่า มหากาพย์ครอบครัว (family sagas) เขียนขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 13 เป็นร้อยแก้วแนววีรบุรุษที่เน้นประวัติศาสตร์ตระกูลเป็นพิเศษ รวมถึงบรรยายถึงการต่อสู้และความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ความสมจริง งานเขียนที่งดงามอย่างเรียบง่าย และการบรรยายตัวละครอย่างมีชีวิตชีวา ทำให้มหากาพย์ครอบครัวถือเป็นจุดสูงสุดของการเขียนมหากาพย์คลาสสิกของไอซ์แลนด์ ตัวอย่างที่รู้จักกันดี ได้แก่ เอกิลส์ซากา (Egil’s Saga) ลักซ์ไดลาซากา (Laxdæla Saga) เกรตทิสซากา (Grettis Saga) และ นยาลส์ซากา (Njal’s Saga) นักวิชาการบางส่วนเชื่อว่า สนอร์รี สตูร์ลูซอน (Snorri Sturluson) อาจเป็นผู้เขียนเอกิลส์ซากา แต่ผลงานเรื่องอื่นๆ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้แต่ง
ความบาดหมางนองเลือดอันน่าโศกเศร้า
นยาลส์ซากา (Njal’s Saga) หรือ “เรื่องราวของนยาลผู้ถูกเผา” เป็นหนึ่งในมหากาพย์แห่งชาวไอซ์แลนด์ที่ยาวที่สุด และมักได้รับการยกย่องว่าดีเยี่ยมที่สุด มหากาพย์เรื่องนี้เขียนเป็นร้อยแก้วโดยมีบทกวีแทรกอยู่ในเนื้อเรื่อง ถ่ายทอดชีวิตชาวไอซ์แลนด์ในช่วงยุคแห่งวีรบุรุษ โดยบรรยายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่ตระกูลใหญ่ต่างๆ ระหว่างศตวรรษที่ 10 ถึง 11
นยาลส์ซากาเป็นเรื่องราวที่ดำเนินไปเป็นฉากๆ และมีบรรยากาศที่หม่นหมอง ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วคือบันทึกเกี่ยวกับความบาดหมางนองเลือดที่ยาวนานถึง 50 ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนมากมายที่มีตัวตนซับซ้อนและโดดเด่นชัดเจน
เนื้อหาส่วนใหญ่เน้นไปที่วีรบุรุษสองคน ได้แก่ นยาล (Njal) ทนายความผู้ปราดเปรื่องและรอบคอบ กับเพื่อนของเขา กุนนาร์ (Gunnar) นักรบผู้ทรงพลังแต่ไม่นิยมใช้ความรุนแรง ทั้งสองต่างเป็นคนรักสงบ แต่ความต้องการรักษาเกียรติยศและสายสัมพันธ์ทางเครือญาติกลับบีบบังคับให้พวกเขาและครอบครัวต้องเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งที่นองเลือดจนนำไปสู่โศกนาฏกรรม
ในแง่หนึ่ง นยาลส์ซากามีความคล้ายคลึงกับนวนิยายสมัยใหม่ ทั้งในด้านความยาว เนื้อหา และประเด็นทางจิตวิทยา ความสัมพันธ์และตัวละครต่างๆ ดูสมจริงและน่าเชื่อถือ แม้ว่าประเด็นเรื่องเกียรติยศและผลกระทบของการแก้แค้นจะเป็นหัวใจสำคัญของเรื่อง แต่มหากาพย์เรื่องนี้ยังสำรวจบทบาทของกฎหมายในการยุติข้อพิพาทอีกด้วย
อิทธิพลอันทรงพลัง
มหากาพย์ไอซ์แลนด์ถ่ายทอดเรื่องราวของเหล่านักรบ กษัตริย์ ชายผู้แข็งแกร่ง และหญิงผู้ทรงอำนาจ แม้จะหยิบยกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และยุคสมัยที่วุ่นวายมานำเสนอ แต่ก็ยังคงแฝงไว้ด้วยตำนานและเรื่องเล่าปรัมปราเก่าแก่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนภาพลักษณ์ที่สมจริงของสังคมที่ล่มสลายไปแล้ว รวมถึงเรื่องราวสุดอัศจรรย์และเรื่องรักใคร่ต่างๆ
คลังเรื่องเล่าชุดนี้ถือเป็นหนึ่งในงานเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวรรณกรรมยุคกลางในยุโรป และยังส่งอิทธิพลอย่างมากต่อนักเขียนในยุคต่อมา โดยเฉพาะเซอร์ วอลเทอร์ สกอตต์ (Sir Walter Scott) กวีและนักเขียนบทละครชาวสกอตในศตวรรษที่ 19 และ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน (J. R. R. Tolkien) นักเขียนนิยายแฟนตาซีชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 20
เอ็ดดืร์(The Eddur)
เอ็ดดืร์ (Eddur - พหูพจน์ของ Edda) หมายถึงวรรณกรรมไอซ์แลนด์โบราณชุดหนึ่งที่พบในหนังสือสมัยศตวรรษที่ 13 สองเล่ม ได้แก่ ร้อยแก้วเอ็ดดา (Prose Edda) และร้อยกรองเอ็ดดา (Poetic Edda) ซึ่งเมื่อรวมกันแล้ว ทั้งสองเล่มนี้ถือเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับเทพปกรณัมสแกนดิเนเวียที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด
ร้อยแก้วเอ็ดดา หรือ Younger Edda ถูกเขียนหรือรวบรวมขึ้นโดยนักวิชาการชาวไอซ์แลนด์ สนอร์รี สตูร์ลูซอน (Snorri Sturluson) ( 1179–1241) ในช่วงราวปี 1220 โดยเป็นตำราเกี่ยวกับบทกวีที่อธิบายฉันทลักษณ์ของกวีประจำราชสำนักในยุคต้น และเป็นคู่มือสำหรับเนื้อหาทางเทพปกรณัมที่ปรากฏในบทกวีสมัยก่อน
เนื้อหาประกอบด้วยบทนำและสามส่วนหลัก ได้แก่ สกัลด์สคาปาร์มอล (Skáldskaparmál - "ภาษาแห่งบทกวี") ฮัตตาตาล (Háttatal - "บัญชีรายชื่อฉันทลักษณ์") และ กิลฟากินนิง (Gylfaginning - "การล่อลวงกิลฟี") ซึ่งเล่าถึงการที่กษัตริย์กิลฟี (Gylfi) เสด็จไปยังแอสการ์ด (Asgard) ป้อมปราการแห่งเหล่าทวยเทพ
ร้อยกรองเอ็ดดา หรือ Elder Edda เป็นหนังสือที่รวบรวมขึ้นในภายหลัง แต่บรรจุเนื้อหาที่เก่าแก่กว่ามาก (ช่วงปี 800–1100) ประกอบด้วยบทกวีแนววีรบุรุษและเทพปกรณัมที่ประพันธ์โดยผู้แต่งที่ไม่ทราบนาม
บริบทของมหากาพย์นอร์ดิก
จุดสนใจ
มหากาพย์นอร์ดิก (The Nordic sagas)
ก่อนหน้านั้น
ศตวรรษที่ 12: มหากาพย์โอลด์นอร์สฉบับแรกที่เรียกว่า โคนุงกาโซกูร์ (Konungasogur หรือ “มหากาพย์แห่งกษัตริย์”) เริ่มมีการจดบันทึกในนอร์เวย์และไอซ์แลนด์
ราวปี 1220: เชื่อกันว่า สนอร์รี สตูร์ลูซอน (Snorri Sturluson) นักวิชาการชาวไอซ์แลนด์ เป็นผู้เขียนหรือรวบรวมคลังตำนานที่รู้จักกันในชื่อ ร้อยแก้วเอ็ดดา (Prose Edda)
ช่วงกลางถึงปลายทศวรรษ 1200: มีการรวบรวมบทกวีตำนานสแกนดิเนเวียโดยไม่ระบุนามผู้แต่ง ซึ่งในภายหลังรู้จักกันในชื่อ ร้อยกรองเอ็ดดา (Poetic Edda)
หลังจากนั้น
ศตวรรษที่ 13: การแปลบทกวีฝรั่งเศสที่เรียกว่า ชองซอง เดอ เฌสต์ (chansons de geste หรือ “เพลงแห่งวีรกรรม”) กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดมหากาพย์แนววีรบุรุษอัศวินของไอซ์แลนด์
ราวปี 1300: เรื่องราวเกี่ยวกับตระกูลสตูร์ลุง (Sturlung) ในไอซ์แลนด์ช่วงศตวรรษที่ 12 ถูกรวบรวมเป็น สตูร์ลุงกาซากา (Sturlunga Saga)
ที่มา: The literature book
โฆษณา