Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
8 มิ.ย. เวลา 02:09 • ธุรกิจ
Gold Star หายไปไหน? ถอดรหัสการ Rebrand ครั้งประวัติศาสตร์ของยักษ์ใหญ่จากเกาหลี
ย้อนกลับไปที่ประเทศเกาหลีใต้ ในช่วงปี 1958
ต้องบอกว่านี่คือช่วงเวลาที่ประเทศเพิ่งผ่านพ้นไฟสงครามมาได้ไม่นานและสภาพเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงบอบช้ำอย่างหนัก
รัฐบาลในเวลานั้นพยายามอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า
ในช่วงเวลานี้เองที่บริษัทเคมีภัณฑ์ชื่อ Lucky Chemical ได้ตัดสินใจทำสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุด…
นั่นคือการประกาศก่อตั้งแผนกใหม่เอี่ยมขึ่นมาโดยใช้ชื่อว่า Gold Star
ความแปลกประหลาดอยู่ตรงที่ Lucky Chemical ในตอนนั้นเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสบู่และเครื่องสำอางเป็นหลัก
พวกเขาไม่ได้มีความรู้เรื่องวิศวกรรมไฟฟ้าหรือการประกอบเครื่องจักรเลยแม้แต่น้อย
แต่ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองเห็นโอกาสและช่องว่างของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศที่ยังว่างอยู่
ภายในปี 1959 หรือเพียงแค่หนึ่งปีหลังจากการก่อตั้ง พวกเขาก็สามารถผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นแรกออกมาได้…
นั่นก็คือวิทยุรุ่น Goldstar A501 ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ
ความสำเร็จของวิทยุเครื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ก้าวแรกของบริษัทแต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของประเทศเกาหลีใต้ด้วย
เพราะหลังจากนั้น Gold Star ก็เดินหน้าผลิตและเปิดตัวนวัตกรรมที่เปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คนในประเทศอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตู้เย็นเครื่องแรกของประเทศในปี 1965 และผลิตโทรทัศน์เครื่องแรกในปี 1966
บริษัทไม่ได้หยุดเป้าหมายไว้แค่เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเพียงแค่นั้น…
แต่ยังสยายปีกขยายไปทำ Semiconductor ขั้นสูงไปจนถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างลิฟต์และบันไดเลื่อน
เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงปลายทศวรรษ 1960 แบรนด์นี้ก็สามารถสถาปนาตัวเองเป็นราชาแห่งวงการอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ
เมื่อในประเทศไม่มีคู่แข่งคนไหนต่อกรพวกเขาได้ เป้าหมายต่อไปของพวกเขาก็คือการมุ่งหน้าสู่ตลาดโลก
ในทศวรรษ 1970 Gold Star เริ่มขยายปีกออกนอกประเทศและสามารถเจาะตลาดต่างแดนเป็นผลสำเร็จ…
กลยุทธ์ในตอนนั้นคือการมุ่งเน้นทำธุรกิจแบบ OEM หรือการรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์อื่นที่ติดตลาดอยู่แล้ว
พวกเขาผลิตโทรทัศน์จำนวนมหาศาลส่งให้กับห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ในอเมริกาอย่าง Sears และ JC Penney
ด้วยจุดเด่นเรื่องราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับแบรนด์ตะวันตกแต่กลับมีความทนทานและใช้งานได้ดีเยี่ยม
แบรนด์จึงสร้างชื่อเสียงในฐานะผู้ผลิตสินค้าสุดคุ้มค่าที่ชาวอเมริกันเริ่มให้ความไว้วางใจ…
จนกระทั่งถึงปี 1977 พวกเขาตัดสินใจก้าวออกจากหลังฉากและบุกตลาดอเมริกาด้วยชื่อแบรนด์ของตัวเองเป็นครั้งแรก
ผ่านการเปิดตัวโทรทัศน์ขนาด 19 นิ้วที่สร้างปรากฏการณ์และเสียงฮือฮาไปทั่ววงการ
นี่คือจุดเริ่มต้นของยุคทองอย่างแท้จริงเพราะโทรทัศน์รุ่นนี้สามารถทำยอดขายได้เป็นเทน้ำเทท่า
ปูทางให้บริษัทสามารถส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องเสียงอีกหลากหลายประเภทไปทั่วทุกมุมโลก…
ปรัชญาการทำธุรกิจของพวกเขาในเวลานั้นชัดเจนมากคือการทำสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยในราคาที่ทุกคนจับต้องได้
ความสำเร็จนี้นำไปสู่การขยายอาณาจักรธุรกิจครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา
ในปี 1982 พวกเขาจารึกชื่อในฐานะบริษัทเกาหลีรายแรกที่ไปตั้งโรงงานผลิตในสหรัฐอเมริกาที่เมือง Huntsville รัฐ Alabama
โรงงานขนาดใหญ่แห่งนี้สามารถผลิตโทรทัศน์สีและเตาไมโครเวฟได้มากกว่าหนึ่งล้านเครื่องต่อปี…
เมื่อถึงช่วงปลายทศวรรษ 1980 กลุ่มบริษัทที่ถูกเรียกรวมกันว่า Lucky Gold Star Group มีรายได้พุ่งทะยานอย่างมหาศาล
ตัวเลขทะยานจาก 4 พันล้านดอลลาร์ขึ้นไปแตะระดับ 22 พันล้านดอลลาร์ภายในเวลาไม่ถึงสิบปี
พวกเขาลงทุนก้อนใหญ่เปิดโรงงานแห่งใหม่ในปี 1984 เพื่อผลิตเครื่องเล่นวิดีโอเทปและคอมพิวเตอร์
ดูเหมือนว่าดาวทองดวงนี้กำลังจะลอยขึ้นไปเป็นดาวค้างฟ้าแบบไม่มีทีท่าว่าจะมีใครหยุดพวกเขาได้…
แต่ในโลกของการทำธุรกิจ เมื่อเราก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดก็คือช่วงเวลาที่ต้องระมัดระวังตัวมากที่สุด
ในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 1980 วิกฤตลูกใหญ่ได้ก่อตัวขึ้นเงียบๆ และพร้อมจะพัดถล่มจากหลายทิศทาง
เรื่องแรกคือคู่แข่งตลอดกาลอย่าง Samsung ที่เริ่มติดเครื่องและรุกหนักในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างดุดัน
ภายในปี 1984 Samsung สามารถทำยอดขายและผลกำไรแซงหน้าไปได้อย่างเจ็บปวด…
ส่วนแบ่งการตลาดในประเทศที่พวกเขาเคยมีสูงถึง 45% ร่วงลงมาเหลือเพียง 36%
เรื่องที่สองคือความผิดพลาดราคาแพงในการลงทุนกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต
พวกเขาพยายามจะสร้างสายการผลิต Semiconductor ของตัวเองแต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นความล้มเหลว
ในขณะที่คู่แข่งคนสำคัญกลับทำเรื่องนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมและก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ไปในที่สุด…
เรื่องที่สามคือวิกฤตทางการเงินที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พรมอันเกิดจากการขยายธุรกิจที่รวดเร็วจนเกินไป
พวกเขาพึ่งพาการกู้ยืมเงินระยะสั้นจากธนาคารภายในประเทศเป็นหลักเพื่อใช้หมุนเวียนสร้างโรงงาน
แต่เมื่อหนี้สินเริ่มพอกพูนขึ้น กำไรจากการดำเนินงานกว่า 85% กลับต้องถูกนำไปจ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้
และเรื่องที่สี่ซึ่งอาจจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่เกือบจะทำลายแบรนด์นี้ก็คือปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น…
ในอดีตข้อได้เปรียบของพวกเขาคือค่าแรงงานที่ถูกและต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าชาติอื่น
แต่เมื่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศเริ่มเปลี่ยน สหภาพแรงงานเริ่มรวมตัวประท้วงเรียกร้องค่าแรงที่สูงขึ้น
บริษัทจึงจำใจต้องปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุนการผลิตที่บานปลาย
เมื่อสินค้าไม่ได้มีราคาถูกเหมือนเดิม ผู้บริโภคก็เริ่มหันมาตั้งคำถามถึงคุณภาพของวัสดุและความทนทาน…
นั่นคือจุดที่ฝันร้ายเริ่มต้นขึ้นเมื่อนิตยสารทรงอิทธิพลอย่าง Consumer Reports ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของแบรนด์
พวกเขาทำการทดสอบเครื่องเล่นวิดีโอเทปจาก 18 แบรนด์ชั้นนำที่มีวางขายในตลาด
ปรากฏว่าแบรนด์ดาวทองดวงนี้ทำผลงานได้ย่ำแย่จนคว้าอันดับสุดท้ายไปครองอย่างน่าเสียดาย
ภาพลักษณ์ของแบรนด์พังทลายลงอย่างรวดเร็วในมุมมองของกลุ่มผู้บริโภคชาวอเมริกัน…
เครื่องใช้ไฟฟ้าของพวกเขาถูกตีตราว่าเป็นเพียงสัญลักษณ์ของสินค้าราคาถูกและพังง่าย
คำว่า Lucky Gold Star กลายเป็นคำล้อเลียนที่หมายถึงสินค้าระดับล่างที่กองอยู่บนชั้นวางในห้างสรรพสินค้า
นอกจากปัญหาภาพลักษณ์ภายนอกแล้ว โครงสร้างองค์กรภายในก็กำลังเผชิญกับความวุ่นวายอย่างหนัก
กลุ่มบริษัทแตกแขนงแยกย่อยออกไปมากกว่า 30 แผนกที่ทำงานซ้ำซ้อนและขาดการประสานงานที่ดี…
ระบบการบริหารจัดการที่เทอะทะและเป็นระเบียบแบบแผนเก่าทำให้การตัดสินใจล่าช้า
เมื่อเรือลำยักษ์กำลังจะเผชิญกับพายุและเสี่ยงที่จะจม ผู้บริหารระดับสูงรู้ดีว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อกอบกู้สถานการณ์
ครอบครัวผู้ก่อตั้งตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์วัฒนธรรมธุรกิจเกาหลีใต้
ในปี 1989 พวกเขายอมสละอำนาจและส่งมอบการบริหารบริษัทให้กับ Lee Hunjo ผู้จัดการมืออาชีพที่มากประสบการณ์…
เขาได้รับอำนาจเด็ดขาดให้ทำการผ่าตัดองค์กรและเปลี่ยนแปลงระบบได้ตามใจชอบโดยรายงานผลเพียงปีละสองครั้ง
นี่คือความอิสระในระดับที่ไม่เคยมีผู้บริหารคนไหนในองค์กรระดับชาติเคยได้รับมาก่อน
สิ่งแรกที่เขาลงมือทำคือการเฉือนแผนกที่ไม่จำเป็นทิ้งและสั่งยุบโครงการที่ทำงานซ้ำซ้อนกันทั้งหมด
เขาจัดโครงสร้างบริษัทใหม่ให้มีความกระชับและโฟกัสไปที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์รวมถึงอุปกรณ์สำนักงานเป็นหลัก…
เขาเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งทื่อแบบเดิมให้มีความเป็นตะวันตกและทันสมัยมากขึ้น
เปิดโอกาสให้พนักงานระดับปฏิบัติการสามารถแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจได้อย่างอิสระ
และที่สำคัญที่สุดคือการอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไปที่การพัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่น
การเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนครั้งนี้ออกฤทธิ์เร็วเกินกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด…
ภายในเวลาไม่ถึงห้าปีบริษัทสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์และกลับมาทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง
ยอดขายพุ่งทะยานจาก 4 พันล้านดอลลาร์ในปี 1990 ไปแตะที่ 6 พันล้านดอลลาร์ในปี 1994
ส่วนตัวเลขผลกำไรก็กระโดดจาก 12 ล้านดอลลาร์ไปเป็น 120 ล้านดอลลาร์อย่างน่าอัศจรรย์
พวกเขาทวงคืนบัลลังก์ความเป็นผู้นำในประเทศสำหรับตลาดโทรทัศน์ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้ากลับมาได้สำเร็จ…
พร้อมทั้งกลับมาตั้งหลักในอุตสาหกรรม Semiconductor และขยายฐานการผลิตไปยังตลาดเกิดใหม่ได้อีกครั้ง
เมื่อบาดแผลเริ่มสมานและร่างกายกลับมาแข็งแรงเต็มที่ ฝ่ายบริหารรู้ดีว่านี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด
พวกเขาตระหนักดีว่าชื่อแบรนด์ Lucky Gold Star นั้นยาวเกินไปและออกเสียงยากสำหรับชาวต่างชาติ
และที่สำคัญที่สุดคือชื่อนี้ยังมีเงาของความเป็นสินค้าราคาถูกระดับล่างตามหลอกหลอนผู้บริโภคอยู่…
หากพวกเขาต้องการจะขยับขยายขึ้นไปต่อสู้ในตลาดกลุ่มพรีเมียม ชื่อแบรนด์เดิมย่อมเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่
และแล้วในปี 1995 ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการเทคโนโลยีก็ถูกจารึกขึ้นอีกครั้ง
เมื่อบริษัทเคมีภัณฑ์ Lucky และบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ Goldstar ได้จัดการควบรวมกิจการกันอย่างเป็นทางการ
พวกเขาตัดสินใจหั่นชื่อแบรนด์ให้สั้นลงเหลือเพียงตัวอักษรสองตัวที่จดจำง่ายนั่นคือ “LG”…
ตัวอักษรนี้เป็นตัวแทนที่เชื่อมโยงถึงรากเหง้าดั้งเดิมแต่ถูกนำมาตีความใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยระดับสากล
มาพร้อมกับสโลแกนระดับตำนานอย่าง “Life’s Good” ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิต
โลโก้ใบหน้ายิ้มสีแดงถูกเปิดตัวขึ้นเพื่อส่งสัญญาณว่าดาวทองดวงเก่าได้ดับลงแล้ว
เพื่อเปิดทางให้แบรนด์ใหม่ได้ฉายแสงและก้าวเดินต่อไปในเส้นทางที่สดใสกว่าเดิม…
การล้างภาพลักษณ์ครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามและช่วยให้บริษัทเจาะตลาดระดับบนได้อย่างสมบูรณ์
พวกเขาลงทุนทุ่มเทให้กับการออกแบบและนวัตกรรมจนกลายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีจอภาพ
ตั้งแต่วิวัฒนาการของหน้าจอ LCD รุ่นแรกๆ จนมาถึงหน้าจอระดับไฮเอนด์อย่าง OLED ที่ก้าวล้ำในปัจจุบัน
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ “LG” ผงาดในอเมริกาได้คือการเข้าซื้อกิจการแบรนด์ทีวีเก่าแก่อย่าง Zenith…
เหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ในปี 1995 นี้ช่วยลบภาพจำเดิมและปูทางให้เทคโนโลยีใหม่แทรกซึมเข้าสู่ตลาดได้อย่างไร้รอยต่อ
พวกเขาลงทุนด้านการวิจัยอย่างหนักจนกลายเป็นผู้เล่นหลักในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะแบบครบวงจร
จนสามารถก้าวขึ้นเป็นแบรนด์ระดับท็อปของโลกและเป็นผู้ผลิตโทรทัศน์รายใหญ่อันดับสองของโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ
แม้ว่าชื่อของแบรนด์ดั้งเดิมจะค่อยๆ เลือนหายไปจากชั้นวางสินค้าแต่ตำนานของการต่อสู้ยังคงหลงเหลืออยู่…
เรื่องราวทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าในโลกของการทำธุรกิจไม่มีองค์กรไหนที่ไม่เคยตัดสินใจผิดพลาด
การร่วงหล่นลงมาจากจุดสูงสุดไม่ใช่จุดจบของธุรกิจเสมอไปหากองค์กรมีความกล้าหาญพอที่จะยอมรับความจริง
พวกเขาต้องพร้อมที่จะผ่าตัดจุดอ่อนของตัวเองและกล้าทิ้งภาพจำในอดีตเพื่อสร้างตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
การเดินทางจากบริษัททำครีมทาหน้าสู่ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีระดับโลกคือเครื่องพิสูจน์ชั้นดี…
ไม่ว่าเราจะเคยร่วงหล่นลงไปอยู่ในจุดที่ตกต่ำแค่ไหนหากกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเราก็สามารถพลิกฟื้นกลับมาได้เสมอ
และนี่คือทั้งหมดของเรื่องราวการเกิดใหม่ของดาวทองแห่งอุตสาหกรรมเกาหลีใต้ที่กลายมาเป็นตำนานระดับโลกในทุกวันนี้นั่นเองครับผม…
References : [lg,wikipedia,consumerreports,koreaherald,forbes]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/where-did-gold-star-go/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
เทคโนโลยี
ธุรกิจ
ประวัติศาสตร์
2 บันทึก
7
2
2
7
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย