9 มิ.ย. เวลา 07:10 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 51 ภารกิจสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 1: แผนทวงคืนอนาโตเลียเมื่อการทูตนำหน้าคมดาบ (1413-1421)

.
แวะเขียนเกร็ดมาสักพักแล้วกลับมาที่สุลต่านเมห์เหม็ดที่1 กับภารกิจกอบกู้ออตโตมันต่อจากตอนที่ 44 กันครับ
3
♦︎ หลังจากเมห์เหม็ดที่1 ปราบพี่น้องจนหมดสิ้นในปี 1413 พระองค์ทรงหันกลับมามองแผ่นดินฝั่งอนาโตเลีย(เอเชียไมเนอร์) ก็พบกับความเป็นจริงที่น่าปวดหัวติมูร์ได้คืนอิสรภาพให้กับ "รัฐเบย์ลิก" (Beyliks - รัฐเจ้าชาวเติร์ก) ทั้งหมดที่ออตโตมันเคยยึดมาได้ในยุคของอัสนีบาตบาเยซิดที่1 แผ่นดินจึงเต็มไปด้วยขุนศึกท้องถิ่นที่ตั้งตนเป็นใหญ่ และไม่ยอมก้มหัวให้ออตโตมันอีกต่อไปและจ้องจะเลื่อยขาเก้าอี้ออตโตมันอยู่ตลอดเวลา
ภารกิจรวบนวมรัฐต่างๆในอนาโตเลียอีกครั้ง
♦︎ ภารกิจในการผนวกอนาโตเลียกลับคืนมา (1413-1421) ของเมห์เหม็ดที่1 จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้และพระองค์ทรงตระหนักดีว่าการทำสงครามแบบ "บ้าดีเดือด" มีแต่จะทำให้สถาการณ์ย่ำแย่ลง
♦︎ พระองค์จึงดำเนินแผนแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ทรงประสิทธิภาพด้วยกลยุทธ์ "เก็บตัวเล็ก เดินเกมทูต บีบตัวใหญ่" โดยเรียงลำดับการทวงคืนดินแดนอย่างเป็นระบบซึ่งถือเป็น "มาสเตอร์คลาสทางการเมืองและการทหาร" ที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังขั้นสุด
🟩1. ยุทธศาสตร์ที่มีข้อจำกัดเป็นกรอบ: เดินพลาดคือพินาศ♟️
🟩 เมห์เหม็ดที่ 1 รู้ดีว่าพระองค์ไม่สามารถยกทัพใหญ่ไปบดขยี้รัฐเติร์กเหล่านี้ตรงๆได้เหมือนพระบิดาด้วยเหตุผล 2 ประการ:
▪️ประการ 1 จักรวรรดิติมูริด: แม้ติมูร์เลงจะไปคุยกับรากมะม่วงแล้ว แต่ ชาห์ รุค (Shah Rukh) ลูกชายของเขายังคงปกครองจักรวรรดิติมูริดที่ทรงอำนาจทางตะวันออก ชาห์ รุค ประกาศตนเป็น "ผู้คุ้มครอง" รัฐเบย์ลิกในอนาโตเลีย ซึ่งหากเมห์เหม็ดรุกรานรุนแรงเกินไปกองทัพมหาศาลจากเอเชียกลางอาจหวนกลับมาเหยียบออตโตมันอีกรอบ
▪️ประการ 2 ระแวงหลังฝั่งยุโรป: หากทุ่มกำลังไปเอเชียหมดรัฐคริสเตียนในบอลข่านอาจฉวยโอกาสแทงข้างหลัง (นี่คือเหตุผลที่เมห์เหม็ดต้องผูกมิตรกับไบแซนไทน์อย่างแน่นแฟ้น เพื่อล็อคหลังบ้านให้ปลอดภัย)
🟧 2. กำราบหอกข้างแคร่: จูเนย์ดแห่งอายดิน (Cüneyt of Aydın)
🟧 ปี 1415 เป้าหมายแรกๆ ของเมห์เหม็ดคือการจัดการกับจูเนย์ด เบย์ (Cüneyt Bey) ขุนศึกจอมพลิกลิ้นแห่งรัฐอายดิน (ชายฝั่งทะเลอีเจียน) จูเนย์ดเป็นจอมฉวยโอกาสที่เคยสลับฝั่งไปมาในช่วงสงครามกลางเมือง และพยายามสร้างอาณาจักรของตนเอง
♦︎ แทนที่เมห์เหม็ดจะส่งทัพออตโตมันไปลุยเดี่ยว พระองค์กลับใช้กลยุทธ์ "โดดเดี่ยวศัตรู" ผ่านการทูตดึงมหาอำนาจทาางทะเลทั้งนครรัฐเจนัว เวนิส และอัศวินฮอสปิทัลเลอร์แห่งเกาะโรดส์ ให้มาช่วยปิดล้อมจูเนย์ดทั้งทางบกและทางทะเล
การใช้แนวร่วมเจนัว เวนิส และอัศวินฮอสปิทัลแห่งเกาะโรดส์ ให้มาช่วยปิดล้อม
♦︎ ผลลัพธ์คิอ จูเนย์ดยอมจำนน ซึ่งเมห์เหม็ดไม่ได้สั่งประหารชีวิต (ตามสไตล์ออตโตมันยุคแรกที่พยายามซื้อใจขุนศึก) แต่ทรงโยกจูเนย์ดไปเป็นผู้ว่าราชการที่ชายแดนฝั่งยุโรป (ไกลจากฐานอำนาจเดิม) เพื่อใช้ความดุดันของเขาไปชนกับศัตรูคริสเตียนแทน
🟥 3. การกำราบ "รัฐคารามัน" (Karamanids)
🟥 รัฐคารามัน (Karaman Beylik) คือ "กระดูกชิ้นโต" รัฐเติร์กที่ใหญ่และเข้มแข็งที่สุดในอนาโตเลียพวกเขาอ้างสิทธิ์ว่าเป็นผู้สืบทอดที่แท้จริงของอาณาจักรเซลจุกแห่งรูม และมองว่าออตโตมันเป็นเพียงพวกบ้านนอกที่บังเอิญได้ดิบได้ดี คารามันคือหนามยอกอกที่ใหญ่ที่สุด
♦︎ การยั่วยุของคารามัน: ในขณะที่เมห์เหม็ดกำลังยุ่งอยู่กับฝั่งยุโรปเมห์เหม็ด เบย์ แห่งคารามัน (Mehmed Bey of Karaman) ได้ฉวยโอกาสบุกเข้ายึดและเผาเมืองบูร์ซา (เมืองหลวงเก่าของออตโตมัน)
♦︎ สุลต่านเมห์เหม็ดยังคงรักษาความเยืกเย็นยกทัพกลับมาขับไล่ทัพคารามันออกไปและรุกคืบเข้าปิดล้อมเมืองคอนยา (Konya - เมืองหลวงของคารามัน) จนในที่สุดกษัตริย์คารามันก็พลาดท่าถูกจับตัวได้
ภาพการกำราบรัฐคารามันของเมห์เหม็ดที่ 1
♦︎ แทนที่จะประหารเบย์แห่งคารามันและผนวกแผ่นดินทั้งหมด (ซึ่งจะทำให้ชาห์ รุค แห่งติมูริดเห็นความผิดปกติ) สุลต่านเมห์เหม็ดทรงให้กษัตริย์คารามัน "สาบานความภักดี" โดยให้สาบานต่อหน้าคัมภีร์อัลกุรอาน และปล่อยตัวกลับไปปกครองในฐานะรัฐบรรณาการ กลยุทธ์นี้ทำให้ออตโตมันได้อิทธิพลเหนือคารามัน โดยไม่ต้องเสี่ยงทำสงครามใหญ่กับฝั่งตะวันออก
__________________
.
🟪 4. การทูตเชิงสัญลักษณ์: จดหมายถึงชาห์ รุค
🟪 ขณะที่กุมดาบยกทัพไล่ฟาดชาวเติร์กในอนาโตเลียจนต้องร้องว่าพอแล้วไม่ไหวแล้วเมห์เหม็ดที่ 1 กลับทรงเล่นบท"ผู้น้อยที่ถ่อมตน" ต่อจักรวรรดิติมูริดอย่างแนบเนียน
งราชทูตพร้อมของกำนัลล้ำค่าให้แก่ ชาห์ รุคผู้ปกครองติมูร์
▪️พระองค์ทรงส่งราชทูตพร้อมของกำนัลล้ำค่าไปให้ชาห์ รุค อย่างสม่ำเสมอ ทรงเรียกชาห์ รุค ว่า "องค์อธิปัตย์ผู้ยิ่งใหญ่" เพื่อสร้างภาพว่าการที่ออตโตมันทำไปทั้งหมดนั้นเพื่อ “ปราบปรามรัฐเบย์ลิกต่างๆ ไม่ได้ทำไปเพื่อขยายอำนาจ"แต่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย" ในภูมิภาคตามเจตนารมณ์ของติมูริด
▪️นี่คือสุดยอดการทูตที่ทำให้ชาห์ รุควางใจและไม่คิดจะส่งกองทัพมาแทรกแซงปล่อยให้เมห์เหม็ดฮุบอนาโตเลียทีละชิ้นอย่างเงียบๆ
.บทสรุป: การรวมแผ่นดินด้วยมันสมอง
♟️ หาก สุลต่านบาเยซิดที่1 คือผู้ที่ทำให้จักรวรรดิเกือบ "ล่มสลาย" สุลต่านเมเหม็ดที่1 ก็คือ "ผู้ชุบชีวิตจักรวรรดิออตโตมัน" อย่างแท้จริง ภายในปี ค.ศ. 1421 เมื่อสุลต่านเมห์เหม็ดที่1 เสด็จสวรรคตพระองค์สามารถดึงเอาดินแดนทางฝั่งอนาโตเลียตะวันตกและตอนกลาง (ที่เคยสูญเสียไปในยุทธการอังการา 1402) กลับคืนมาอยู่ภายใต้ร่มธงออตโตมันได้เกือบทั้งหมด
ดินแดนที่แตกออกไปหลังยุทธการอังการาเริ่มกลับมาอยู่ภายใต้ธงออตโตมัน
♟️ ความสำเร็จของพระองค์ไม่ได้เกิดจากการใช้กองทัพกวาดล้างอย่างป่าเถื่อน แต่เกิดจาก "ศิลปะแห่งการประนีประนอม" พระองค์รู้ว่าเมื่อใดควรใช้ดาบ เมื่อใดควรใช้สนธิสัญญา เมื่อใดควรให้อภัย และเมื่อใดควรยอมก้มหัวให้มหาอำนาจที่ใหญ่กว่าเพื่อเอาตัวรอด
ความพยายามของเมห์เหม็ดทำให้ออตโตมันเริ่มกลับมาตั้งหลักได้
♟️ การผนวกอนาโตเลียของเมห์เหม็ดที่ 1 จึงเป็นการวาง "รากฐานที่มั่นคง" (Solidification) เพื่อให้ลูกชายของพระองค์ (สุลต่านมูรัดที่ 2) ไม่ต้องกังวลกับความขัดแย้งในเอเชีย และสามารถหันหน้าไปทำศึกขยายดินแดนในยุโรปที่เวลานั้นเกิดแม่ทัพระดับโครตพ่อโครตแม่ตึงมือ ท้าทายการขยายตัวของออตโตมันไม่ขาดสาย
หลังจากเขียนถึงฝั่งเอเชียให้พอได้เห็นภาพก็จะย้ายมายังฝั่งยุโรปครับที่เวลานี้ ก็มีเรื่องที่น่าปวดหัวให้จัดการอย่างไม่ขาดสายเช่นกัน
ตอนที่ 52 การฟื้นฟูอิทธิพลในบอลข่าน (1413-1421): หมากรุกแห่งการทูตและเกมแย่งอำนาจของเมห์เหม็ดที่ 1

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา