10 มิ.ย. เวลา 04:39 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 52 การฟื้นฟูอิทธิพลในบอลข่าน : หมากรุกแห่งการทูตและอำนาจของเมห์เหม็ดที่ 1

นอกจากภารกิจทวงคืนพื้นที่อนาโตเลียแล้ว พื้นที่ในยุโรปก็สร้างความปวดหัวให้สุลต่านเมห์เหม็ดไม่น้อยไปกว่ากัน ปัญหานี้แห่กันออกมาทั้งจากภายในและภายนอกเรามาค่อยๆลำดับกันดูครับว่าภาระที่สุลต่านเมเหม็ดที่ 1 ต้องเผชิญหนาตลอด 8 ปีมีอะไรบ้าง
3
🟪1. ประสานสันติภาพไบแซนไทน์ (1413)
🟪เมห์เหม็ดที่ 1 ทรงรู้ดีว่าพระองค์รอดชีวิตและชนะสงครามมาได้ส่วนหนึ่งเพราะความช่วยเหลือจากจักรพรรดิมานูเอลที่ 2 พาเลโอลอกอส แห่งไบแซนไทน์
▪️เมื่อขึ้นครองราชย์พระองค์ทรงรักษาสัญญาสันติภาพอย่างเคร่งครัด ทรงคืนดินแดนชายฝั่งบางส่วนให้ และไม่เคยส่งทหารไปคุกคามกรุงคอนสแตนติโนเปิลเลยตลอดรัชกาล
ออตโตมัน ไบแซนไทน์จากคู่แค้นสู่พันธมิตร
▪️แน่นอนดีลนี้ได้ทั้งสองฝ่าย การผูกมิตรกับไบแซนไทน์ทำให้ยุโรปตะวันตกไม่มีข้ออ้าง (Casus Belli) ในการจัดตั้งกองทัพครูเสดมารุกรานออตโตมัน นี่คือการ "ซื้อเวลา" ให้จักรวรรดิได้พักฟื้นอย่างแท้จริง ขณะที่ ไบแซนไทน์ก็ต่อลมหายใจไปได้อีกพักใหญ่
🟩2. รัฐเซอร์เบีย ตอบแทนความภักดีด้วยรางวัลที่สมน้ำสมเนื้อ
🟩สำหรับรัฐเซอร์เบีย ภายใต้การนำของ สเตฟาน ลาซาเรวิช (Stefan Lazarević) ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ซื่อสัตย์และส่งกองทหารม้าหนักมาช่วยเมห์เหม็ดรบในศึกชามูร์ลู
♦︎ เมห์เหม็ดที่ 1 ไม่ได้พยายามผนวกเซอร์เบียเข้าเป็นของตน แต่กลับมอบรางวัลให้สเตฟานด้วยการยกดินแดนบางส่วน (เช่น เมืองสเรเบรนิกา ที่มีเหมืองแร่เงิน) ให้ครอบครองเพิ่มเติม
มอบสิทธิในเมืองสเรเบรนิกา เพื่อแลกความภักดี
♦︎ การชื้อใจดูแลรัฐประเทศราช (Vassal) อย่างเป็นธรรม ทำให้เซอร์เบียกลายเป็นกันชนที่แข็งแกร่งทางตอนเหนือ และยังคงส่งส่วยกับทหารมาช่วยออตโตมันอย่างสม่ำเสมอเป็นการบริหารทรัพยากรที่คุ้มค่ากว่าการเอาทหารไปประจำการเอง
🟨 3. วัลลาเคียพื้นที่แม่น้ำดานูบ (1415-1417)
🟨แนวทางประนีประนอมไม่ได้ใช้ได้กับทุกคน ทางตอนเหนือของแม่น้ำดานูบ แคว้นวัลลาเคีย (Wallachia) ภายใต้การนำของ เมียร์เชีย ผู้ยิ่งใหญ่ (Mircea the Elder) เป็นตัวอันตราย เพราะเมียร์เชียเคยสนับสนุนกบฏและเจ้าชายองค์อื่นๆ ให้มาสู้กับเมห์เหม็ดสมัยยุคแห่งความแตกแยก
♦︎เมื่อถึงเวลาต้องใช้กำลัง เมห์เหม็ดที่ 1 ทรงเด็ดขาดมาก พระองค์นำกองทัพบุกข้ามแม่น้ำดานูบ (ราวปี 1419-1420) เข้าโจมตีวัลลาเคีย
เมห์เหม็ดที่ 1 ยกทัพเข้าโจมตีแคว้นวัลลาเคีย
♦︎ ทรงตีป้อมปราการสำคัญริมแม่น้ำดานูบ (เช่น ป้อม Giurgiu) แตก และบังคับให้เมียร์เชียยอมจำนน
♦︎วัลลาเคียถูกบีบให้กลับมาจ่ายส่วยตามเดิม และต้องส่งพระโอรสมาเป็นองค์ประกันที่ราชสำนักออตโตมัน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่กล้าแทงข้างหลังอีก
🟧4. กบฏมุสตาฟา อดีตที่หลอกหลอน
♦︎ จนกระทั่ง ปี 1416 มีชายคนหนึ่งอ้างตัวว่าเป็น "เจ้าชายมุสตาฟา" (พี่ชายที่หายสาบสูญไปในศึกอังการา) และได้รับการสนับสนุนจากวัลลาเคียให้มาก่อกบฏ เมห์เหม็ดนำทัพบดขยี้มุสตาฟาทันที แต่มุสตาฟาหนีไปลี้ภัยในดินแดนไบแซนไทน์
♦︎เมห์เหม็ดไม่ได้บุกไปชิงตัว แต่ใช้การทูตเจรจากับจักรพรรดิมานูเอลที่ 2 ให้ "คุมขัง" มุสตาฟาไว้ แลกกับการจ่ายเงินอุดหนุนให้ไบแซนไทน์ทุกปี เป็นการแก้ปัญหาที่ละมุนละม่อมและไม่เสี่ยงต่อการเกิดสงครามใหญ่
เจ้าชายมุสตาฟาที่หายไปในระหว่างยุทธการอังการากลับมาทวงบังลังก์
⬛5. การปราบปรามกบฏเชก เบเดรดดิน (1416)
ยังจำแนวสุดสุดโต่งที่มูซานำมาใช้เพื่อปลุกปั้นชาวบ้านได้มั้ย ในช่วงเวลานี้แนวคิดนั้นเริ่มขยายตัวเป็นกำลังกบฎขนาดใหญ่ ผ่านทางอุดมการณ์และศาสนา นำโดย เชก เบเดรดดิน (Sheikh Bedreddin) ซึ่งประกาศแนวคิดความเท่าเทียมกันของทรัพย์สินและการผสานศาสนา (สตรี, คริสต์, อิสลาม) กบฏนี้แพร่กระจายทั้งในอนาโตเลียและบอลข่าน (แถบรูเมเลีย)
🟫6. สาธารณรัฐเวนิส (1416) การปะทะเพื่อกุมเส้นทางค้าขาย
เมเหม็ดตระหนักเสมอว่าเพื่อขยายอำนาจต่อจากนี้ไป กองทัพเรือมีส่วนสำคัญอย่างมากในอนาคต พระองค์สั่งพัฒนาอู่ต่อเรือที่กัลลีโปลีจนสร้างกองเรือมาได้จำนวนหนึ่งเพื่อความปลอดภัยของเส้นทางการค้าทางทะเล กระทั่งความตึงเครียดในทะเลอีเจียนและความพยายาควบคุมเส้นทางการค้าทำให้เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างกองทัพเรือออตโตมันที่เพิ่งสร้างใหม่กับกองทัพเรือเวนิส
ยุทธการกัลลีโปลี 1416
*หัวข้อที่ 4-6 จะเขียนให้อ่านโดยละเอียดในตอนถัดไป
▪️แนวทางของสุลต่านเมเหม็ดที่1
🚩1. คืนชีพระบบ ระบบเดฟชีร์เม (Devshirme)
🔺 ในช่วงสงครามกลางเมือง กลุ่มชนชั้นสูงที่เป็นชาวเติร์ก (Turkmen Nobility) มักเปลี่ยนข้างไปมาตามผลประโยชน์ของตน เมห์เหม็ดที่ 1 จึงทรงเห็นความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างฐานอำนาจที่จงรักภักดีต่อองค์สุลต่านโดยตรง
 
🔺 พระองค์จึงทรงหันกลับมาฟื้นฟูและจัดระเบียบ ระบบเดฟชีร์เม (Devshirme) หรือการคัดเลือกเด็กชายชาวคริสเตียนในแถบบอลข่านมาเข้าส่วนกลางอย่างเป็นระบบ
เมห์เหม็ดที่1 กับภารกิจสถาปนารัฐรวมศูนย์ในยุโรป
🔺 กองทหารเจนิสซารี ถูกจัดตั้งใหม่และเพิ่มจำนวนหลังจากที่กระจัดกระจายไปในสงครามกลางเมือง ทหารเหล่านี้ได้รับการปลูกฝังให้จงรักภักดีต่อ "สุลต่าน" ในฐานะบิดาเพียงผู้เดียว
🔺 กองทหารเจนิสซารีและขุนนางเดฟชีร์เมที่เติบโตขึ้นในยุคนี้ กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดบทบาทและอิทธิพลของพวกขุนนางเติร์กท้องถิ่น ทำให้โครงสร้างการปกครองของออตโตมันเริ่มรวบรวมอำนาจ " ไปสู่ "จักรวรรดิรวมศูนย์อำนาจอย่างแท้จริง" ได้อีกครั้ง
▪️แนวทางของสุลต่านเมเหม็ดที่1ฟื้นฟูระบบทิมาร์และเศรษฐกิจ
🔻ทรงยึดคืนที่ดินจากขุนนางที่ทรยศหรือเสียชีวิตในช่วงสงครามและจัดสรรให้กับข้าราชบริพารที่จงรักภักดี ทำให้รัฐส่วนกลางสามารถระดมกองทหารม้าสิปาฮี ส่วนภูมิภาคที่มีประสิทธิภาพกลับมาเป็นแกนหลักของกองทัพบกออตโตมันอีกครั้ง
ฟื้นฟูเศรษฐกิจในยุโรปให้กลับมาคึกคัก
🔻ยังยกเลิกเหรียญเก่าและควบคุมการผลิต เหรียญเงินแอกเช (Akçe) ใหม่ภายใต้พระนามของพระองค์แต่เพียงผู้เดียวเพื่อ ควบคุมคุณภาพและความน่าเชื่อถือของค่าเงิน เส้นทางการค้าในแถบทะเลดำและทะเลอีเจียนกลับมาคึกครื้นอีกครั้ง ส่งผลให้รายได้จากภาษีศุลกากรไหลเข้าสู่คลังหลวงอย่างรวดเร็ว
บทสรุป: วางรากฐานสู่มหาอำนาจ
🟥 ภายในเวลาไม่ถึงทศวรรษ แม้มีอุปสรรคทั้งจากภายในและภายนอก สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 1 ทรงพลิกฟื้นสถานการณ์ในคาบสมุทรบอลข่านจากความโกลาหล ให้กลายเป็นเครือข่ายอำนาจที่ออตโตมันควบคุมได้อีกครั้ง
พระองค์ทรงจัดระเบียบรัฐประเทศราช กำหนดพรมแดนแม่น้ำดานูบให้มั่นคง และรักษาสันติภาพกับมหาอำนาจรอบด้าน
🟥 ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การขยายอาณาเขตแบบก้าวกระโดด แต่เป็นการ "ตอกเสาเข็ม" ให้โครงสร้างของจักรวรรดิมั่นคงที่สุด ซึ่งจะกลายเป็นฐานปฏิบัติการชั้นยอดให้สุลต่านมูรัดที่ 2 (พระโอรส) และ เมห์เหม็ดที่ 2 (พระราชนัดดา) ใช้เป็นฐานในการปิดล้อมและพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลในท้ายที่สุด
ตอนที่ 53 สาธารณรัฐเวนิส โจทย์ที่ต้องฝ่าฝัน

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา