Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
11 มิ.ย. เวลา 06:09 • ธุรกิจ
🛑 ยุ่งแทบตาย…ทำไมไม่ได้งาน?
(เมื่อ “ห้องประชุมที่ไร้วาระ” และ “Backlog ที่ไร้ทิศทาง” กำลังสูบพลังชีวิตองค์กร)
“เรายุ่งมากเลย”
“ประชุมติดกันทั้งวัน”
“Backlog มีงานรออยู่เพียบ”
“ทีมไม่มี bandwidth แล้ว”
“ทุกคนเต็มหมดจริงๆ”
นี่คือประโยคที่เราได้ยินบ่อยมากในองค์กรยุคนี้ครับ
โดยเฉพาะในองค์กรที่กำลังพยายามเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Digital, Agile, Product-led หรือ AI Transformation
"ทุกคนดูยุ่ง"
* ปฏิทินเต็ม
* Slack หรือ Teams เด้งไม่หยุด
* Jira Board หรือ Board งานแน่นมากๆ
* Email ค้างอ่าน/ตอบจำนวนมาก
* Dashboard มีตัวเลข
* Project Plan มีสีแดง สีเหลือง สีเขียวครบ
ถ้ามองจากภายนอก องค์กรแบบนี้ดูเหมือนกำลัง “ขับเคลื่อน” อย่างหนัก
แต่ถ้าถามลึกลงไปอีกนิดว่า
“แล้วสิ่งที่ทำอยู่…สร้างผลลัพธ์อะไรจริงๆ?”
หลายครั้งคำตอบกลับเริ่มเบาลง
* บางทีมยุ่งมาก แต่ลูกค้าไม่ได้ดีขึ้น
* บางทีมประชุมทั้งวัน แต่ decision ยังไม่ชัด
* บางทีมมี Backlog เต็มระบบ แต่ Product ไม่ได้เข้าใกล้เป้าหมายทางธุรกิจมากขึ้น
* บางองค์กรมี Initiative เยอะมาก แต่สุดท้ายไม่มีอะไรเปลี่ยนเกมได้จริงสักอย่าง
นี่คือความจริงที่เจ็บปวดของโลกการทำงานครับ
”ความยุ่ง ไม่ได้แปลว่าเรากำลังสร้างคุณค่า และการทำงานหนัก ก็ไม่ได้แปลว่าเรากำลังเดินไปถูกทางเสมอไป“
หลายองค์กรไม่ได้ช้าเพราะคนขี้เกียจ ไม่ได้พังเพราะคนไม่ทุ่มเท และไม่ได้ล้มเหลวเพราะคนทำงานน้อยเกินไป
แต่ล้มเหลวเพราะทุกคนกำลังทุ่มเทพลังทั้งหมด
ไปกับ “สิ่งที่ไม่สำคัญพอ”
องค์กรจำนวนมากจึงไม่ได้เผชิญแค่ Productivity Crisis แต่กำลังเผชิญสิ่งที่ลึกกว่านั้น นั่นคือ
"Prioritization Crisis"
หรือวิกฤตของการเลือกทำเรื่องผิด
* ทุกคนยุ่ง
* ทุกคนประชุมตลอดเวลา
* ทุกคนมีงานเต็มมือ
* ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองว่าทำไมงานนี้ถึงสำคัญ
แต่ไม่มีใครหยุดถามคำถามที่ควรถามที่สุดว่า
“สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้
สำคัญพอที่จะแลกกับเวลาชีวิตของทีมจริงหรือเปล่า?”
เพราะในองค์กรยุคใหม่
ทรัพยากรที่แพงที่สุดอาจไม่ใช่งบประมาณ
แต่คือ
* สมาธิของคนเก่ง
* พลังใจของทีม
* เวลาของผู้บริหาร
* และความสามารถขององค์กรในการเลือกว่าจะ “ไม่ทำอะไร”
ซึ่งหลุมพรางที่สูบพลังงานองค์กรมากที่สุด มักซ่อนอยู่ใน 2 พื้นที่ที่ดูธรรมดามาก
* หนึ่งคือ “ห้องประชุม”
* และอีกหนึ่งคือ “กระดาน Backlog”
”สองพื้นที่นี้ดูเหมือนแยกกันครับ“
* ห้องประชุมคือพื้นที่คุย
* Backlog คือพื้นที่ทำ
แต่ในความจริง ”มันคือระบบเดียวกัน“
* ห้องประชุม คือเครื่องจักรตัดสินใจขององค์กร
* Backlog คือเครื่องจักรจัดสรรทรัพยากรขององค์กร
”ถ้าเครื่องจักรตัดสินใจเสีย
Backlog ก็จะเต็มไปด้วยงานที่ไม่ควรทำ”
“และถ้า Backlog ไร้ทิศทาง
ต่อให้ประชุมดีแค่ไหน สุดท้ายทีมก็ยังถูกใช้ไปกับเรื่องผิดอยู่ดี”
⸻
📉 หลุมพรางที่ 1: วิกฤตในห้องประชุม (เมื่อเราคุยกันเยอะมาก…แต่ไม่ได้ขยับงาน)
ห้องประชุมควรเป็นพื้นที่ที่องค์กรใช้ “ตัดสินใจ”
แต่ในหลายองค์กร ห้องประชุมกลับกลายเป็นพื้นที่ที่ใช้ “เลื่อนการตัดสินใจออกไป”
* เรานัดประชุมเพื่อ update
* นัดประชุมเพื่อ align
* นัดประชุมเพื่อ sync
* นัดประชุมเพื่อ review
* นัดประชุมเพื่อ follow up
แล้วก็นัดประชุมอีกครั้งเพื่อ “คุยต่อจากครั้งที่แล้ว”
“ฟังดูคุ้นไหมครับ?”
บางประชุมมีคน เป็นสิบ เป็นร้อยคน
“แต่คนที่พูดจริงมี 3 คน”
บางประชุมใช้เวลา 60 นาที
แต่สาระจริงใช้ได้แค่ 10 นาที
บางประชุมจบลงด้วยคำว่า “เดี๋ยวไปคุยกันต่อ”
ซึ่งแปลเป็นภาษาธุรกิจได้ว่า
“เรายังไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลย?”
รายงานจาก
Reclaim.ai
เคยสะท้อนว่าคนทำงานยุคใหม่ใช้เวลาจำนวนมากต่อสัปดาห์ไปกับการประชุม
และหลายแบบสำรวจด้าน workplace productivity ก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า
การประชุมจำนวนมากไม่ได้สร้างคุณค่าเท่าที่ควร
แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “การประชุม” โดยตัวมันเองครับ
การประชุมที่ดีมีประโยชน์มาก
* มันช่วยให้ตัดสินใจเร็ว
* ช่วยลดความเข้าใจผิด
* ช่วยสร้าง alignment
* ช่วยเปิดพื้นที่ให้คนเห็นมุมที่ตัวเองมองไม่เห็น
แต่ปัญหาคือ
หลายองค์กรไม่ได้ประชุมเพื่อ “ตัดสินใจ”
แต่ประชุมเพื่อ “ให้ทุกคนรู้สึกว่าเราได้ทำอะไรบางอย่างแล้ว”
และนี่คือกับดักใหญ่ที่ทำให้ห้องประชุมกลายเป็นพื้นที่สูบพลังชีวิตองค์กร
กับดักที่ 1: “เชิญมาทำไม?”
หลายคนถูกเชิญเข้าประชุมโดยไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องมีบทบาทอะไร? (เชิญมาแบบงงๆ “บอกแค่ต้องเข้า” เป็นต้น) แล้วถ้าเข้ามาแล้ว...
* ต้องมาตัดสินใจหรือเปล่า?
* ต้องมาให้ข้อมูลหรือเปล่า?
* ต้องมา challenge หรือเปล่า?
* ต้องมารับรู้เฉยๆ หรือเปล่า?
* หรือแค่ถูก invite เข้ามาเพื่อให้ดูครบ stakeholder?
นี่คือปัญหาที่เล็กมากในปฏิทิน แต่ใหญ่กับพลังใจของคนทำงาน
เพราะเมื่อคนไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในห้องไปทำไม
“เขาจะค่อยๆ ถอนตัวทางจิตใจออกจากการประชุม”
นั่งเปิด laptop
* ตอบ chat
* อ่าน email
* พยักหน้าเป็นจังหวะ
* แล้วรอให้เวลาผ่านไป
สุดท้ายห้องประชุมจึงมีคนอยู่ครบ
“แต่ ownership หายไปหมด”
องค์กรจำนวนมากชอบพูดว่าอยากให้พนักงานมี ownership
แต่ในชีวิตจริง
* เรากลับดึงคนเข้าไปอยู่ในประชุมที่เขาไม่มีบทบาท
* ไม่มีอำนาจตัดสินใจ
* และไม่มีเหตุผลที่ต้องอยู่
“แล้วเราก็แปลกใจว่าทำไมคนไม่ engage เวลา survey engagement ปลายปี?”
การประชุมที่ดีต้องเริ่มจากคำถามง่ายๆ ครับ
1. คนนี้จำเป็นต้องอยู่ในห้องนี้จริงไหม? ถ้าใช่ "เขาอยู่เพื่ออะไร?"
2. “ถ้าไม่ใช่” + "การไม่เชิญเขาอาจเป็นการให้เกียรติเวลาของเขามากกว่าการเชิญเข้ามานั่งเงียบๆ 1 ชั่วโมงเสียอีก"
กับดักที่ 2: “วาระคืออะไร?”
การประชุมที่ไม่มี Agenda
ก็ไม่ต่างจากการขึ้นรถโดยไม่รู้ว่าจะไปไหน
* ทุกคนขึ้นรถครบ
* เครื่องยนต์ติด
* น้ำมันถูกใช้
* เวลาเดินไปเรื่อยๆ
”แต่ไม่มีใครรู้ว่าปลายทางคืออะไร?“
บางองค์กรประชุมโดยมีแค่หัวข้อกว้างๆ เช่น
“หารือเรื่อง Project X”
“Sync สถานะงาน”
“Update ความคืบหน้า”
“คุยเรื่อง Strategy”
ฟังดูเหมือนมีวาระ
แต่จริงๆ แล้ว ยังไม่พอครับ
เพราะวาระที่ดีต้องบอกให้ชัดว่า
* เราจะมา “ตัดสินใจอะไร”
* เราต้องการ “ข้อมูลอะไร”
* เราคาดหวัง “ผลลัพธ์อะไร”
* และเมื่อจบประชุมแล้ว “อะไรต้องเปลี่ยน”
Amazon มีแนวปฏิบัติเรื่องการเขียน memo ก่อนประชุมอย่างจริงจัง
เพราะเขาเชื่อว่าคุณภาพของการตัดสินใจเริ่มต้นตั้งแต่คุณภาพของการเตรียมความคิด
ประเด็นไม่ใช่ว่าทุกองค์กรต้อง copy Amazon
แต่บทเรียนคือ
“ถ้าประชุมสำคัญพอที่จะดึงเวลาคนเก่งหลายคนเข้ามา
มันก็ควรสำคัญพอที่จะต้องเตรียมความคิดให้ดีล่วงหน้า”
ไม่ใช่เข้าห้องไปแล้วค่อย “ช่วยกันคิดสด”
เพราะการคิดสดในห้องประชุม มักกลายเป็นพื้นที่ของคนพูดเก่ง ไม่ใช่คนคิดลึก
และสุดท้าย decision ก็มักถูกลากไปตามเสียงของคนที่มั่นใจที่สุด ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด
กับดักที่ 3: “แยกย้าย…แล้วไงต่อ?”
นี่คือจุดจบที่เลวร้ายที่สุดของการประชุมครับ
* คุยกันอย่างดุเดือด
* ถกกันอย่างเข้มข้น
* มีประเด็นดีๆ หลายเรื่อง
* ทุกคนดูเหมือนเห็นด้วย
แล้วจบด้วยคำว่า
“รับทราบครับ”
จากนั้นทุกคนก็แยกย้าย
* ไม่มีใครรู้ว่าใครต้องทำอะไร
* ไม่มี deadline
* ไม่มีเจ้าของงาน
* ไม่มี decision log
* ไม่มี follow-up mechanism
”สุดท้ายงานก็ไปกองอยู่ในความเงียบ“
อีกหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป
เราจึงต้องเรียกประชุมใหม่
เพื่อถามว่า
“เรื่องนี้ไปถึงไหนแล้ว?”
และคำตอบยอดนิยมคือ
“ยังไม่ได้เริ่มครับ เพราะยังไม่ชัดว่าใครเป็น owner”
นี่ไม่ใช่ปัญหาความขี้เกียจ
แต่มันคือปัญหาการออกแบบการตัดสินใจที่ไม่จบ
การประชุมที่ดีจึงไม่ควรจบด้วย “เข้าใจตรงกัน”
แต่ต้องจบด้วย
* ใครรับผิดชอบ
* ใครอนุมัติ
* ใครต้องรับรู้
* ต้องเสร็จเมื่อไร
* และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งนี้สำเร็จแล้ว
“เพราะ meeting ที่ไม่มี next action ไม่ใช่ meeting”
มันคือ group therapy ในชุด corporate
ฟังแล้วสบายใจชั่วคราว
แต่ปัญหาเดิมยังอยู่ครบ
⸻
🔄 รอยต่อแห่งความสูญเปล่า (จากห้องประชุม…สู่กระดานงาน)
สมมติว่าองค์กรของคุณแก้ปัญหาการประชุมได้แล้ว
* ทุกคนมี Agenda
* มีเจ้าของงาน
* มี Action Item
* มี decision log
* มีการติดตามผล
* และทุกคนรู้ว่าต้องทำอะไรต่อ
ฟังดูดีมากครับ
แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ
“สิ่งที่เราตัดสินใจในห้องประชุมนั้น ควรถูกทำจริงหรือเปล่า?”
“นี่คือจุดที่หลายองค์กรพลาด”
เพราะเราเอาเวลาจำนวนมากไป optimize การประชุม
แต่ไม่เคยถามว่า ผลลัพธ์จากการประชุมนั้นพาทีมไปสร้างสิ่งที่ควรสร้างจริงไหม
ต่อให้ประชุมดีแค่ไหน
ถ้ามติที่ได้คือการสั่งให้ทีมไปสร้าง “สิ่งที่ไม่สำคัญ”
องค์กรก็แค่เปลี่ยนจากการเผาเวลาในห้องประชุม
มาเป็นการเผาเงินและเวลาของทีมพัฒนาแทน
และนี่คือความสูญเปล่าที่แพงกว่าเดิมมาก
เพราะการประชุม 1 ชั่วโมงของคน 10 คน
อาจเสียเวลาไป 10 ชั่วโมง
เช่น ถ้าหลังจากประชุมนั้น
ทีม 8 คนต้องไปทำ feature ที่ไม่สร้าง impact เป็นเวลา 2 เดือน
ต้นทุนที่แท้จริงไม่ใช่ 10 ชั่วโมงแล้วครับ
* แต่มันคือเวลาชีวิตของทีม
* เงินเดือน
* opportunity cost
* technical debt
* ความเหนื่อยล้า
* และโอกาสที่ทีมจะไม่ได้ทำสิ่งที่สำคัญกว่านั้น
นี่คือเหตุผลที่ผมเชื่อว่า
"แผนงานหรือ backlog ที่แย่ มักเริ่มต้นจากการประชุมที่แย่"
และในทางกลับกัน
"การประชุมที่ดี ก็ยังไร้ความหมาย ถ้ามติที่ได้คือการไปสร้างสิ่งที่ไม่ควรถูกสร้าง"
หลายองค์กรจึงไม่ได้ขาด process
แต่ขาดสิ่งที่เรียกว่า
"Organizational Judgment"
หรือวิจารณญาณขององค์กร
ความสามารถในการแยกให้ออกว่า
* อะไรคือเรื่องสำคัญ?
* อะไรคือเรื่องเสียงดัง?
* อะไรคือเรื่องเร่งด่วนจริง?
* อะไรคือเรื่องที่แค่คนใหญ่คนหนึ่งอยากได้?
* และอะไรคือเรื่องที่ไม่ควรถูกทำตั้งแต่แรก?
⸻
⚙️ หลุมพรางที่ 2: วิกฤตหน้า Backlog (เมื่อทุกอย่างดู “ด่วน” ไปหมด)
เช่น ในโลก Product Management เรามี Framework สำหรับ Prioritization มากมายครับ เช่น
* RICE
* MoSCoW
* ICE
* WSJF
* Kano Model
* Value vs Effort Matrix
”ทุกเครื่องมือมีประโยชน์ ถ้าใช้ถูกบริบท“
แต่ปัญหาคือ หลายองค์กรใช้ Framework เหล่านี้เหมือนเป็น “เครื่องล้างบาปของการตัดสินใจ”
* พอมีตาราง
* มีคะแนน
* มีสูตรคำนวณ
* มีตัวเลข
“เราก็รู้สึกว่าการตัดสินใจนั้นดู rational ขึ้นทันที”
แต่ความจริงคือ
”Framework ไม่ได้ทำให้คนมี judgment ดีขึ้นโดยอัตโนมัติ“
* ถ้าคนประเมินใส่ assumption ผิด
* ให้คะแนนตามการเมืองภายใน
* ประเมิน impact จากความรู้สึก
* หรือให้ effort ต่ำเกินจริงเพื่อดันงานที่ตัวเองอยากทำ
Framework ก็จะกลายเป็นแค่ Excel ที่แต่งตัวดี
“Garbage In, Garbage Out”
ใส่ความคิดผิดเข้าไป
ได้ priority ผิดกลับออกมา
นี่คือเหตุผลว่าทำไม Product Leader ที่เก่ง
จึงไม่ได้เริ่มจากการถามว่า
“งานนี้ได้คะแนน RICE เท่าไร?”
แต่เริ่มจากการถามคำถามที่ลึกกว่า
และนี่คือคำถามทั้งหมดที่องค์กรควรถามก่อนเอางานจากห้องประชุมลงไปอยู่ใน Backlog
1. เรากำลังตัดอนาคต…เพื่อดับไฟวันนี้อยู่หรือเปล่า?
นี่คือกับดักที่เจอบ่อยที่สุดครับ
หลายองค์กรเลือกทำสิ่งที่ช่วยปิดยอดระยะสั้น
ช่วยตอบผู้บริหารในไตรมาสนี้
ช่วยทำให้รายงานดูดี
ช่วยแก้ pain เฉพาะหน้า
แต่กลับเลื่อนเรื่องสำคัญระยะยาวออกไปเรื่อยๆ เช่น
* Tech Debt
* Data Foundation
* Automation
* Security
* Scalability
* Design System
* Platform Capability
* Documentation
* Capability Building
“เรื่องเหล่านี้ไม่ค่อย sexy ครับ”
* ไม่ค่อยมีใครปรบมือให้
* ไม่ค่อยถูกเอาไปเล่าใน Townhall
* ไม่ค่อยทำให้ยอดขายเดือนนี้พุ่งทันที
แต่ถ้าไม่ทำ องค์กรจะค่อยๆ สะสมหนี้ที่มองไม่เห็น
* Product จะช้าลง
* ระบบจะเปราะขึ้น
* ทีมจะเหนื่อยขึ้น
* การเปลี่ยนแปลงจะยากขึ้น
* และทุก feature ใหม่จะใช้ต้นทุนมากขึ้นเรื่อยๆ
นี่คือสิ่งที่น่ากลัวของการคิดสั้น
มันไม่ได้ทำให้องค์กรพังทันที
แต่มันค่อยๆ ทำให้องค์กร “ขยับตัวแพงขึ้น”
ทุกครั้งที่เราดับไฟวันนี้
โดยไม่วางระบบสำหรับวันพรุ่งนี้
เราอาจกำลังซื้อความสบายระยะสั้น
ด้วยต้นทุนระยะยาวที่แพงกว่ามาก
คำถามที่ผู้นำควรถาม คือ
“งานนี้ทำให้อนาคตของเราง่ายขึ้น หรือยากขึ้น?”
2. นี่คือเส้นตายจริง…หรือเส้นตายหลอก?
ในหลายองค์กร
“ทุกอย่างดูด่วน (แม่ง) หมด”
* ด่วนเพราะลูกค้าอยากได้
* ด่วนเพราะผู้บริหารถาม/สั่ง
* ด่วนเพราะ competitor ทำแล้ว
* ด่วนเพราะไตรมาสใกล้จบ
* ด่วนเพราะแผนที่เคยพูดไว้ใน Townhall
* ด่วนเพราะ “เดี๋ยวภาพไม่ดี”
“แต่ถ้าทุกอย่างด่วน ก็แปลว่าไม่มีอะไรด่วนจริง?”
ทีมที่ต้องวิ่งเต็มสปีดตลอดเวลา
สุดท้ายไม่ได้เร็วขึ้น
แต่หมดแรงเร็วขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ผู้นำต้องแยกให้ออกระหว่าง
“Hard Deadline กับ Soft Deadline”
“Hard Deadline” คือเส้นตายที่มีผลกระทบจริง เช่น
* กฎหมาย
* compliance
* สัญญาลูกค้า
* ระบบที่ต้องขึ้นก่อน campaign ใหญ่
* หรือ deadline ที่พลาดแล้วเกิดความเสียหายจริง
ส่วน “Soft Deadline” คือเส้นตายที่องค์กรตั้งขึ้นเอง
* ควรต่อรองได้
* เลื่อนได้
* หรือบางครั้งเกิดจากความอยากดูดีมากกว่าความจำเป็นทางธุรกิจ
ปัญหาคือ “หลายองค์กรเอา Soft Deadline มาบริหารเหมือน Hard Deadline”
* ผลคือทีมต้องแลกสุขภาพ
* แลกคุณภาพงาน
* แลกความสัมพันธ์
* และแลก technical integrity
เพื่อ deadline ที่จริงๆ แล้วอาจไม่มีใครตายถ้าเลื่อนไปอีก 2 สัปดาห์
นี่ไม่ใช่การสนับสนุนให้ทีมทำงานช้า
แต่คือการบริหารความเร่งด่วนอย่างมีสติ
เพราะความเร่งด่วนที่ถูกใช้พร่ำเพรื่อ
จะทำให้ทีมชาชิน และเมื่อถึงเวลาที่มีเรื่องด่วนจริง
องค์กรจะไม่มีพลังเหลือพอจะเร่งแล้ว
3. สิ่งนี้สร้างคุณค่าทางธุรกิจจริงหรือไม่?
หลายไอเดียฟังดูดีมากในห้องประชุม
โดยเฉพาะไอเดียที่ถูกเล่าด้วยคำว่า
* ลูกค้าน่าจะชอบ
* ตลาดน่าจะต้องการ
* คู่แข่งมีแล้ว
* ผู้บริหารอยากเห็น เช่น CxO level คนนี้อยากได้ เพราะเป็นแผนสำคัญของหน่วยงาน
* ทีมเราควรมีบ้าง
* ทำแล้วดู modern ดี
คำว่า “น่าจะ” เป็นคำที่อันตรายมากในโลก Product ครับ
เพราะมันทำให้ assumption ฟังดูเหมือน insight
และทำให้ความรู้สึกของคนในห้องประชุม
กลายเป็นเหตุผลในการใช้ resource ของทีมทั้งทีม
“ฟีเจอร์ที่ดี ไม่ใช่ฟีเจอร์ที่ฟังดูแล้วล้ำสมัย แต่คือฟีเจอร์ที่สร้างคุณค่าบางอย่างชัดเจน” เช่น
* เพิ่มรายได้
* ลดต้นทุน
* ลด churn
* เพิ่ม conversion
* ลดเวลาทำงาน
* เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า
* สร้าง competitive advantage
* หรือเปิด capability ใหม่ที่สำคัญต่อ strategy
ถ้าฟีเจอร์หนึ่งไม่เชื่อมกับสิ่งเหล่านี้เลย
เราต้องกล้าถามว่า
“แล้วเราสร้างมันไปทำไม?”
เช่น หลายองค์กรมี Product ที่บวมขึ้นเรื่อยๆ
เพราะไม่เคยกล้าปฏิเสธไอเดียที่ดูดี
* ฟีเจอร์เพิ่ม
* หน้าจอเพิ่ม
* flow ซับซ้อนขึ้น
* support ยากขึ้น
* training ยากขึ้น
* maintenance แพงขึ้น เพราะระบบโค้ดพันกันเป็นสปาร์เกตตี้ เป็นต้น
แต่คุณค่าต่อลูกค้าไม่ได้เพิ่ม หรือมีประโยชร์จริงตาม
นี่คืออาการของ “Product Obesity”
ไม่ใช่ “Product Growth”
ของเยอะขึ้น แต่คุณภาพของประสบการณ์ไม่ดีขึ้น
และบางครั้งลูกค้าก็ไม่ได้ต้องการ feature เพิ่ม
* เขาแค่ต้องการให้ของเดิมทำงานได้ดีขึ้น
* เร็วขึ้น
* เข้าใจง่ายขึ้น
* และไม่สร้างความหงุดหงิดให้เขาเท่านั้นเอง
4. ผลลัพธ์คุ้มค่ากับความซับซ้อนหรือไม่?
ไอเดียบางอย่างดูดีมากครับ
* สวยใน slide/prototype
* ดูฉลาดใน strategy deck
* ฟังดูเหมือนองค์กรกำลัง innovate
“แต่พอลงรายละเอียดจริง”
* ต้องไปรื้อระบบหลังบ้าน
* ต้องเชื่อม data หลายแหล่ง
* ต้องขออนุมัติหลายฝ่าย
* ต้องต่อคิว
* ต้องใช้ทีมหลาย 10 หลาย 100 คนในการทำ
* ต้องแก้ > 6 เดือน
* ต้องแก้ regression
* ต้องเพิ่ม support process
* ต้องเพิ่ม training
* ต้องเพิ่ม monitoring
* ต้องเพิ่ม manual workaround
“สุดท้ายเพื่อ impact ที่แทบมองไม่เห็น”
นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า
“ขี่ช้างจับตั๊กแตนเวอร์ชันองค์กร”
คือไม่ได้ผิดที่อยากจับตั๊กแตน
แต่ผิดที่ใช้ช้างทั้งตัวไปจับ
“ความซับซ้อนมีต้นทุนเสมอครับ”
ไม่ใช่แค่ต้นทุนในการสร้าง
* แต่รวมถึงต้นทุนในการดูแล
* แก้ไข
* อธิบาย
* training
* support
* และรับมือกับปัญหาที่จะตามมาในอนาคต
“จะทำอะไรให้คิดให้ดี แล้วมันคุ้มไหมที่เราจะทำ?”
ในโลกที่ AI ทำให้การสร้างอะไรบางอย่างง่ายขึ้น
คำถามนี้ยิ่งสำคัญกว่าเดิมเข้าไปอีก
เพราะเมื่อการสร้างถูกลง
องค์กรจะยิ่งเผลอสร้างของที่ไม่จำเป็นง่ายขึ้น
และสุดท้ายสิ่งที่ทำให้องค์กรช้า
อาจไม่ใช่เพราะสร้างไม่เก่ง
แต่เพราะสร้างเยอะเกินไป
* โดยไม่เคยกล้าลบ
* กล้าหยุด
* หรือกล้าบอกว่าไม่ทำ
⸻
🧠 จาก Productivity สู่ Organizational Judgment
ถ้ามองให้ลึก
“ปัญหาห้องประชุมไร้วาระ กับ แผนงาน/Backlog ไร้ทิศทาง ไม่ใช่ปัญหาคนละเรื่องกัน”
“มันคืออาการของโรคเดียวกัน” นั่นคือ
องค์กรยังไม่รู้ว่า “อะไรสำคัญจริง”
ถ้าองค์กรรู้ว่าอะไรสำคัญจริง
การประชุมต่างๆ จะต้อง “สั้นลง”
เพราะไม่ต้องลากทุกคนมาคุยทุกเรื่อง
ถ้าองค์กรรู้ว่าอะไรสำคัญจริง
“Backlog จะเบาลง”
เพราะไม่ใช่ทุกไอเดียต้องถูกสร้าง
ถ้าองค์กรรู้ว่าอะไรสำคัญจริง
ทีมจะกล้าปฏิเสธมากขึ้น
เพราะรู้ว่าการไม่ทำบางเรื่อง
คือการปกป้องพลังของทีมไว้ทำเรื่องที่สำคัญกว่า
นี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่า
ทักษะสำคัญขององค์กรยุคใหม่
ไม่ใช่แค่ Productivity
“แต่คือ Judgment”
Productivity คือการทำงานให้เร็วขึ้น
แต่ Judgment คือการรู้ว่า
งานไหนควรถูกทำตั้งแต่แรก
และในโลกที่ทุกคนมีเครื่องมือเพิ่มขึ้น
มี AI ช่วยทำงานมากขึ้น
มี automation มากขึ้น
มี dashboard มากขึ้น
องค์กรที่ชนะ อาจไม่ใช่องค์กรที่ทำได้เยอะที่สุด
แต่คือองค์กรที่เลือกได้ดีที่สุด
* เลือกประชุมเฉพาะเรื่องที่ควรประชุม
* เลือกทำเฉพาะงานที่ควรทำ
* เลือกลงทุนเฉพาะสิ่งที่สร้าง leverage จริง
* และเลือกปฏิเสธสิ่งที่ดูดีแต่ไม่สำคัญพอ
⸻
✨ ดังนั้น ทักษะที่แพงที่สุดในองค์กร คือการพูดคำว่า “ไม่”
“ความยุ่งเหยิงในองค์กร”
* ไม่ได้แก้ด้วยการซื้อ/ทำ software ใหม่เสมอไป
* ไม่ได้แก้ด้วยการเพิ่ม process
* ไม่ได้แก้ด้วยการตั้ง committee เพิ่ม
* และไม่ได้แก้ด้วยการประชุมให้ถี่ขึ้น
เพราะ
* ยิ่งเพิ่ม process องค์กรยิ่งยุ่ง
* ยิ่งเพิ่ม meeting องค์กรยิ่งช้า
* ยิ่งเพิ่ม backlog/งาน ทีมยิ่งหมดแรง
สิ่งที่ต้องเพิ่มจริงๆ อาจไม่ใช่เครื่องมือ
แต่คือ “วิจารณญาณ”
การตั้งคำถามว่า
“เราควรอยู่ในการประชุมนี้ไหม?” กับ
“เราควรสร้างฟีเจอร์นี้จริงหรือเปล่า?”
แท้จริงแล้วคือคำถามเดียวกัน นั่นคือ
“สิ่งนี้สร้างคุณค่ามากพอหรือไม่?”
องค์กรที่เคลื่อนตัวได้เร็ว
ไม่ใช่องค์กรที่ทำงานตลอดเวลา
และคนที่เก่งที่สุด
ไม่ใช่คนที่เคลียร์ Backlog ได้เร็วที่สุด
แต่คือคนที่กล้าปฏิเสธ
“งานที่ไม่สำคัญ”
ได้เร็วพอ
เพื่อเก็บรักษาทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของทีม
ไว้สร้างสิ่งที่เปลี่ยนเกมได้จริง
ในโลกที่ทุกคนมี Backlog เต็มมือ
ความสามารถที่หายากที่สุด
ไม่ใช่การทำงานให้เร็วขึ้น
แต่คือการรู้ว่า
“งานไหนไม่ควรถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่แรก”
เพราะองค์กรไม่ได้ขาดคนทำงาน
แต่องค์กรจำนวนมากกำลังขาดคนที่กล้าพูดคำว่า
“ไม่” กับสิ่งที่ไม่สร้างคุณค่าจริงต่างหาก
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#ProductManagement
#MeetingProductivity
#ExecutiveMindset
#StrategicThinking
#FutureOfWork
#Prioritization
#ProductLeadership
#OrganizationalDesign
#OrganizationalJudgment
#Productivity
⸻
📚 Source / Reference
*
Reclaim.ai
— ข้อมูลและบทวิเคราะห์ด้าน meeting load และ calendar productivity ที่สะท้อนว่าคนทำงานยุคใหม่ใช้เวลาจำนวนมากไปกับการประชุม และเวลาประชุมที่ไม่มีโครงสร้างชัดเจนเป็นหนึ่งในต้นทุนแฝงด้าน productivity ขององค์กร
* Atlassian Team Playbook — แนวทางการออกแบบ meeting, roles, decision-making และ team rituals เพื่อให้ทีมลดการประชุมที่ไม่จำเป็น และเปลี่ยนเวลาประชุมให้เป็นพื้นที่สร้าง clarity และ ownership
* Amazon Working Backwards / Narrative Memo — แนวปฏิบัติด้านการเตรียม memo และ narrative ก่อนการประชุม เพื่อยกระดับคุณภาพการคิด การตัดสินใจ และลดการตัดสินใจจากความเห็นที่ยังไม่ถูกกลั่นกรอง
* Prioritization Frameworks เช่น RICE, MoSCoW, ICE และ WSJF — เครื่องมือช่วยจัดลำดับความสำคัญของงาน product และ project แต่ต้องใช้ร่วมกับ strategic judgment เพราะ Framework ไม่สามารถทดแทนวิจารณญาณของผู้นำได้
* Product Management และ Feature Factory — แนวคิดที่อธิบายความเสี่ยงขององค์กรที่วัดความสำเร็จจากปริมาณ output หรือจำนวนฟีเจอร์ มากกว่าผลลัพธ์ทางธุรกิจและคุณค่าที่ลูกค้าได้รับจริง
วัฒนธรรมองค์กร
ธุรกิจ
ผู้นำ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย