Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
พงศาวดารวันพรุ่ง (The Tomorrow Chronicles)
•
ติดตาม
12 มิ.ย. เวลา 06:50 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่
ตอนที่ 54 สันติภาพจอมปลอม? ยุทธศาสตร์การทูตยุโรปของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 1
.หากเรามองภาพรวมของประวัติศาสตร์ออตโตมัน สุลต่านส่วนใหญ่มักมีภาพลักษณ์ของการเป็น "ผู้พิชิต" ที่ถือดาบนำทัพทะลวงกำแพงเมืองศัตรู ดุดันไม่เกรงใจชาวโลกแต่สำหรับ สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 1 (Mehmed I) พระองค์คือความตลกร้ายแห่งยุคสมัย เพราะผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระองค์ไม่ใช่การทำสงคราม แต่คือ "การหลีกเลี่ยงสงครามให้ได้มากที่สุด"
3
เมื่อพระองค์รวบอำนาจได้เบ็ดเสร็จในปี 1413 จักรวรรดิออตโตมันมีสภาพเหมือนคนไข้ไอซียูที่แค่เขี่ยก็กระอักเลือดง่ายๆ เมห์เหม็ดรู้ดีว่าหากเผชิญกับทัพครูเสดจากยุโรปอีกครั้ง ออตโตมันจะสูญสิ้นถาวร
สุุลต่านเมห์เหม็ดที่1กับทูตจากยุโรป
นั้นจึงเป็นยุทธศาสตร์การทูตต่อรัฐในยุโรปของพระองค์จึงวางอยู่บนหลักการเดียวคือ "ซื้อเวลาให้ได้นานที่สุด โดยที่เนียนเพียงพอไม่ให้ฝั่งยุโรปได้ใจ"
🟨1. จักรวรรดิไบแซนไทน์: จากศัตรูแต่โครตเหง้า สู่ "มิตรแท้"
นี่คือหนึ่งในการพลิกขั้วทางการทูตที่แปลกประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์
ความสัมพันธ์อันดีระหว่างออตโตมันและไบแซนไทน์
🟪 คืนดินแดนและจ่ายเงินค่าดูแล: แทนที่จะยกตนข่มท่านเหมือนอัสนีบาตหัวอุ่น แต่เมห์เหม็ดที่ 1 ทรงส่งทูตไปหาจักรพรรดิมานูเอลที่ 2 ทรงคืนเมืองท่าริมทะเลดำและเทสซาโลนิกาให้ไบแซนไทน์ แถมยังยอมจ่าย "เงินอุดหนุนประจำปี" ให้ราชสำนักไบแซนไทน์อีกด้วย
เหรียญทองที่ออตโตมันจ่ายให้ไบแซนไทน์ เพิ่มกักกัน มุสตาฟา
🟪การทำดีกับไบแซนไทน์ไม่ใช่เพราะใจบุญ แต่เพราะเมห์เหม็ดต้องการให้ไบแซนไทน์ทำหน้าที่เป็น "ป้ายไฟ" ไปบอกยุโรปตะวันตกว่าออตโตมันไม่ใช่ภัยคุกคามอีกต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้พระสันตะปาปาประกาศสงครามครูเสด และที่สำคัญคือเพื่อจ้างให้ไบแซนไทน์ช่วยกักกัน "เจ้าชายมุสตาฟา" (พี่ชายที่หายไปในสมรภูมิแต่จู่ๆ ก็โผล่มา) เอาไว้ไม่ให้ออกมากวนใจ
🟧 2. สาธารณรัฐเวนิส: เมื่อหมาป่าเกือบจมน้ำตาย ขีดจำกัดทางทะเล
▪️ออตโตมันและเวนิสคือไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอดขึ้นกับผลประโยชน์และเมห์เหม็ดที่ 1 ก็ได้เรียนรู้บทเรียนทางทะเลที่แสนเจ็บปวด
▪️ยุทธนาวีกัลลิโปลี (1416): กองเรือออตโตมันพยายามโชว์แสนยานุภาพ แต่กลับถูกกองเรือเวนิสบดขยี้พินาศย่อยยับ แม่ทัพเรือออตโตมันเสียชีวิตคาสนามรบ
ยุทธนาวีกัลลิโปลี (1416) จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของออตโตมัน
▪️การทูตแบบยอมจำนน แทนที่จะโกรธแค้นและสั่งเกณฑ์คนไปรบต่อ เมห์เหม็ดกลับรีบส่งคณะทูตไปเมืองเวนิสทันที พระองค์ทรงลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพที่ออตโตมันเสียเปรียบอย่างหนัก ทรงยอมให้เวนิสมีสิทธิพิเศษทางการค้าในดินแดนออตโตมันโดยไม่เสียภาษีและยอมปล่อยเชลยศึกทั้งหมด
สัญญาสันติภาพที่ออตโตมันเสียเปรียบอย่างหนักแก่เวนิส
▪️ยุทธศาสตร์ที่แท้จริง: การยอมก้มหัวให้เวนิสในวันนั้น คือการการันตีว่าชายฝั่งและเส้นทางการค้าทางทะเลของออตโตมันจะปลอดภัย เปิดทางให้เศรษฐกิจของจักรวรรดิได้ฟื้นตัว ในขระเดียวกันออตโตมันก็เร่งทุ่มทรัพยากรเพื่อพัฒนากองทัพเรือจนเริ่มผลิดอกออกผลในสมัยเมเหม็ดที่2 ผู้พิชิต
🟩3. อาณาจักรฮังการี: เลี่ยงการปะทะตรงหน้าริมแม่น้ำดานูบ
ฮังการีภายใต้การนำของ กษัตริย์ซิกิสมุนด์ (Sigismund) คือภัยคุกคามทางบกที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปที่เมเหม็ดพยายามอย่างมากเพื่อไม่ให้ยกทัพเข้ามากวาดล้างออตโตมันในยุโรป
♣️สร้างตัวแทนเพื่อพร่ากำลัง: เมห์เหม็ดที่ 1 พยายามหลีกเลี่ยงการนำกองทัพหลักไปปะทะกับฮังการีโดยตรง พระองค์ใช้วิธีสนับสนุนและแทรกแซงรัฐกันชนอย่าง "วัลลาเคีย" และ "บอสเนีย" เพื่อให้ฮังการีต้องวุ่นวายอยู่กับสงครามตัวแทนแทนที่จะเดินทัพลงใต้มาถึงหัวใจของออตโตมัน
🟥4. สารแห่งสันติภาพถึงกษัตริย์คริสเตียน
หนึ่งในศิลปะการทูตที่แยบยลที่สุดของเมห์เหม็ดที่ 1 คือวาทศิลป์ พระองค์ส่งสาส์นไปยังผู้ปกครองในบอลข่านและยุโรปด้วยข้อความที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของพระองค์อย่างชัดเจน:
"ข้าพเจ้าขอมอบสันติภาพให้แก่ทุกคน และข้าพเจ้าขอยอมรับสันติภาพจากทุกคนเช่นกัน ขอพระผู้เป็นเจ้าแห่งสันติภาพทรงลงทัณฑ์ผู้ที่ทำลายสันติภาพนี้"
__________________
.
คร่าวนี้สลับมาที่ฝั่งยุโรปตะวันตก
♟️สำหรับท่าทีของยุโรปตะวันตกและวาติกันในช่วงที่สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 1 ครองราชย์ (ค.ศ. 1413-1421) นั้น หากจะใช้คำว่า "เพิกเฉย" ก็คงไม่ผิดนัก แต่มันไม่ใช่การเพิกเฉยเพราะความประมาทเพียงอย่างเดียว
♟️ ทว่าเป็นเพราะยุโรปตะวันตกและวาติกันกำลังเผชิญกับ "มหาวิกฤตในบ้านตัวเอง" ที่หนักหน่วงจนไม่มีเวลาและทรัพยากรไปสนใจภัยคุกคามจากตะวันออกนี่คือภาพความวุ่นวายสุดขีดของฝั่งยุโรปตะวันตกที่กลายเป็น "โชคช่วย" ครั้งประวัติศาสตร์ของออตโตมัน
🟦 1. วาติกัน: มหาวิกฤตศาสนาจักรแตกแยก (The Western Schism)
ในช่วงที่เมห์เหม็ดที่ 1 กำลังฟื้นฟูประเทศ ศาสนจักรคาทอลิกกำลังตกอยู่ในภาวะอัมพาตขั้นสุดยอดจากเหตุการณ์ที่เรียกว่า "ศาสนจักรแตกแยกตะวันตก" (ค.ศ. 1378–1417)
มหาวิกฤตศาสนาจักรตะวันตกแตกแยก
⏺︎ ยุโรปไม่ได้มีโป๊ปแค่องค์เดียว แต่มีถึง 3 องค์ (ที่กรุงโรม, เมืองอาวีญงในฝรั่งเศส, และเมืองปิซา) ต่างฝ่ายต่างคว่ำบาตรกันเอง และแย่งชิงอำนาจกันอย่างบ้าคลั่ง
⏺︎ เมื่อผู้นำสูงสุดทางศาสนายังทะเลาะกันเอง จึงไม่มีใครมีอำนาจหรือความชอบธรรมมากพอที่จะออกประกาศ "สงครามครูเสด" เพื่อรวบรวมกองทัพยุโรปไปตีกระหนาบออตโตมันได้เลย (กว่าปัญหาโป๊ปจะเคลียร์จบก็ปาเข้าไปปี 1417 ที่สังคายนาแห่งคอนสแตนซ์ ซึ่งเมห์เหม็ดก็แก้ปัยหารวมชาติออตโตมันจนปึกแผ่นไปแล้ว)
🟥2. อังกฤษ ปะทะ ฝรั่งเศส: นรกสงครามร้อยปี (ยุทธการอาแฌงคูร์ต)
มหาอำนาจทางทหารที่เคยส่งอัศวินมารบที่นิโคโปลิส บัดนี้กำลังห้ำหั่นกันเองจนเลือดนองแผ่นดิน
♦️ยุทธการอาแฌงคูร์ต (ค.ศ. 1415): ตรงกับช่วงกลางรัชกาลของเมห์เหม็ดพอดี กษัตริย์เฮนรีที่ 5 แห่งอังกฤษ นำทัพบุกฝรั่งเศสและสังหารหมู่หมู่ชนชั้นสูงและอัศวินฝรั่งเศสไปเกือบหมดประเทศ
ยุทธการอาแฌงคูร์ต (ค.ศ. 1415)
♦️ความพินาศจากสงครามนี้ทำให้ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสต้องทุ่มเทงบประมาณและกำลังคนทั้งหมดไปกับการฆ่าล้างกันเอง ไม่มีชาติไหนมีกะจิตกะใจจะมองข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปดูออตโตมันอีก
__________________
.
🟨3. จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (HRE) และฮังการี: ติดหล่มกบฏฮุสไซต์
จักรพรรดิซิกิสมุนด์ (Sigismund) ซึ่งควบตำแหน่งกษัตริย์ฮังการีและจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ HRE คือหัวหอกตัวจริงที่ควรจะนำทัพคริสเตียนไปปราบออตโตมัน แต่พระองค์ก็ติดหล่มปัญหาใหญ่:
จักรพรรดิซิกิสมุนด์ปราบกบฎฮุสไซต์
♦︎พระองค์ต้องรับหน้าเสื่อเป็นประธานจัดการประชุมสังคายนาแห่งคอนสแตนซ์เพื่อแก้ปัญหาโป๊ป 3 องค์ ซ้ำร้าย พระองค์ยังสั่งประหารนักปฏิรูปศาสนาชาวโบฮีเมียชื่อ ยาน ฮุส (Jan Hus) ในปี 1415 ซึ่งนำไปสู่การลุกฮือของชาวโบฮีเมียกลายเป็น สงครามฮุสไซต์ (Hussite Wars) ที่รุนแรง ซิกิสมุนด์จึงต้องเอาทหารไปปราบกบฏในเยอรมนีและเช็กเกียแทนที่จะไปรบกับออตโตมัน
🎯4. ภาพลวงตาที่เมห์เหม็ดสร้างขึ้นได้ผลเกินคาด
เมื่อรวมความวุ่นวายของยุโรปเข้ากับ "นโยบายรักสันติ" ของเมห์เหม็ดที่ 1 ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพลวงตาที่สมบูรณ์แบบ:
สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 1 กับภารกิจซ่อมแซมจักรวรรดิ
การที่เมห์เหม็ดไม่ปิดล้อมคอนสแตนติโนเปิล ไม่ส่งทัพใหญ่บุกยุโรป และทำตัวเป็นมิตรกับเวนิสและไบแซนไทน์ ทำให้ชาวยุโรปตะวันตกคิดเข้าข้างตัวเองว่า "ออตโตมันคงหมดสภาพไปแล้วจริงๆ ยุคทองของพวกมุสลิมจบลงแล้ว ปล่อยพวกมันไว้แบบนั้นแหละ"
บทสรุป🚩
🔸ในขณะที่เมห์เหม็ดที่ 1 กำลังใช้ความสงบเพื่อ "ซ่อมแซมภายในและลับดาบให้คมกริบ" ฝั่งยุโรปตะวันตกและวาติกันกลับใช้เวลาช่วงเดียวกันนี้ในการ "แทงข้างหลังกันเองจนสาหัสทุกฝ่าย"
ภาพลวงตาที่เมห์เหม็ดสร้างขึ้นทำให้ออตโตมันค่อยฟื้นกลับมาอีกครั้ง
🔸 พวกเขาปล่อยให้หน้าต่างแห่งโอกาส (ที่ออตโตมันอ่อนแอที่สุด) ปิดตัวลงอย่างช้าๆ กว่ายุโรปตะวันตกจะรู้ตัวและหันกลับมามองตะวันออกอย่างตกตะลึงอีกครั้ง ก็คือตอนที่ปืนใหญ่ของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 กำลังถล่มกำแพงกรุงคอนสแตนติโนเปิลจนราบคาบในอีก 40ปีต่อมา... ซึ่งถึงตอนนั้น มันก็สายเกินไปเสียแล้ว!
....
ตอนที่ 55 ยุทธการกัลลิโปลี (1416): บทเรียนเลือดบนผืนน้ำ เมื่อหมาป่าแห่งทุ่งหญ้าท้าทายจ้าวสมุทร
เรื่องเล่า
แนวคิด
ประวัติศาสตร์
1 บันทึก
3
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
Ottoman Empire The Road to Conquest
1
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย