ในสมัยเรียน โซเซกิสนใจวรรณกรรมจีนคลาสสิก แต่ด้วยกระแสการรับวัฒนธรรมตะวันตกของญี่ปุ่น เขาจึงเข้าศึกษาสาขาวรรณคดีอังกฤษที่ Tokyo Imperial University หลังจากนั้นเขาได้ไปเป็นครูตามโรงเรียนต่างๆ อยู่หลายปี จุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพของเขาเกิดขึ้นในปี 1900 เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นคัดเลือกให้เขาเป็นหนึ่งในนักเรียนทุนรุ่นแรกๆ ที่จะได้ไปศึกษาภาษาอังกฤษที่ประเทศอังกฤษ
โซเซกิเคยเข้าเรียนที่ University College London และเรียนพิเศษกับนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเชกสเปียร์ที่มีชื่อเสียง แต่ในเวลาไม่นานเขาก็เลิกเรียนทั้งสองแห่ง เพราะรู้สึกหดหู่และแปลกแยกจากการใช้ชีวิตในอังกฤษ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ตลอดสองปีที่นั่นไปกับการเก็บตัวอ่านหนังสือเพียงลำพังในห้องพักที่ย่านแคลปแฮม ทางตอนใต้ของลอนดอน
ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง
โซเซกิเดินทางกลับญี่ปุ่นก่อนกำหนดเนื่องจากปัญหาสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ ในปี 1903 เขาเข้ารับตำแหน่งอาจารย์ที่ Tokyo Imperial University ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กระแสชาตินิยมและความทันสมัยกำลังเติบโต เขาเริ่มหาหนทางที่จะสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอันลึกซึ้งนี้ผ่านงานเขียน โดยตั้งโจทย์ว่าทำอย่างไรจึงจะผสานแนวคิดแบบตะวันตกเข้ากับงานเขียนได้โดยไม่เพียงแค่ลอกเลียนแบบ และในขณะเดียวกันก็ยังสามารถรักษาความต่อเนื่องของวัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมเอาไว้ได้
เขาเริ่มเขียนเรื่องสั้นด้วยสไตล์ที่ค่อนข้างทดลอง ในขณะที่ยังคงแต่งบทกวีไฮกุแบบดั้งเดิมควบคู่กันไป นิตยสารวรรณกรรม โฮโตโตงิสุ (Hototogisu) ได้ตีพิมพ์เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของเขาคือ I Am a Cat ซึ่งใช้ตัวละครแมวเป็นผู้เล่าเรื่อง เพื่อสะท้อนมุมมองที่เหน็บแนมและแปลกแยกต่อโลกของมนุษย์ในสังคมสมัยใหม่ หลังจากนั้นเขาก็เขียนเรื่องแนวเดียวกันออกมาอีกหลายเรื่องและรวมพิมพ์เป็นนวนิยายในปี 1905
โซเซกิทุ่มเทเวลาให้กับการเขียนหนังสือมากขึ้น โดยตีพิมพ์นวนิยายและเรื่องสั้นหลายเรื่อง ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งอาจารย์ในปี 1907 หลังจากเขียนบทความวิชาการเรื่อง “ทฤษฎีวรรณกรรม” (Theory of Literature) เสร็จสมบูรณ์
จากนั้นเขาได้รับข้อเสนอให้ทำสัญญาจ้างประจำกับหนังสือพิมพ์ อาซาฮี ชิมบุน (Asahi Shimbun) เพื่อเขียนนวนิยายลงเป็นตอนๆ ซึ่งต่อมาได้ถูกนำมาตีพิมพ์เป็นเล่ม ในขณะที่งานเขียนยุคแรกของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน แต่งานเขียนในระยะหลังเขาได้หันไปสำรวจจิตวิทยาของมนุษย์และประเด็นที่หนักแน่นขึ้น เช่น ความโดดเดี่ยว ตัวตน และความเห็นแก่ตัว ผลงานไตรภาคอย่าง Sanshirō (1908) And Then (1909) และ The Gate (1910) ช่วยส่งเสริมให้เขาเป็นนักเขียนนวนิยายที่ได้รับการยอมรับอย่างจริงจัง
ผลงานในปี 1915 เรื่อง Grass on the Wayside ถือเป็นงานเขียนที่มีความเป็นอัตชีวประวัติชัดเจนที่สุดมากกว่างานชิ้นอื่นของเขา โดยถ่ายทอดความรู้สึกผิดหวังในชีวิตท่ามกลางโลกยุคใหม่ได้อย่างตรงไปตรงมา สุขภาพของเขาซึ่งไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้วได้ทรุดหนักลงในช่วงเวลานั้น และเขายังเขียนนวนิยายเรื่อง Light and Darkness ค้างไว้จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1916