เมื่อวาน เวลา 07:48 • หนังสือ

มาร์กแซล พรุสต์ (Marcel Proust)

(1871–1922)
พรุสต์มีชื่อเสียงโด่งดังจากนวนิยายเพียงเรื่องเดียว ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกที่แบ่งออกเป็น 7 เล่มชุดชื่อ In Search of Time Past เนื้อหาเป็นการครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความทรงจำ ศิลปะ ความรัก และความสูญเสีย รวมถึงเป็นการเสียดสีพฤติกรรมอวดรวยและการเสแสร้งทางศีลธรรมเรื่องเพศในสังคมได้อย่างเจ็บแสบ
มาร์กแซล พรุสต์ เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ปี 1871 ที่ย่านโอเตย ชานเมืองปารีส ซึ่งครอบครัวของเขาได้หลบภัยจากการลุกฮือของกลุ่มคอมมูนที่สั่นสะเทือนกรุงปารีสในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีก่อนหน้า
พ่อของเขาเป็นศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ที่มีชื่อเสียง ส่วนแม่มาจากครอบครัวชาวยิวที่มีการศึกษา งานเขียนของพรุสต์มักเผยให้เห็นถึงลักษณะการวิเคราะห์และวินิจฉัยซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากฝั่งพ่อ แต่สิ่งที่หล่อหลอมตัวเขามากที่สุดคือแนวคิดมนุษยนิยมอันอบอุ่นจากแม่ รวมถึงความเคารพในคุณค่าของศิลปะและวรรณกรรมที่แม่ปลูกฝังให้อย่างไม่มีข้อกังขา
เมื่ออายุเก้าขวบ พรุสต์เกือบเสียชีวิตจากอาการหอบหืดรุนแรง ซึ่งทำให้เขาต้องใช้ชีวิตในสภาพกึ่งคนป่วยตลอดมา นอกเหนือจากการเกณฑ์ทหารหนึ่งปี เขาก็แทบไม่ได้ออกไปจากบ้านของครอบครัวในปารีสเลยเว้นแต่ไปพักผ่อนในช่วงวันหยุด ในขณะที่น้องชายของเขาเดินตามรอยพ่อจนกลายเป็นศัลยแพทย์ที่มีชื่อเสียง
มาร์กแซลกลับใช้ชีวิตอย่างเสเพลในฐานะคนสังคม ผู้มีรสนิยมทางวัฒนธรรม และนักเขียนมือสมัครเล่น สภาพแวดล้อมอันเย้ายวนของปารีส ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ซ่องโสเภณี ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ และคณะบัลเลต์รัสเซีย ได้หล่อหลอมให้พรุสต์เป็นผู้มีสุนทรียภาพอันประณีต
ด้วยความเฉลียวฉลาดและรสนิยมทำให้เขาเป็นที่ยอมรับในกลุ่มชนชั้นสูงที่มีการศึกษา แต่จนกระทั่งอายุ 42 ปี เขาไม่ได้ตีพิมพ์ผลงานใดๆ เลยนอกเหนือจากบทความและงานแปลบางชิ้น โดยมีพ่อแม่คอยสนับสนุนทำให้เขาไม่เคยต้องทำงานหาเลี้ยงชีพเลย
งานเขียนช่วงแรก
ความเสเพลและการใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมายของพรุสต์เป็นเพียงภาพลวงตา ทุกวันนี้เรารู้แล้วว่าเขามีความมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังกับการเขียนหนังสือมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อย่างน้อยช่วงทศวรรษ 1890 เป็นต้นมา งานเขียนอย่างนวนิยายเรื่อง Jean Santeuil ที่ถูกทิ้งไว้ และงานวิจารณ์ที่ยังไม่เสร็จสิ้นเรื่อง Contre Sainte-Beuve ซึ่งได้รับการตีพิมพ์หลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้วถึง 30 ปี เผยให้เห็นว่าพรุสต์พยายามเขียนผลงานชิ้นเอกของเขามานานกว่า 13 ปีก่อนที่องค์ประกอบสำคัญต่างๆ ของนวนิยายจะเริ่มลงตัวในช่วงประมาณปี 1909
ในตอนนั้น พ่อและแม่ของเขาเสียชีวิตไปหมดแล้ว และสุขภาพของเขาก็เริ่มทรุดโทรมลง พรุสต์ใช้ชีวิตเก็บตัวอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่ปารีสซึ่งบุผนังด้วยไม้ก๊อกเพื่อกันเสียง และอุทิศเวลาตลอดทศวรรษสุดท้ายของชีวิตเพื่อเขียนหนังสือเล่มมหึมาที่กลายเป็นสิ่งที่พิสูจน์คุณค่าการมีอยู่ของเขาตลอดทั้งชีวิต
งานชั่วชีวิต
เมื่อพรุสต์นำเสนอเล่มแรกของหนังสือชุดนี้ในชื่อ Swann’s Way ต่อสำนักพิมพ์ในปี 1913 พวกเขากลับไม่ประทับใจนัก หนังสือเล่มนี้จึงได้ตีพิมพ์ออกมาได้ก็เพราะตัวผู้เขียนยอมจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้เข้ามาขัดจังหวะการตีพิมพ์เล่มต่อๆ ไป
แม้ว่าพรุสต์จะยังคงเขียนนวนิยายเรื่องนี้ต่อไปในปารีสก็ตาม เล่มที่สองในชื่อ In the Shadow of Young Girls in Flower ได้ออกมาในปี 1919 และได้รับรางวัลวรรณกรรมอันทรงเกียรติอย่างรางวัล Prix Goncourt เมื่อโด่งดังแล้ว พรุสต์จึงเร่งรีบเขียนเล่มที่เหลือจนเสร็จสิ้น แต่ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 1922 ปัญหาสุขภาพเรื้อรังก็พ่ายแพ้ต่อความตายในที่สุด เล่มสุดท้ายของชุดจึงได้รับการตีพิมพ์หลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้ว โดยที่ยังไม่สมบูรณ์และไม่มีการตรวจแก้ในขั้นสุดท้าย
In Search of Time Past ได้รับการบรรยายว่าเป็นอัตชีวประวัติเชิงสร้างสรรค์ เป็นการสร้างชีวิตของผู้เขียนขึ้นใหม่ในรูปแบบนวนิยาย ผู้เล่าเรื่องสรรพนามบุรุษที่หนึ่งในเรื่องไม่ใช่ตัวผู้เขียนเอง แต่มีความคล้ายคลึงกับเขาอย่างยิ่ง เหตุการณ์ สถานที่ และตัวละครแทบทุกอย่างในเล่ม สามารถสืบย้อนไปหาต้นแบบในชีวิตจริงได้ไม่มากก็น้อย
เช่น ฟรองซัวส์ (Françoise) คนรับใช้ในครอบครัว ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครที่ซับซ้อนที่สุด ก็มีเค้าโครงมาจาก เซเลสต์ อัลบาเรต์ (Céleste Albaret) ผู้ที่คอยดูแลผู้เขียนในช่วงบั้นปลายชีวิต; กงเบรย์ (Combray) สถานที่ชนบทที่เป็นฉากหลังของประสบการณ์ในวัยเด็กหลายอย่างของผู้เล่าเรื่อง ก็คือหมู่บ้านอีลลิเยร์ (Illiers) ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส; บาลเบค (Balbec) ที่ผู้เล่าเรื่องไปพักผ่อนริมทะเล ก็คือเมืองตากอากาศสุดหรูอย่างกาบูร์ (Cabourg) ในแคว้นนอร์มังดี และยังมีสถานที่อื่นๆ อีกมากมาย
ผู้เขียนหรือผู้เล่าเรื่อง
ผู้เล่าเรื่องในนวนิยายมีความแตกต่างจากพรุสต์ในสองประเด็นสำคัญ ประการแรกคือ ผู้เล่าเรื่องไม่ได้เป็นชาวยิว โดยพรุสต์ได้ถ่ายทอดแง่มุมชีวิตส่วนนี้ไปไว้ในตัวละครชาร์ลส์ สวอนน์ (Charles Swann) ชายหนุ่มผู้มีเสน่ห์และเปี่ยมด้วยรสนิยม ซึ่งเป็นวีรบุรุษในส่วนที่ดำเนินเรื่องด้วยมุมมองบุคคลที่สามเพียงช่วงเดียวของนวนิยาย คือตอน Swann in Love ประการที่สองคือ ผู้เล่าเรื่องไม่ได้เป็นเกย์
ความรักครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของพรุสต์คือ อัลเฟรด อากอสตีเนลลี (Alfred Agostinelli) คนขับรถและต่อมาได้เป็นเลขานุการส่วนตัว ซึ่งพรุสต์พบเขาที่เมืองกาบูร์ในปี 1907 ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่สมหวังและจบลงด้วยโศกนาฏกรรมในปี 1914 เมื่ออากอสตีเนลลีซึ่งกำลังฝึกเป็นนักบินได้ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกเสียชีวิตในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พรุสต์ได้นำคนขับรถคนนี้ไปใส่ไว้ในนวนิยายโดยเปลี่ยนเพศเป็นตัวละครที่ชื่อ อัลแบร์ทีน (Albertine)
แม้ประเด็นความหลากหลายทางเพศจะปรากฏชัดเจนที่สุดในตอน Sodom and Gomorrah แต่จริงๆ แล้วมันเป็นหัวข้อที่แทรกซึมอยู่ทั่วทั้งเล่ม ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ผู้เล่าเรื่องแอบดูฉากความสัมพันธ์ของเลสเบี้ยนในวัยเด็กที่กงเบรย์ ไปจนถึงฉากจุดพีคในซ่องโสเภณีชายที่ปารีสในตอน Time Regained นอกจากนี้ บารอน เดอ ชาร์ลุส (Baron de Charlus) ซึ่งเป็นตัวละครเกย์ที่เย่อหยิ่งอย่างร้ายกาจและมีพรสวรรค์ในการใช้ถ้อยคำด่าทอที่หยาบคาย ก็ถือเป็นหนึ่งในตัวละครที่พรุสต์สร้างสรรค์ออกมาได้ยอดเยี่ยมที่สุด
ความทรงจำและประสบการณ์
นวนิยายเรื่องนี้ไม่มีโครงเรื่องในความหมายแบบดั้งเดิม แต่เป็นการพัฒนาของประเด็นและตัวละครที่วนเวียนกลับมาปรากฏซ้ำ โดยยึดโยงกันไว้ด้วยสำนวนภาษาที่รุ่มรวยและเต็มไปด้วยอุปมาโวหารของผู้เล่าเรื่อง In Search of Time Past เริ่มต้นด้วยเหตุการณ์สำคัญ คือความวิตกกังวลของเด็กคนหนึ่งเมื่อไม่ได้อยู่กับแม่ในช่วงเวลานอน และการได้รับความโล่งใจอย่างไม่คาดคิดจากการพลัดพรากที่เปรียบเสมือนความตายนี้
ถือเป็นแบบฉบับของพรุสต์ที่มักหยิบยกเหตุการณ์เล็กน้อยมาสร้างความหมายที่หนักแน่น ในขณะเดียวกันก็นำเสนอออกมาด้วยเสน่ห์อันอ่อนโยนและความน่าเวทนาที่ลงตัว
พลังแห่งจินตนาการของพรุสต์ในการเรียกคืนประสบการณ์ในวัยเยาว์และการสำรวจความทรงจำ มักจะบดบังแง่มุมของการเสียดสีสังคมชนชั้นสูงในปารีสซึ่งเป็นเนื้อหาหลักส่วนใหญ่ของหนังสือไป
ด้วยการเป็นนักสังเกตการณ์ที่เฉียบคมและมักสอดแทรกอารมณ์ขัน องค์ประกอบทางสังคมในเรื่องจึงมุ่งเน้นไปที่ “กลุ่มก้อนเล็กๆ” ของตระกูลแวร์ดูแร็ง (Verdurins) ซึ่งเป็นชนชั้นกลางที่พยายามถีบตัวขึ้นสู่สังคมด้วยความหยิ่งผยอง และตระกูลเกร์ม็องต์ (Guermantes) ซึ่งเป็นชนชั้นสูงผู้สง่างามและมีไหวพริบ แต่กลับแห้งแล้งทางจิตวิญญาณเนื่องจากการยึดติดกับค่านิยมที่คับแคบ
นอกเหนือจากฉากชีวิตทางสังคมแล้ว ในส่วนท้ายของนวนิยายยังเน้นไปที่ความรักที่เต็มไปด้วยความหึงหวงของผู้เล่าเรื่องที่มีต่ออัลแบร์ทีน สำหรับพรุสต์ ความรักแบบชู้สาวเป็นเรื่องไร้ความหมาย เพราะอารมณ์ของคนรักมักจดจ่ออยู่กับตัวตนของอีกฝ่ายที่ไม่ได้มีอยู่จริง แต่เป็นเพียงสิ่งที่ความปรารถนาของตนสร้างขึ้นมาเท่านั้น จึงไม่มีความสัมพันธ์ใดที่แท้จริงเกิดขึ้นระหว่างคนรักกับคนที่เป็นที่รัก
ความสุขที่แท้จริงเพียงอย่างเดียวคือการได้ขจัดความกังวลที่เกิดขึ้นจากการที่คนรักไม่อยู่ใกล้ๆ มุมมองความรักอันมืดมนนี้ถูกบรรยายผ่านบทวิเคราะห์ยาวเหยียด ซึ่งผู้อ่านหลายคนมองว่าเป็นส่วนที่ยืดเยื้อเกินความจำเป็นของนวนิยายเรื่องนี้
การค้นหาจุดมุ่งหมาย
 
เล่มสุดท้ายของนวนิยายชุดนี้ย้อนกลับไปที่ประเด็นเรื่อง “ความทรงจำที่ผุดขึ้นมาเอง” (Involuntary memory) ในฐานะหนทางที่จะเอาชนะผลกระทบจากการทำลายล้างของกาลเวลา แต่สำหรับพรุสต์แล้ว เป็นที่ชัดเจนว่าชัยชนะขั้นสูงสุดเหนือกาลเวลานั้นไม่ได้มาจากความทรงจำเพียงอย่างเดียว แต่มาจากผลงานสร้างสรรค์ของศิลปิน
บางส่วนที่ดีที่สุดของนวนิยายเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดประสบการณ์จากการอ่านหนังสือ การฟังดนตรี หรือการชมภาพวาด โดยค่อยๆ เผยให้เห็นเหตุผลว่าทำไมประสบการณ์เหล่านี้ถึงมีคุณค่าที่อยู่เหนือธรรมชาติ
ท้ายที่สุดแล้ว In Search of Time Past คือเรื่องราวเกี่ยวกับการที่ผู้เขียน/ผู้เล่าเรื่องก้าวไปสู่การเขียนหนังสือ การตามหาเวลาที่สูญหาย ขึ้นมา จนบรรลุจุดมุ่งหมายทางจิตวิญญาณในการไถ่ถอนความไร้ความหมายของชีวิตให้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง
ในบริบท: คดีเดรย์ฟุส (The Dreyfus affair)
ในปี 1894 อัลเฟรด เดรย์ฟุส (Alfred Dreyfus) นายทหารชาวฝรั่งเศสเชื้อสายยิว ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานขายชาติทั้งที่เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ คดีนี้เป็นชนวนเหตุที่จุดกระแสการต่อต้านชาวยิวในฝั่งหนึ่ง และกระแสต่อต้านกลุ่มศาสนจักรในอีกฝั่งหนึ่ง ส่งผลให้สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 ตกอยู่ในภาวะแตกแยกอย่างรุนแรง
พรุสต์ซึ่งมีเชื้อสายยิวจากฝั่งแม่ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระแสการประท้วงต่อชะตากรรมของเดรย์ฟุสด้วย ในนวนิยายเรื่อง In Search of Time Past พรุสต์ได้เขียนเสียดสีปฏิกิริยาการต่อต้านชาวยิวของสังคมปารีสในขณะนั้น ในขณะเดียวกันเขาก็ยังคงวิพากษ์วิจารณ์ทัศนคติบางอย่างของผู้ที่ออกมาสนับสนุนเดรย์ฟุสด้วยเช่นกัน ต่อมาเดรย์ฟุสได้รับการอภัยโทษและถูกปล่อยตัวในปี 1899
เรื่องของสไตล์: ประโยคแบบพรุสต์
มาร์กแซล พรุสต์ มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นพิเศษจากการใช้ประโยคที่ยาวและคดเคี้ยว ตัวอย่างที่ยาวที่สุดประโยคเดียวปรากฏอยู่ในตอน Sodom and Gomorrah ซึ่งมีความยาวมากถึง 847 คำ
แม้ประโยคแบบพรุสต์จะซับซ้อนและเต็มไปด้วยการเชื่อมโยงทางความคิดที่ล่องลอยไปมา แต่โครงสร้างทางไวยากรณ์กลับถูกต้องสมบูรณ์และชัดเจนเสมอมา ประโยคเหล่านี้เรียกร้องสมาธิอย่างสูงจากผู้อ่าน
แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้เขียนสามารถดื่มด่ำไปกับการเปรียบเทียบอุปมาโวหารที่ต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อของเขาที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกที่ดูเหมือนจะแตกต่างกันนั้น แท้จริงแล้วมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง พรุสต์สามารถถ่ายทอดการสังเกตรายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครออกมาได้อย่างลึกซึ้งผ่านสำนวนร้อยแก้วที่ซับซ้อนและประณีตนี้
ที่มา: Writers who changed history
โฆษณา