พรุสต์มีชื่อเสียงโด่งดังจากนวนิยายเพียงเรื่องเดียว ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกที่แบ่งออกเป็น 7 เล่มชุดชื่อ In Search of Time Past เนื้อหาเป็นการครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความทรงจำ ศิลปะ ความรัก และความสูญเสีย รวมถึงเป็นการเสียดสีพฤติกรรมอวดรวยและการเสแสร้งทางศีลธรรมเรื่องเพศในสังคมได้อย่างเจ็บแสบ
แม้ว่าพรุสต์จะยังคงเขียนนวนิยายเรื่องนี้ต่อไปในปารีสก็ตาม เล่มที่สองในชื่อ In the Shadow of Young Girls in Flower ได้ออกมาในปี 1919 และได้รับรางวัลวรรณกรรมอันทรงเกียรติอย่างรางวัล Prix Goncourt เมื่อโด่งดังแล้ว พรุสต์จึงเร่งรีบเขียนเล่มที่เหลือจนเสร็จสิ้น แต่ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 1922 ปัญหาสุขภาพเรื้อรังก็พ่ายแพ้ต่อความตายในที่สุด เล่มสุดท้ายของชุดจึงได้รับการตีพิมพ์หลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้ว โดยที่ยังไม่สมบูรณ์และไม่มีการตรวจแก้ในขั้นสุดท้าย
In Search of Time Past ได้รับการบรรยายว่าเป็นอัตชีวประวัติเชิงสร้างสรรค์ เป็นการสร้างชีวิตของผู้เขียนขึ้นใหม่ในรูปแบบนวนิยาย ผู้เล่าเรื่องสรรพนามบุรุษที่หนึ่งในเรื่องไม่ใช่ตัวผู้เขียนเอง แต่มีความคล้ายคลึงกับเขาอย่างยิ่ง เหตุการณ์ สถานที่ และตัวละครแทบทุกอย่างในเล่ม สามารถสืบย้อนไปหาต้นแบบในชีวิตจริงได้ไม่มากก็น้อย
แม้ประเด็นความหลากหลายทางเพศจะปรากฏชัดเจนที่สุดในตอน Sodom and Gomorrah แต่จริงๆ แล้วมันเป็นหัวข้อที่แทรกซึมอยู่ทั่วทั้งเล่ม ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ผู้เล่าเรื่องแอบดูฉากความสัมพันธ์ของเลสเบี้ยนในวัยเด็กที่กงเบรย์ ไปจนถึงฉากจุดพีคในซ่องโสเภณีชายที่ปารีสในตอน Time Regained นอกจากนี้ บารอน เดอ ชาร์ลุส (Baron de Charlus) ซึ่งเป็นตัวละครเกย์ที่เย่อหยิ่งอย่างร้ายกาจและมีพรสวรรค์ในการใช้ถ้อยคำด่าทอที่หยาบคาย ก็ถือเป็นหนึ่งในตัวละครที่พรุสต์สร้างสรรค์ออกมาได้ยอดเยี่ยมที่สุด
ความทรงจำและประสบการณ์
นวนิยายเรื่องนี้ไม่มีโครงเรื่องในความหมายแบบดั้งเดิม แต่เป็นการพัฒนาของประเด็นและตัวละครที่วนเวียนกลับมาปรากฏซ้ำ โดยยึดโยงกันไว้ด้วยสำนวนภาษาที่รุ่มรวยและเต็มไปด้วยอุปมาโวหารของผู้เล่าเรื่อง In Search of Time Past เริ่มต้นด้วยเหตุการณ์สำคัญ คือความวิตกกังวลของเด็กคนหนึ่งเมื่อไม่ได้อยู่กับแม่ในช่วงเวลานอน และการได้รับความโล่งใจอย่างไม่คาดคิดจากการพลัดพรากที่เปรียบเสมือนความตายนี้
ท้ายที่สุดแล้ว In Search of Time Past คือเรื่องราวเกี่ยวกับการที่ผู้เขียน/ผู้เล่าเรื่องก้าวไปสู่การเขียนหนังสือ การตามหาเวลาที่สูญหาย ขึ้นมา จนบรรลุจุดมุ่งหมายทางจิตวิญญาณในการไถ่ถอนความไร้ความหมายของชีวิตให้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง
พรุสต์ซึ่งมีเชื้อสายยิวจากฝั่งแม่ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระแสการประท้วงต่อชะตากรรมของเดรย์ฟุสด้วย ในนวนิยายเรื่อง In Search of Time Past พรุสต์ได้เขียนเสียดสีปฏิกิริยาการต่อต้านชาวยิวของสังคมปารีสในขณะนั้น ในขณะเดียวกันเขาก็ยังคงวิพากษ์วิจารณ์ทัศนคติบางอย่างของผู้ที่ออกมาสนับสนุนเดรย์ฟุสด้วยเช่นกัน ต่อมาเดรย์ฟุสได้รับการอภัยโทษและถูกปล่อยตัวในปี 1899
เรื่องของสไตล์: ประโยคแบบพรุสต์
มาร์กแซล พรุสต์ มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นพิเศษจากการใช้ประโยคที่ยาวและคดเคี้ยว ตัวอย่างที่ยาวที่สุดประโยคเดียวปรากฏอยู่ในตอน Sodom and Gomorrah ซึ่งมีความยาวมากถึง 847 คำ