13 มิ.ย. เวลา 11:43 • ไลฟ์สไตล์

เรื่องราวของคำว่าเพื่อน

ในชีวิตของผู้เขียนมีเพื่อนที่รักและยังติดต่อกันอยู่เสมอตั้งแต่มัธยมเพียงไม่กี่คน
และหนึ่งในเพื่อนรักของผู้เขียนที่ยังไปมาหาสู่และพูดคุยกันอยู่เสมอก็คือ “ชมพู่”
เขาคือหนึ่งในแก๊งค์เพื่อนรักของกลุ่ม ม.ปลาย ซึ่งในกลุ่มมีกันอยู่ทั้งหมด 13 คน รวมผู้เขียน
หลังจากจบ ม.ปลาย ผู้เขียนและเพื่อนทั้งกลุ่มก็แยกย้ายกันไปเรียนคนละทิศคนละทาง
รวมถึงชมพู่ด้วยเช่นกัน ในตอนนั้นผู้เขียนไม่ได้ติดต่อเพื่อนครบทั้งหมด เนื่องจากว่าเราห่างหายกันไปด้วยความห่างไกลและสภาพสังคม
แต่ก็มีบ้างที่ได้ติดต่อเพื่อนบางคนทางโซเชียล และมีการถามไถ่ถึงเพื่อนคนอื่นๆเสมอ
หลังจากที่ผู้เขียนเรียนจบและยังทำงานต่อที่กรุงเทพได้สักระยะหนึ่ง
มีวันนึงได้มีสายโทรเข้าจากเพื่อนหนึ่งในแก๊งค์ ม.ปลายติดต่อเข้ามา
และหลังจากรับสายเพื่อนคนดังกล่าวผู้เขียนก็ได้ทราบว่าตอนนี้ชมพู่ อยู่ในเรือนจำทางภาคเหนือ
และเพื่อนคนที่โทรมาก็ได้ส่งข่าวไปหาเพื่อนทุกๆคนในกลุ่มจนครบ
พวกเราทั้ง 12 คนได้รวบรวมเงินคนละเล็กละน้อยฝากกับเพื่อนคนที่โทรมาเพื่อเอาไปให้ชมพู่ในเรือนจำ
หลังจากที่ผู้เขียน ลาออกจากงานและ ย้ายกลับไปอยู่บ้านช่วงโควิด
เป็นจังหวะที่เพื่อนคนเดิมที่โทรมาแจ้งเรื่องข่าวของชมพู่ได้ติดต่อมาหาผู้เขียนอีกครั้งนึงและแจ้งข่าวดีว่าชมพู่ได้ออกจากเรือนจำแล้ว
และตอนนี้เขาได้กลับมาอยู่ที่บ้านได้อาทิตย์นึงแล้ว
เมื่อรู้ดังนั้นผู้เขียนทั้งดีใจและตื่นเต้นมากจึงนัดหมายกับเพื่อนคนดังกล่าวเพื่อที่จะไปหาชมพู่ที่บ้าน
เมื่อเจอหน้าชมพู่ครั้งแรก กลับเป็นตัวผู้เขียนซะเองที่รู้สึกเกร็งและประหม่า กลัวเพื่อนจะไม่กล้าพูดคุยกับเราเหมือนเดิมเพราะผู้เขียนกับชมพู่ไม่ได้ติดต่อกันมานานมากแล้ว
และเพื่อเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ที่ขาดหายไปยาวนานอีกครั้ง ผู้เขียนก็ได้พาชมพู่ไปนั่งร้านกาแฟไปกินข้าวไปเปิดหูเปิดตา
หลังจากที่ชมพู่เข้าไปอยู่ข้างใน 2 ปีเต็ม และถึงแม้วันั้นชมพู่จะออกมาแล้ว แต่ก็ยังต้องอยู่ในการควบคุมความประพฤติด้วยการใส่กำไร em
ระหว่างขับรถกำลังจะไปร้านกาแฟชมพู่ถามผู้เขียนว่า “ แกไม่ถามหน่อยหรอ ว่าฉันไปทำความผิดอะไรมา”
ผู้เขียนหันไปมองชมพู่ โดยที่ความรู้สึกในตอนนั้นคือ มันจุกในอกและไม่รู้จะตอบเพื่อนว่ายังไง
จะบอกว่าไม่อยากรู้ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว แต่คิดว่ามันเป็นคำถามที่เพื่อนอย่างผู้เขียนไม่ควรจะถามในเวลานั้น
และถ้าถามตามความรู้สึกจริงๆในตอนนั้น ก็อยากจะตอบเพื่อนไปว่ายังไม่อยากรู้
แต่สิ่งที่ผู้เขียนตอบกลับชมพู่ไปก็คือเราอย่าพึ่งคุยกันเรื่องนี้เลย ฉันอยากพาแกไปกินของอร่อยๆไปนั่งจิบกาแฟที่บรรยากาศดีดีคุยเรื่องเก่าๆกันดีกว่า
จังหวะนั้นชมพู่ก็พูดสวนกลับมาว่า “ แกไม่ต้องกลัวว่ามันจะกระทบกระเทือนจิตใจฉันหรอกนะ ฉันอยู่ข้างในฉันมีนักจิตวิทยาและนักพูดเข้าไปสอนและให้กำลังใจ คนข้างในอยู่ตลอด”
“เพื่อเตรียมความพร้อมของสภาพจิตใจในการที่จะต้องกลับมาเข้าอยู่ในสังคมอีกครั้ง”
หลังจากนั้นชมพู่ก็เล่าเรื่องราวต่างๆให้กับผู้เขียนฟังอย่างละเอียดโดยที่แทบจะไม่มีคำถามกลับไปจากผู้เขียนถึงชมพู่เลย
รายละเอียดต่างๆผู้เขียนอาจไม่สามารถเขียนลงในนี้ได้
แต่ซีนสะเทือนใจผู้เขียน อยู่ตรงตอนที่ชมพู่บอกว่า “ ขอบใจนะที่พวกแกฝากเงินไปให้ฉันในเรือนจำ ฉันไม่คิดว่าจะมีใครรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่ จนวันที่เจ้าหน้าที่ประกาศเรียกชื่อ”
“ ฉันคิดว่าฉันหูฝาดฉันจึงไม่ได้ไปรับเงินนั้น เกือบหนึ่งเดือน จนเจ้าหน้าที่มาตาม ฉันถึงรู้ว่าพวกแกฝากเงินและจดหมายมาให้ฉันเพื่อใช้จ่ายข้างใน”
ชมพู่บอกว่าตอนได้เห็นเงินและจดหมายจากเพื่อนครั้งแรกและมีข้อความของเพื่อนทุกคน
เขานั่งร้องไห้ทั้งคืนกับจดหมายฉบับนั้นและเขาซาบซึ้งใจมากที่เพื่อนยังอยู่ข้างเขาและไม่รังเกียจเขา นั่นเป็นความสุขที่ปนด้วยน้ำตาของเขาในรอบหลายเดือนหลังจากที่เข้าไปอยู่ในนั้น
ชมพู่ทำให้ฉันรู้ว่ากำลังใจ มีค่ามากกว่าเงิน และการที่ยังถูกจดจำจากคนที่เรารักมันสร้างพลังใจให้เขาอย่างมหาศาล
สิ่งที่ผู้เขียนได้รับมาจากชมพู่ในวันนั้น มันคือพลังบวกและความเข้มแข็งอย่างที่ผู้เขียนไม่เคยเห็นในตัวใครมาก่อน
ผู้เขียนรับรู้ได้เลยว่าเพื่อนเตรียมความพร้อมมามากพอที่จะ กลับมาเผชิญหน้ากับสังคมโลกภายนอกเรือนจำ
ในวันนั้น ผู้เขียนยังไม่แน่ใจนักว่าความเข้มแข็งที่ชมพู่เล่าให้ฟัง จะเกิดขึ้นได้จริงเมื่อต้องกลับมาเผชิญโลกภายนอก
ปัจจุบันนี้เรื่องราวทั้งหมดก็ผ่านล่วงเลยมา 5 ปีแล้ว เพื่อนได้พิสูจน์ให้ผู้เขียนเห็นแล้วว่า
จิตใจของเขามันเข้มแข็งจริงๆและสามารถฟันฝ่าอุปสรรค สร้างชีวิตใหม่และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
ผู้เขียนคิดว่าลึกๆ เพื่อนอาจจะมีมุมที่ฝันร้ายอยู่บ้างกับสิ่งที่ที่ผ่านมา
 
แต่ก็เชื่อเสมอว่าเวลาที่พิสูจน์ตัวเขามาตลอด มันทำให้รู้ว่าบางทีประสบการณ์ที่เลวร้ายในชีวิต
(ก็กลับกลายมาเป็นภูมิต้านทานที่เข้มแข็งให้กับตัวคนๆนั้นได้เป็นอย่างดี)
ผู้เขียนคิดเองว่าสิ่งที่เพื่อนต้องการจากสังคมหลังจากผ่านเรื่องที่เลวร้ายมา คงมีแค่คำว่า “โอกาส”
บางครั้งการให้โอกาสกับใครสักคน โดยที่ ไม่จดจ้องเรื่องราวในอดีตที่เคยผิดพลาดของเขา
จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีและสวยงามที่เพื่อนมนุษย์พึงกระทำต่อกัน
คำพูดที่ว่า “ สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นย่อมดีเสมอ” ก็อาจจะเป็นตามจริงดั่งคำที่กล่าวนี้
จากเรื่องราวที่เลวร้ายในวันนั้น เพื่อนรักของผู้เขียนก็ได้เห็นฟ้าหลังฝนที่สวยงาม สมกับความตั้งใจและความพยายามที่ผ่านมา
อยากจะบอกเพื่อนว่า (ไม่ว่าอดีตของเพื่อนจะเป็นยังไง คำว่าเพื่อนก็ยังอยู่เหมือนเดิม และจะยังคงอยู่แบบนี้ตลอดไป)
❤️แด่เพื่อนรักผู้เข้มแข็งของฉัน❤️
ป.ล. เรื่องนี้ผู้เขียนได้รับอนุญาตจากเพื่อนแล้ว และเพื่อนของผู้เขียนก็กำลังรออ่านบทความนี้อยู่เช่นกัน 😊
#บันทึกของคำว่าเพื่อน
#13 มิ.ย.69
#ชีวิตในวงเล็บ
โดย กาลเวฬา
โฆษณา