เมื่อวาน เวลา 13:00 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
นครนิวยอร์ก

"SPIDER-NOIR - แผลใจและการแตกสลายของฮีโร่"

หากเอ่ยถึง "Spider-man”
เชื่อว่าภาพจำของคนส่วนใหญ่
มักเป็นฮีโร่หนุ่มผู้โลดแล่น
ไปกับดงตึกระฟ้าอย่างคล่องแคล่ว
เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน เอเนอจี้สูง
แม้ต้องแบกความหวังของคนทั้งเมืองเอาไว้บนบ่า
ทว่าในซีรีส์ “Spider-Noir”
ท่ามกลางโลกสีเทาของ
มหานครนิวยอร์กยุค 1930s
กลับพาเราไปรู้จักกับไอ้แมงมุม
ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
สำหรับตัวเอกที่ชื่อ “Ben Reilly”
ที่คราวนี้ไม่ใช่ฮีโร่หนุ่มผู้เปี่ยมพลัง
ไม่ใช่สัญลักษณ์แห่งความหวังของคนทั้งเมือง
และไม่ใช่บุคคลที่ผู้คนต่าง
พร้อมใจกันเชิดชูแบบ Peter Parker
หรือแม้แต่ Spider-man Noir อีกคน
ที่ปรากฎในหนัง Spider-Man: Into the Spider-Verse
ซึ่งใช้ชื่อ Peter Parker เหมือนกัน
ก็ยังไม่ได้มีความใกล้เคียง
เมื่อเขาเป็นเพียงนักสืบเอกชนวัยกลางคน
ที่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ กับควันบุหรี่
ความทรงจำอันขมขื่น
และบาดแผลที่ไม่เคยได้รับการเยียวยา
“Spider-Noir” จึงไม่ได้เล่าเรื่องการกอบกู้โลก
แต่มันได้สะท้อนผู้คนที่พยายามจะยืนหยัดให้ได้
ในโลกอันหม่นเทาที่พยายามกำหนดชีวิต
พวกเขาตลอดเวลา
และนี่คือแก่นสำคัญที่สุดของซีรีส์ฉบับนี้ 🕷️🕸️🚬⚫
.
.
.
1. ฮีโร่ก็มีวันที่เหนื่อยเป็น
- "พลังอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง" คือประโยคที่หล่อเลี้ยงตัวตนของ Spider-Man มาตลอดหลายทศวรรษ แต่กับ Spider-Noir กล้าถามคำถามที่สไปดี้เวอร์ชันอื่นไม่ค่อยกล้า แล้วถ้าวันหนึ่งเราไม่อยากแบกมันอีกล่ะ? ถ้าถอดหน้ากากไอ้แมงมุมออก เก็บมันไว้ในกล่อง ไม่ต้องใช้ชีวิตด้วยพลังดังกล่าว แปลว่าเราก็คงไม่ต้องมีภาระอะไรให้ต้องแบกอีก
หลังการสูญเสีย “Ruby” สาวยอดรักดั่งดวงใจที่ Ben กำลังจะแต่งงานด้วยและเปรียบเสมือนสีสันหนึ่งเดียวในโลกอันมืดมน ทว่ากลับฝันสลาย พังทลาย ร่วงหล่น เมื่อเธอจากเขาไปต่อหน้า โดยที่ไม่สามารถช่วยชีวิตเธอเอาไว้ได้ เพียงเพราะเหตุจากคดีหนึ่งที่เขารับผิดชอบ
และนั่นกลายเป็นจุดแตกหัก แทนที่จะลุกขึ้นสู้เหมือนฮีโร่ในนิทาน Ben กลับเลือกวางหน้ากากลง เลิกเป็น The Spider เลิกพยายามเป็นผู้กอบกู้ ช่างแม่งมันให้หมด และใช้ชีวิตสุดรันทด เป็นนักสืบถังแตกที่แทบไม่เหลืออะไร ไร้คนมาจ้างวานสืบคดี ไม่มีแม้กระทั่งเงินจ่ายพนักงาน
เพราะชีวิตจริง คนเราไม่ได้เข้มแข็งได้ตลอดเวลา แม้แต่คนที่เคยช่วยเหลือคนอื่นมาทั้งชีวิต ก็มีวันที่อยากหยุดพักเช่นกัน และ Ben ก็แค่อยากลาออกจากภาพฮีโร่คนนั้น มันคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านั้นแล้ว
2. Spider-Man ที่แก่และลง แต่…?
- ความต่างของ Ben Reilly จาก Spider-Man เวอร์ชันอื่น คือเขาไม่ใช่ฮีโร่หนุ่มผู้ปราดเปรียวอีกต่อไปเขายังโหนใยได้ ยังต่อสู้ได้ ยังรับมือกับสถานการณ์คับขันได้เสมอ แต่ทุกอย่างดูหนักขึ้น ทุลักทุเลขึ้นและต้องออกแรงมากขึ้น
เขาไม่ได้โลดโผนเร้าใจเหมือน Peter Parker หรือ Miles Morales ด้วยซ้ำ แถมยังเชื่องช้า ทุลักทุเล ทุกการกระโดด ทุกการโหนใย ทำให้เรารู้สึกถึงน้ำหนักของอายุ ขีดจำกัดร่างกาย และการร้างสนามมานาน รวมถึงบาดแผลที่เขาแบกเอาไว้จนไม่อาจแสดงศักยภาพได้เท่าเดิม
เช่นนี้ Ben จึงต้องอาศัยจุดเด่นด้านอื่นที่เขามี นอกเหนือจากสกิลปากแซ่บไม่กลัวใคร เขาเล่นเกมจิตยากลับไปหาเหล่าร้ายได้ พร้อมอาศัยไหวพริบ ประสบการณ์ ความเก๋าเกม การอ่านสถานการณ์ และเพราะแบบนั้น เราจึงยิ่งเอาใจช่วยเขามากกว่าเดิม
3. กรงชีวิตที่มองไม่เห็น
- หากจะสรุปธีมหลักของ Spider-Noir ด้วยคำเดียว “อิสระ” น่าจะเป็นนิยามที่เหล่าตัวละครต่างตามหากันมาแสนนานในการเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองจริงๆ
ทั้ง “Cat Hardy” สาวสวย หมวยตาคม หน้าผมองค์เอวดีงามหยาดเยิ้มชวนเคลิ้มตาม เธอมีทุกอย่างที่ผู้คนใฝ่ฝัน ไม่ว่าชื่อเสียง ความงาม เงินทอง หน้าที่การงาน แต่กลับไม่มีสิทธิ์เลือกชีวิตตัวเองเลยแม้สักวัน
เมื่อทุกอย่างถูกกำหนดโดย “Silvermane” มาเฟียขรัวเฒ่าผู้ทรงอิทธิพลอยู่ในโลกอาชญกรรมใต้ดินของนิวยอร์ก ตั้งแต่เสื้อผ้าที่ใส่ ไปจนถึงบทบาทที่ต้องแสดงในบาร์ ราวกับเป็นตุ๊กตาบาร์บี้ส่วนตัวที่เจ้าของเลือกหยิบจับอะไรก็ได้ตามใจสุดท้ายเธอจึงเลือกต่อสู้ในเงามืด เพื่อทวงคืนอิสรภาพให้ตัวเอง หักหลังนายใหญ่ ซื่อตรงกับหัวใจตัวเองขึ้นมาสักที
ทั้ง Janet ที่แม้จะบ่นอุบว่าไม่ได้รับค่าจ้างสักที แต่เธอก็ไม่อาจหนีไปไหนได้ไกล ด้วยความรักและห่วงใยฉันท์เพื่อนคู่คิดที่มีให้ Ben หรือการที่ “Robbie Robertson” เป็นนักข่าวผิวสี ใต่เต้าชิงเก้าอี้ในสำนักข่าวดังอย่างเดลี่บูเกิ้ลได้ยาก ต้องดิ้นรนพยายามแจ้งเกิดให้ได้ด้วยตัวเอง ทุกกรงขังล้วนเป็นกรงชีวิตที่มองไม่เห็น ไม่มีใครอยากให้เป็น มันคือความเหลื่อมล้ำทางสังคมและชะตาชีวิตที่แต่ละคนล้วนมีต้นทุนไม่เท่ากัน
4. พลังพิเศษ = คำสาปที่ไม่มีใครอยากได้?
- อีกหนึ่งภาพที่ชัดสำหรับ Spider-Noir คือการนำเสนอผู้มีพลังพิเศษในฐานะ "เหยื่อ" มากกว่า "ฮีโร่" ตั้งแต่ “James Addison” ผู้กลายเป็นมนุษย์ไฟ และถูกจ้างวานให้ไปเผาคฤหาสน์และส่ง Silvermen ลงนรกแต่พลาดจนชีวิตพัง
ทั้ง “Flint Marko” หรือ “Sandman” ในมาดเนี้ยบ ลุคคาสโนว่ากระชากใจ กุมมือ กุมใจ Cat Hardy ไว้ ทว่าเบื้องลึกต้องต่อสู้กับพลังพิเศษที่กัดกินชีวิต ยิ่งใช้ก็ยิ่งนับถอยหลังสู่ความตาย ต่างจาก Sandman ในจักรวาลอื่นๆ ที่เราคุ้นกันอย่างชัดเจน
“Lonnie Lincoln” หรือ “Tombstone” ที่ในจักรวาลนี้เป็นเพียงคนชายขอบ ถูกมองเป็นภัย ถูกมองเป็นสัตว์ประหลาด ทั้งที่ลึกๆ แล้ว เมื่อมองผ่านผิวหนังที่แข็งแกร่งลงไป เขาก็เป็นเพียงคนคนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นบ้างแค่นั้นเอง
และอีกหลายคนที่ต่างเคยถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการทดลองที่เกี่ยวข้องกับสงคราม พวกเขาไม่ได้สมัครใจจะเป็นอาวุธของใคร แต่กลับถูกมองเป็นเพียงทรัพยากรที่สามารถนำไปสร้างกองกำลังเหนือมนุษย์ได้
สิ่งที่น่าสนใจคือ Spider-Noir ไม่ได้เล่าเรื่องผู้มีพลังพิเศษในฐานะ "ยอดมนุษย์" แต่มองพวกเขาเป็น “เหยื่อ” ผู้รอดชีวิต ผู้คนที่ผ่านสงคราม ผ่านการทดลอง และผ่านความสูญเสีย จนไม่มีวันกลับไปเป็นคนเดิมได้อีกในหลายแง่มุม ตัวละครเหล่านี้แทบไม่ต่างจากทหารผ่านศึกที่สูญเสียตัวตนของตัวเองไปตลอดกาล
โศกนาฏกรรมของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่การมีพลัง แต่อยู่ที่การถูกพรากชีวิตธรรมดาที่ควรจะมียิ่งไปกว่านั้น สังคมก็ไม่ได้มองพวกเขาเป็นเหยื่อ กลับมองเป็นตัวประหลาด เป็นภัยคุกคามหรือเป็นปัญหาที่ต้องกำจัด ทั้งที่หลายคนไม่เคยร้องขอพลังเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย (เว้นคนบ้าแบบ Megawatt ไว้เป็นขอยกเว้นละกัน)
กลุ่มคนเหล่านี้ที่การเข้าร่วมสงครามในฝรั่งเศสตอนนั้นจบลงไปนานแล้ว
แต่สงครามในชีวิตของพวกเขากลับไม่เคยสิ้นสุดลงเลย
5. เมื่อความรักกลายเป็นการข้ามเส้น
- อย่างเคสนักวิทยาศาสตร์แห่งยุคอย่าง “Dr.Alethea Faber” ที่เนื้อแท้ไม่ใช่วายร้าย เธอเป็นเพียงแม่คนหนึ่งที่กำลังมองดูลูกชายของตัวเองค่อยๆ แก่ชราลงและเดินหน้าเข้าสู่ความตาย เมื่อ “Ogden Faber” กำลังจะจากไป จากการเป็นเหยื่ออีกคนจากการทดลองช่วงสงคราม
Dr.Faber พร้อมทำทุกอย่างเพื่อหยุดมัน แม้กระทั่งสกัดเลือดของ Ben ไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอมนี่คือพื้นที่สีเทาทางศีลธรรมที่น่าสนใจมาก เพราะเธอไม่ได้ทำด้วยความโลภ แต่ทำด้วยความรักอันบิดเบี้ยว หรือ Cat Hardy ที่หลอกใช้ Ben เพื่อจะช่วย Flint Marko (Sandman) คนรักตัวจริง
Spider-Noir จึงตั้งคำถามสำคัญว่า หากคนที่รักกำลังจะตายเราจะยอมข้ามเส้นศีลธรรมไปได้ไกลแค่ไหนกัน? จะมีสักกี่คนที่ยังมีศีลธรรมนำใจมากพอ แบบที่ Ogden ไม่ต้องการให้แม่เขาทำแบบนี้ และหาทางช่วย Ben กลับคืน
6. มนุษย์ต่างใช้ประโยชน์กันอย่างง่ายดาย
- ไม่ใช่แค่มาเฟียตัวเป้งอย่าง “Silvermane” เท่านั้นที่ต้องการใช้ผู้คนเป็นเครื่องมือ นักการเมืองเองก็ไม่ต่างกัน จะเห็นได้ว่ามีช่วงหนึ่งที่นักการเมืองพยายามถ่ายภาพร่วมกับ Spider-Noir ก่อนนำไปใช้สร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง ราวกับกำลังบอกประชาชนว่า "ถ้าฮีโร่คนนี้อยู่ข้างผม ผมก็คือคนดีที่คุณควรเลือก" สำหรับชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก ทั้งที่ในความเป็นจริง Ben ไม่ได้เลือกยืนข้างใครเลย
เมื่อมองลึกลงไป จะพบว่าประเด็นนี้เชื่อมโยงกับตัวละครแทบทุกตัวในเรื่อง ทั้ง Silvermane ใช้ Cat Hardyนักวิทยาศาสตร์ใช้ผู้ถูกทดลอง Dr. Faber ใช้เลือดของ Ben โดยอ้างว่าทำไปเพื่อคืนชีวิตวัยหนุ่มให้ลูกชายนักการเมืองใช้ชื่อเสียงของ The Spider
ทุกคนล้วนมีเหตุผลของตัวเองต่างกันไป แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ พวกเขากำลังตัดสินใจแทนคนอื่น โดยไม่ถามว่าคนคนนั้นต้องการหรือไม่ ยังไง
ศัตรูที่แท้จริงของเรื่องจึงอาจไม่ใช่มาเฟียหรือกลุ่มคนพลังพิเศษ แต่คือโลกที่มนุษย์ต่างพร้อมจะหยิบช่วยผลประโยชน์บนแผ่นหลังผู้อื่นอย่างไม่คิดอะไร นี่แหละความน่ากลัว
7. ฮีโร่ไม่ได้เก่งด้วยตัวคนเดียว
- บอกเลยว่าตาลุงตกอับแบบ “Ben Reilly” ไม่มีทางเดินมาถึงตอนจบได้ขนาดนี้แน่ หากไม่มีผู้คนรอบตัวคอยประคับประคองเขาไว้ ตั้งแต่ “Jenet” เลขาคู่ใจที่ร่วมทางกันมานาน ยอมร่วมหัวจมท้ายด้วยกัน ตลอดคืนวันที่เขาเป็นนักสืบอับจน ในบรรยากาศของสำนักงานเล็กๆ ที่เงียบเหงา หยากไย่แทบจะเกาะโต๊ะเอา
ตามด้วยเจ้าเด็กน้อย นักสืบข้างถนน ที่เต็มไปด้วยทักษะมือเบาและความฉลาดแพรวพราว ช่วยทำภารกิจสำเร็จแบบแนบเนียนเกินวัย ทั้งการร่วมโจรกรรม ยันปลอมตัวเป็นเบ็น เพื่อหลอกด้วยเงา ว่าเขายังอยู่ในสำนักงาน ขณะที่ตัวจริงสวมหน้ากากออกปฏิบัติการ รวมถึง “Robbie Robertson” นักข่าวเพื่อนซี้ และสื่อน้ำดีที่เต็มไปด้วยจรรยาบรรณอาชีพ
คนเหล่านี้ไม่ได้ช่วยตามเก็บแค่เรื่องจิปาถะ แต่ช่วยรักษาตัวตนของเขาเอาไว้และพยายามปลุกใจขึ้นมาให้พอไปต่อได้ อย่างที่เห็นว่าหลายครั้ง Ben อยากวางทุกอย่างลงอยากเลิกเป็น The Spider ถึงขั้นคิดจะฉีดวัคซีนสลายพลังพิเศษทิ้งไปเสียด้วยซ้ำ เพราะเขาเหนื่อยกับการแบกรับทุกอย่างมานานเกินไป
จึงเป็น Robbie ที่คอยย้ำเตือนว่า "สำหรับฉัน ยังไงนายก็เป็นฮีโร่" อย่าได้คิดฉีดมันเชียวเพื่อน สื่อให้เห็นว่าบางครั้ง คนที่ช่วยชีวิตเราไว้ อาจไม่ใช่คนที่มีทักษะต่อสู้หรือพลังใหญ่ยิ่งอะไร แต่อาจเป็นคนที่ยังมองเห็นคุณค่าในตัวเรา ในวันที่เราเองหลงลืมมันไปแล้วเหมือนกัน
สุดท้ายทั้ง Jenet และ Robbie ถึงขั้นยอมเสี่ยงออกลุยภาคสนามด้วย โดยเฉพาะรายหลังที่ต้องปลอมตัวเป็น The Spider แทนเพื่อหลอกล่อพวก Silvermane จนตัวเองเกือบตุยไปอีกคน มิตรแท้เหล่านี้แหละคือน้ำทิพย์ชโลมใจให้ Ben ยังพอกระเสือกกระสนข้ามผ่านอุปสรรคการเปลี่ยนผ่านในชีวิตได้ (Midlife Crisis) แบบที่สไปดี้ฉบับ Toby Maguire เคยเจอในภาค 2 จนถึงขั้นทิ้งชุดไป ก่อนจะกลับมาได้เพราะยังมีกลุ่มคนทที่เชื่อมั่นในตัวเขาเสมอเช่นกัน
8. หัวใจแห่ง “รักแท้” แม้ไม่ได้ครอบครอง
- ความสัมพันธ์ระหว่าง Ben Reilly และ Cat Hardy เป็นหนึ่งในเส้นเรื่องที่สวยงามที่สุดของซีรีส์ Ben รักเธอ คนดูก็รู้ ตัวเธอก็รู้ (และหวั่นไหวจนเกือบหนีตามกันไป) แต่เขาไม่เคยพยายามบังคับให้เธอเลือกเขาเลย
เขาช่วยเหลือ ปกป้อง รับฟังอยู่เคียงข้าง โดยไม่เรียกร้องอะไรตอบแทน แม้สุดท้าย Cat จะเลือกเดินกลับไปหาแฟนตัวจริงอย่าง Flint และเลือกจะเดินไปกับเขา Ben ก็ยังยินดี แถมยังช่วยเอาวัคซีนมารักษา จนมนุษย์ทรายถูกปลดปล่อยจากพันธนาการแห่งพลัง พ้นทรมาน และหันมาขอบคุณเขาด้วยซ้ำไป
เพราะบางครั้งความรักที่แท้จริง อาจไม่ใช่การได้ครอบครองเสมอไป แต่อาจเป็นเพียงการได้เห็นอีกฝ่ายมีความสุข แม้ตรงนั้นจะไม่มีเราอยู่ก็ตาม
9. บางทีชีวิตก็ต้องการแค่ “ฮอทดอก”
- เชื่อมั้ยครับว่าฉากที่ผมชอบที่สุดในเรื่องกลับไม่ใช่ฉากต่อสู้ หรือฉากปะทะฝีปากและคารมณ์ใดๆ แต่เป็นตอนท้ายที่พวก Jenet ถาม Ben ว่าตอนนี้ทุกคนต่างสมหวัง ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการกันหมดแล้ว "แล้วคุณล่ะ ได้อะไรจากเรื่องทั้งหมดนี้?" ก่อนที่เขาจะตอบสั้นๆ ว่า "ฮอทดอกละกัน" ซึ่งมันเป็นคำตอบที่ธรรมดามาก
แต่กลับสะท้อนแก่นของเรื่องได้อย่างงดงาม
เพราะหลังผ่านความสูญเสีย ความผิดหวัง และการต่อสู้มาทั้งชีวิต บางทีสิ่งที่คนเราต้องการ อาจไม่ใช่ชื่อเสียง เงินทอง หรือชัยชนะยิ่งใหญ่อะไรมากมาย แต่อาจเป็นเพียงความสุขแสนอร่อยและเรียบง่าย รายล้อมด้วยผู้คนดีๆ ที่รู้ใจ และวันธรรมดาอีกหนึ่งวันที่เรายังได้ใช้ชีวิตปกติกันต่อไป
“Spider-Noir” อาจไม่ใช่ Spider-Man ที่แข็งแกร่งและมีผู้คนจดจำเชิดชูมากที่สุด แต่เขานี่แหละคือภาพสะท้อนของไอ้แมงมุม ที่มีความดิบ เถื่อน เจ็บปวดแบบมนุษย์ที่สุด ในความสูญเสีย ผิดหวัง เหนื่อยล้า อยากยอมแพ้ ตั้งคำถามกับตัวเองอยู่บ่อยครั้งก็ยังพยายามจะสู้ใหม่ แม้จะทุลักทุเลแค่ไหน หรือปากแซ่บไม่ตรงกับใจ ก็ยังมีหัวจิตหัวใจที่ปรารถนาดีต่อผู้อื่น หากช่วยได้ก็จะหาทางช่วยจนถึงที่สุด
กระทั่งเพื่อนนักสืบที่เพิ่งรู้จักกันแบบงงๆ ระหว่างทาง เบนก็ยังเป็นห่วงและพยายามรีบไปเตือน ถึงจะไปไม่ทัน แต่ก็แสดงให้เห็นว่าจิตวิญญาณ ความเป็นฮีโร่ของเขาไม่เคยจางหายไปเลยสักวัน
จุดเด่นของซีรีส์คือมัน ไม่ได้เล่าเรื่องของฮีโร่เสียทีเดียว แต่พาไปสำรวจเรื่องราวของมนุษย์ธรรมดาที่พยายามรักษาหัวใจของตัวเองเอาไว้ในโลกที่พยายามพรากมันไปทุกวัน
เช่นนั้น "ฮีโร่ที่แท้จริง จึงไม่ใช่คนที่ไม่เคยล้ม
แต่คือคนที่ล้มแล้วกล้าที่จะลุก
โอบกอดบาดแผลในอดีตที่เคยฝังใจ
และเรียนรู้ชีวิตไปต่อได้ในแบบของตัวเอง
ถึงจะไม่ใช่เหตุการณ์ในจักรวาลหลักก็ตาม
Spider-Noir ก็ยังเป็นอีกหนึ่งซีรีส์น้ำดี
ที่ควรค่าแก่การพูดถึง
พร้อมเก็บเป็นคอลเลคชัน
ความทรงจำอันแสนตราตรึง
สำหรับแฟนๆ มาร์เวล
ว่าแล้วก็อยากกินฮอทดอกขึ้นมาเลย,,,😋🌭
โฆษณา