เมื่อวาน เวลา 01:09 • ไลฟ์สไตล์
โตมาเพิ่งรู้ว่า ประเทศเราอาจเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก…ไม่ใช่เรื่องการพัฒนา ไม่ใช่เรื่องคุณภาพชีวิต ไม่ใช่เรื่องการสร้างสังคมที่คนอยู่แล้วมีความสุข แต่เป็นความสำเร็จในการทำให้ประชาชนจำนวนมากเชื่อว่าตัวเองกำลังอยู่ในประเทศที่ดีที่สุดและพิเศษที่สุด ทั้งที่เมื่อเราค่อยๆเปิดตาดูโลกภายนอกจริงๆ เราจะเริ่มค้นพบความจริงบางอย่างที่น่าเจ็บปวดอย่างประหลาด นั่นคือเราไม่ได้เติบโตมาในประเทศที่ยอดเยี่ยมอย่างที่ถูกเล่าให้ฟังเสมอไป
เราเพียงเติบโตมาในระบบที่เก่งมากในการสร้างเรื่องเล่าให้คนรักบางอย่างโดยไม่เคยตั้งคำถามกับมันเลย
ผมเป็นลุงคนหนึ่งที่เกิดมาในยุคที่ผู้ใหญ่ชอบพูดเหมือนกันหมด ประเทศเราดีที่สุดในโลก ผู้คนมีน้ำใจที่สุด วัฒนธรรมเราสูงส่งที่สุด บ้านเมืองเราอุดมสมบูรณ์ที่สุด และมีประโยคหนึ่งที่ถูกส่งต่อกันมาหลายรุ่นจนแทบกลายเป็นความเชื่อศักดิ์สิทธิ์ว่า ไม่มีที่ไหนในโลกดีเท่าประเทศเราอีกแล้ว ตอนเด็กผมเชื่อสนิทใจ เพราะไม่เคยเห็นโลกมากพอ
แต่พออายุมากขึ้น ผมเริ่มสงสัย ถ้าเราดีที่สุดจริง ทำไมชีวิตคนส่วนใหญ่ถึงยังเหนื่อยเหมือนกำลังเอาตัวรอดทุกวัน ทำไมเราถึงทำงานหนักขึ้นทุกปีแต่คุณภาพชีวิตกลับไม่เคยขยับตาม ทำไมเราถูกสอนให้ภูมิใจอยู่ตลอดเวลา แต่คนจำนวนมหาศาลกลับอยากส่งลูกไปใช้ชีวิตต่างประเทศถ้ามีโอกาส
จนวันหนึ่งผมเริ่มศึกษาเรื่องของ ประเทศเล็กๆในยุโรปเหนือที่ไม่เคยตะโกนว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ไม่เคยสอนประชาชนให้เชื่อว่าตัวเองเหนือกว่าชาติอื่น ไม่เคยต้องสร้างวาทกรรมปลุกใจทุกวัน แต่กลับเป็นประเทศที่คนจำนวนมากทั่วโลกยอมรับว่ามีคุณภาพชีวิตดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยิ่งผมศึกษามากขึ้น ผมยิ่งรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังตบหน้าความเชื่อเก่าๆของผมทีละฉาด
ผมเพิ่งรู้ว่าที่สวีเดน เด็กทารกจำนวนมากถูกพ่อแม่พาออกไปนอนกลางแจ้งแม้อากาศจะหนาวติดลบ ในขณะที่หิมะตกและลมหายใจแทบกลายเป็นไอขาว ไม่ใช่เพราะพ่อแม่ใจร้าย แต่เพราะคนที่นั่นเข้าใจว่าสุขภาพของมนุษย์ต้องเติบโตไปพร้อมธรรมชาติ เด็กควรได้รับอากาศบริสุทธิ์ ร่างกายต้องเรียนรู้การปรับตัวกับโลกจริง ไม่ใช่โตมาในสภาพแวดล้อมปลอดเชื้อที่เปราะบางต่อทุกสิ่ง
แต่หันกลับมามองบ้านเรา เด็กหลายคนแทบไม่ได้วิ่งเล่นกับดินเลยตั้งแต่เล็ก ชีวิตถูกย้ายจากบ้านไปห้าง จากห้างไปโรงเรียน จากโรงเรียนไปเรียนพิเศษ แล้วผู้ใหญ่เรียกสิ่งนี้ว่าการเตรียมอนาคต
ผมเพิ่งรู้ว่าเด็กในสวีเดน ไม่ได้โตมาเพื่อแข่งขันกันอย่างบ้าคลั่งเหมือนกำลังเข้าสนามรบ ระบบการศึกษาของเขาไม่ได้หมกมุ่นกับการผลิตเด็กให้สอบเก่งที่สุด แต่สนใจว่าจะทำอย่างไรให้เด็กเติบโตมาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เด็กไม่ได้ถูกกดดันให้ท่องจำข้อมูลมหาศาลเพียงเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะเขาเชื่อว่าความสามารถในการคิดสำคัญกว่าความสามารถในการจำ
แต่บ้านเรา เด็กอายุห้าขวบบางคนเริ่มเรียนพิเศษแล้ว เด็กประถมต้องกวดวิชา เด็กมัธยมใช้ชีวิตเหมือนเครื่องจักรผลิตคะแนน เราไม่ได้เลี้ยงเด็กให้เข้าใจชีวิต เรากำลังเลี้ยงเด็กให้เป็นแรงงานคุณภาพสูงสำหรับระบบเศรษฐกิจที่พร้อมใช้พวกเขาจนหมดสภาพ
ผมเพิ่งรู้ว่าผู้คนในสวีเดน ไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนกำลังวิ่งหนีบางอย่างตลอดเวลา เขาเลิกงานตรงเวลาและกลับไปใช้ชีวิตจริงๆ ไม่ใช่กลับไปทำโอที ไม่ใช่กลับไปตอบข้อความเจ้านายตอนสี่ทุ่ม ไม่ใช่เอาความเครียดจากบริษัทมานอนกอดบนเตียง วันหยุดของเขาคือวันหยุดจริงๆ หลายคนขับรถออกไปกระท่อมเล็กๆกลางป่า ใช้เวลาเดินเขา พายเรือ ตกปลา อ่านหนังสือ หรือแค่นั่งเงียบๆริมทะเลสาบโดยไม่ทำอะไรเลย เพราะเขาเข้าใจว่าชีวิตมนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานจนหมดแรงแล้วค่อยตาย
แต่สังคมเราแปลก เราทำงานสิบชั่วโมงต่อวัน รถติดสองชั่วโมง กลับถึงบ้านหมดแรง เสาร์อาทิตย์ใช้ไปกับการพักฟื้นสภาพร่างกาย แล้วเรากลับถูกสอนว่านี่คือความขยันที่น่าภูมิใจ ทั้งที่ความจริงมันอาจเป็นเพียงระบบที่กำลังดูดพลังชีวิตมนุษย์ออกไปเรื่อยๆโดยทำให้เราคิดว่านี่คือเรื่องปกติ
ผมเพิ่งรู้ว่าผู้คนในสวีเดน จำนวนมากเป็นคนรักความสันโดษ พวกเขาให้คุณค่ากับความเงียบ ไม่จำเป็นต้องออกไปพบปะผู้คนตลอดเวลา ไม่ต้องสร้างภาพว่ามีเพื่อนเยอะ ไม่ต้องฝืนเข้าสังคมเพื่อรักษาหน้า ไม่มีใครมองว่าการอยู่คนเดียวคือเรื่องผิดปกติ มนุษย์สามารถมีความสุขจากการได้อยู่กับตัวเองจริงๆ แต่ในสังคมเรา เราถูกฝึกให้กลัวการอยู่ลำพัง ถูกทำให้เชื่อว่าคนเก่งต้องเข้าสังคมเก่ง ต้องประจบเป็น ต้องรักษาความสัมพันธ์กับคนที่มีอำนาจเหนือกว่า แม้จะไม่ชอบก็ตาม เพราะโครงสร้างสังคมเราทำให้เส้นสายสำคัญกว่าความสามารถจริง
2
ผมเพิ่งรู้ว่าที่สวีเดน รัฐบาลเก็บภาษีสูงก็จริง แต่ประชาชนยอมจ่ายเพราะเขาเห็นว่ารัฐเอาเงินกลับมาดูแลพวกเขาจริง โรงพยาบาลดี การศึกษาเข้าถึงได้ ผู้สูงอายุมีหลักประกัน คนตกงานไม่ถูกปล่อยให้ตายลำพัง พ่อแม่ได้รับสิทธิเลี้ยงลูกอย่างเหมาะสม ชีวิตมนุษย์ไม่ได้ถูกตีค่าจากความสามารถในการหาเงินเพียงอย่างเดียว
แต่บ้านเรา คนจำนวนมากจ่ายภาษีเหมือนกันแต่ยังต้องซื้อประกันเพิ่ม ยังต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายยามป่วย ยังต้องเก็บเงินส่งลูกเรียนแพงๆเพราะไม่มั่นใจระบบพื้นฐาน ยังต้องดิ้นรนตั้งแต่เกิดจนตายโดยไม่มีอะไรรับประกันว่าชีวิตจะปลอดภัยจริงๆ
3
ผมเพิ่งรู้ว่าสังคมที่พัฒนาแล้วจริงๆ คือสังคมที่ประชาชนไว้ใจกัน ในหลายพื้นที่ของสวีเดน มีร้านเล็กๆที่บางครั้งแทบไม่มีคนเฝ้า คุณหยิบของแล้วจ่ายเงินด้วยความซื่อสัตย์ เพราะคนส่วนใหญ่โตมาในระบบที่สอนว่าคุณมีหน้าที่รับผิดชอบต่อส่วนรวม แต่บ้านเรา เราต้องติดกล้องวงจรปิดเต็มบ้าน ต้องระวังโดนโกงทุกธุรกรรม ต้องระวังแม้แต่คนที่ยิ้มให้เรา การไม่ไว้ใจกลายเป็นทักษะการเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน ลองคิดดูให้ดี สังคมแบบไหนกันแน่ที่เรียกว่าอารยธรรม
ผมเพิ่งรู้ว่าประเทศที่เจริญจริงๆ เขาไม่ออกแบบเมืองเพื่อบังคับให้ประชาชนซื้อรถยนต์ ใน เมืองจำนวนมากถูกออกแบบให้คนเดินได้จริง มีพื้นที่สีเขียวจำนวนมาก มีขนส่งสาธารณะที่เชื่อถือได้ เด็กสามารถปั่นจักรยานไปโรงเรียน ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งลูกหลานมากเกินไป เมืองถูกสร้างเพื่อมนุษย์ แต่บ้านเรา เมืองจำนวนมากเหมือนถูกออกแบบเพื่อคอนกรีต รถยนต์ และการบริโภค เราตัดต้นไม้เพื่อสร้างห้าง เราสร้างถนนเพิ่มแต่รถก็ติดเหมือนเดิม ฟุตบาทเดินจริงแทบไม่ได้ แต่เรากลับเรียกมันว่าความเจริญ
ผมเพิ่งรู้ว่าในสวีเดน ไม่มีใครจำเป็นต้องโอ้อวดฐานะมากนัก คนรวยจำนวนมากใช้ชีวิตเรียบง่ายมาก เพราะวัฒนธรรมของเขาไม่ยกย่องคนจากของแพงที่ถืออยู่ในมือ ต่างจากสังคมเราที่คนจำนวนมากพร้อมเป็นหนี้ห้าปีเจ็ดปีเพื่อซื้อรถที่เกินกำลัง หรือผ่อนโทรศัพท์ราคาเกือบเท่าเงินเดือน เพื่อให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองดูประสบความสำเร็จ เราไม่ได้ใช้เงินเพื่อความจำเป็น เราใช้เงินเพื่อซื้อการยอมรับจากสายตาคนอื่น
และสิ่งที่น่าคิดที่สุดคือ ประเทศอย่างสวีเดน ไม่เคยต้องยืนตะโกนบอกประชาชนว่าพวกคุณโชคดีแค่ไหนที่เกิดที่นี่ เพราะคนเขารู้ได้เองจากคุณภาพชีวิตจริง ไม่ต้องมีใครบอก ไม่ต้องมีใครเป่าหู ไม่ต้องมีใครผลิตวาทกรรมว่าที่นี่ดีที่สุดในโลก เพราะความจริงมันพิสูจน์ตัวเองอยู่แล้ว
แต่ประเทศที่ต้องคอยพูดซ้ำทุกวันว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ผมเริ่มสงสัยเหลือเกินว่า หรือจริงๆแล้วเขากำลังพยายามไม่ให้ประชาชนมองเห็นบางอย่างกันแน่ เพราะถ้าวันหนึ่งคนเริ่มเปิดตาดูโลกภายนอกมากพอ เขาอาจเริ่มตั้งคำถามว่าเหตุใดประเทศเล็กๆหนาวเย็นอย่างสวีเดน ที่แทบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์แบบเรา กลับสร้างสังคมที่คนอยู่แล้วมีศักดิ์ศรีมากกว่าเราแทบทุกด้าน
ผมโตมาเพิ่งรู้ว่า บางทีประเทศที่อันตรายที่สุด อาจไม่ใช่ประเทศที่ล้มเหลว แต่คือประเทศที่ล้มเหลวแล้วทำให้ประชาชนเชื่อว่าทุกอย่างยอดเยี่ยมอยู่แล้ว เพราะเมื่อประชาชนเชื่อว่าตัวเองอยู่ในสถานที่ที่ดีที่สุด พวกเขาจะหยุดฝันถึงโลกที่ดีกว่า จะหยุดเรียกร้อง จะหยุดเปรียบเทียบ และสุดท้ายจะยอมอยู่ในกะลาใบเดิมไปจนวันตาย โดยไม่เคยรู้เลยว่าโลกภายนอกนั้น เขาเดินนำเราไปไกลแค่ไหนแล้ว
บางทีเราไม่ได้รักประเทศนี้จริงๆหรอก เราแค่ถูกฝึกให้รักภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างแนบเนียนมาหลายสิบปี และเมื่อภาพลวงตานั้นถูกเล่าซ้ำมากพอ เราก็เริ่มเข้าใจผิดว่าการปกป้องเรื่องเล่านั้น คือความรักชาติ ทั้งที่ความรักประเทศที่แท้จริง อาจเริ่มต้นจากการกล้ายอมรับความจริงก่อนว่า บ้านของเรายังมีรอยร้าวมากกว่าที่เราถูกอนุญาตให้มองเห็นเสียอีก
โฆษณา