15 มิ.ย. เวลา 08:34 • ไลฟ์สไตล์

เรื่องราวของนักเดินทาง

ว่าด้วยเรื่องราวการเดินทางจากประสบการณ์ของผู้เขียนเองตลอด 20 ปี ที่ผ่านมา
บนเส้นทางของการด้วยรถสาธารณะ เครื่องบินและรถส่วนตัว ล้วนแล้วแต่มีเรื่องราวมากมายให้จดจำ
การเดินทางในแต่ละรูปแบบมีความทรงจำที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
สำหรับผู้เขียนแล้ว ความงดงามตามเส้นทางอยู่ที่เราจะเลือกจดจำ
ถ้าถามถึงประสบการณ์ที่ลืมไม่ลง ก็คงเป็นการเดินทางด้วยรถสาธารณะครั้งแรกในชีวิต เพียงลำพัง
ครั้งหนึ่งตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผู้เขียนมีเพื่อนสนิทที่มักตัวติดกันในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
แต่ปัญหาคือ เพื่อนคนนี้ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯตลอด เพื่อนมีบ้านอยู่รังสิตแต่ชีวิตส่วนใหญ่เพื่ออยู่ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก
นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางในครั้งนั้น ผู้เขียนได้ถูกโน้มน้าวให้เดินทางไปเที่ยวที่ อ.แม่สอด จนต้องตัดสินใจรับปากที่จะเดินทางไปหาเพื่อนที่นั่น
แต่ก่อนจะไป อ.แม่สอด เพื่อนอีกคนที่เรียนมหาลัยเดียวกัน ที่อยู่หอพักตึกเดียวกัน เมื่อทราบว่าผู้เขียน จะไป อ.แม่สอด
เป็นจังหวะเดียวกันที่เพื่อนคนนี้กลับบ้านที่ อ.เมือง จ.ตาก เช่นกัน เพื่อนคนนี้ชื่อ ตุ๊กตา
ผู้เขียนคิดว่าไหนๆก็ไหนๆละ ไปเที่ยวให้สาแก่ใจทีเดียวไปเลยช่วงปิดเทอม จึงได้เดินทางไปหาตุ๊กตาที่ อ.เมืองตาก ก่อน
ผู้เขียนนั่งรถ บขส 999 ไปลง ขนส่ง จ.ตาก โดยมีตุ๊กตาและน้ามารอรับ
พอขึ้นรถตุ๊กตาก็พูดขึ้นมาว่า พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวดอยกันนะ พอดีน้าเขยจะไปทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับชนเผ่าบนดอยและไปตลาดมูเซอ
ต้องบอกก่อนว่าผู้เขียนเองก็เป็นคนเหนือตอนบนเลยและการพบเจอคนชาติพันธุ์ต่างๆเป็นเรื่องปกติ
เพราะเพื่อนที่เรียน ม.ปลาย ก็มีคนชาติพันธุ์ค่อนข้างเยอะ
ผู้เขียนไม่ได้มีความตื่นเต้นกับสิ่งที่ตุ๊กตาบอกมาเลย แต่ก็คิดว่า ไปเปิดหูเปิดตา เผื่อมีอะไรใหม่ๆที่เรายังไม่เคยเห็น
สายๆในวันต่อมา น้าเขยของตุ๊กตาก็มารับตุ๊กตากับผู้เขียนเดินทางไปยัง “หมู่บ้านอุมยอม” ซึ่งเป็นชนเผ่ามูเซอ
ยอมรับว่าถึงแม้ผู้เขียนจะมีเพื่อนเป็นชนเผ่าต่างๆแต่ก็ไม่เคยได้ขึ้นไปสัมผัสวิถีชีวิตที่บ้านของเพื่อนๆเลย
และเมื่อเดินทางขึ้นไปถึงหมู่บ้านอุมยอม สัญญาณโทรศัพท์ก็ขาดหายทันที เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วเรายังมีแค่โทรศัพท์ปุ่มกด
สัญญาณต่างๆพอขึ้นไปบนที่สูงก็จะขาดหายเป็นเรื่องปกติ นี่คือเซอร์ไพรส์แรก
เราสามคน คือน้าเขย ตุ๊กตาและตัวผู้เขียนได้ไปติดต่อที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งน้าเขยได้ประสานงานเพื่อให้พาไปสำรวจวิถีชีวิตของชนเผ่า “มูเซอ”
ขณะนั้นผู้เขียนก็เกิดปวดท้องเบา อยากเข้าห้องน้ำจึงสอบถามถึงห้องน้ำไปกับทางผู้ใหญ่บ้าน
และทางผู้ใหญ่ก็ชี้มือไปทางด้านหลังผู้เขียน ไปยังเพิงๆหนึ่งมุงและล้อมด้วยหญ้าคา ประตูสานด้วยไม้ไผ่ขัดกัน
ตอนนั้นผู้เขียนจึงรีบวิ่งเพื่อจะไปทำธุระ แต่พอเปิดประตูไม้ไผ่เท่านั้นแหละ ถึงกับร้องกรี๊ด
เพราะภาพที่เห็นคือ ส้วมซึมติดพื้น มีโอ่งน้ำหนึ่งใบ แต่สิ่งที่ทำให้กรี๊ดคือ หมูป่าตัวยักษ์ ขนาดเกือบ 200 กิโลกรัม นอนอยู่ติดโถส้วมซึม แล้วมีนก็หันมาทางผู้เขียน
ความที่ตกใจมากจึงกรี๊ดแล้ววิ่งออกมาหาเพื่อน บอกเพื่อนว่าเจออะไร เพื่อนและน้าเขยก็เอาแต่หัวเราะ
และบทสรุปคือ ผู้เขียนไม่ได้ทำธุระอะไรเลยยอมอดทนปวดท้องเบา เดินตามผู้ใหญ่บ้านและทุกคนเข้าไปในหมู่บ้าน
ระหว่างเดินไปในหมู่บ้าน ก็ได้เห็นวิถีชุมชนเผามูเซอที่ทำบ้าน เป็นบ้านไม้ยกสูง มุงด้วยญาคา ตีไม้ล้อมแบบลวกๆ
แค่ให้พอกันแดดกันฝน แต่จะว่าไปที่หมู่บ้านอุมยอม ในตอนนั้นเป็นหมู่บ้านโฮมสเตย์ที่มีต่างชาติมาพักและใช้วิถีชีวิตอยู่กับชาวบ้านบนนั้นอยู่ให้เห็นประปราย
มองไปมองมาผู้เขียนก็เหลือบไปเห็น ผู้หญิงสูงอายุ และเด็กหญิงอายุราว 5-6 ขวบ กำลังอาบน้ำอยู่ที่โอ่งน้ำตีนบันไดหน้าบ้าน
และที่ช็อคเลย คือ ทั้งสองคนเปลือยเปล่าอาบน้ำในที่โล่งโจ่ง แบบไม่ได้สนสายตาใครมอง
ผู้ใหญ่บ้านฉันบอกว่านี่เป็นวิถีชีวิตของคนที่นี่ ซึ่งผู้เขียนก็ยิ้มเจื่อนๆแอบตกใจอีกเป็นครั้งที่ 2 กับสิางที่ได้เจอ
และแน่นอนวิถีชีวิตของคนมูเซอ ที่ทำให้ผู้เขียนช็อคที่สุด คือการ ที่ผู้ใหญ่บ้านพาเราขึ้นไปบนบ้านหลังนึง
 
ที่บริเวณลานบนบ้าน เปิดโล่ง มีคนประมาณเจ็ดแปดคนกำลังรุมกันทำอะไรซักอย่างอยู่
พอผู้ใหญ่บ้านขึ้นไปและเราทั้งสามคนตามขึ้นบันไดไป ภาพที่เห็นคือ ชาวบ้านกำลังชำแหละเนื้อหมูป่า
และหลายคนก็หั่นเนื้อสดๆเข้าปาก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปหมด
ในตอนนั้นถึงแม้ผู้เขียนจะโตพอที่จะเข้าใจในวัฒนธรรมและวิธีของชนเผ่าต่างๆ
แต่ไม่สามารถต้านทานทั้งภาพ กลิ่น และวิธีการ ที่ทำกันอยู่ได้ จึงเอามืออุดปากแล้วถอยหลังลงบันได มายืนรออยู่ข้างล่าง
โชคดีที่พกยาดมมาด้วย ตอนนั้นท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด ตาพร่าเบลอ แต่เพราะยาดมเลยยังทรงตัวได้
ระหว่างยืนตั้งสติ ก็เห็น กลุ่มลูกหมาสีดำ 6-7 ตัว วิ่งมาทางผู้เขียนและกำลังจะวิ่งเข้าใต้ถุนบ้าน
พอสังเกตดีๆปรากฏว่ามีหมาอยู่ในนั้นประมาณ 3 ตัว ที่เหลือไม่ใช่ลูกหมา แต่มันคือลูกหมูป่าที่วิ่งเล่นไล่กับลูกหมาฝุ่นตลบ
ตอนนั้นสมองมึนงงไปหมด สับสนกับสิ่งที่เจอมาก แต่เรื่องราวในวันนั้นก็ไปจบตรงที่จุดสุดท้ายของหมู่บ้าน
นั้นคือโบสถ์ของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นโบสถ์คริส สร้างด้วยไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่อีกฟากของหมู่บ้านและอยู่บนดอยสูงเด่นเห็นได้ชัดจากหมู่บ้าน
ผู้เขียนได้เห็นเด็กๆที่เล่นลูกข่างไม้แต่งตัวมอมแมมส่งเสียงเจี้ยวจ้าวไปทั้ว มีรถไม้ที่ใช้ไถลลงจากที่สูงแล้วแข่งกันลงมา
ได้เห็นสถานที่จัดพิธีของชนเผ่า ที่คนทั้งหมู่บ้านจะมารอบกองไฟกันตอนเดือนมกราคม ของทุกปี
ประสบการณ์บนหมู่บ้านอุมยอม ในครั้งนั้น มันทั้งตราตรึง และเป็นภาพที้ชัดเจนจนมาถึงทุกวันนี้
ต้องบอกก่อนว่าผู้เขียนไม่ได้มีการแสดงท่าทีไม่สุภาพหรือไม่ให้เกียรติคนในเผ่าแต่อย่างใด กับเหตุการณ์ที่เล่ามา
เป็นเพียงความตกใจกับวิถีและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากที่ผู้เขียนได้พบมาเท่านั้นเอง
ความแตกต่างไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่มันคือการเติบโตจากวิถี และความเชื่อในแบบที่ไม่เหมือนกัน
แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ (คุณค่าของความเป็นมนุษย์)
ที่คนเราทุกคนต่างมีเท่าเทียมกัน
คุณค่าทางจิตใจเป็นตัวกำหนดที่เหมาะสมถึงการเป็นมนุษย์ที่ต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติบนโลกใบนี้
สำหรับผู้เขียนแล้ว เรื่องราวทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนตกหลุมรัก จ.ตาก ในครั้งแรกที่ได้ไปเยือน และยังจำรอยยิ้มของคนที่นั่นได้อยู่เลย 😊
#บันทึกของนักเดินทาง
#15มิ.ย.69
#ชีวิตในวงเล็บ
~ โดย กาลเวฬา~
โฆษณา