เมื่อวาน เวลา 08:50 • ไลฟ์สไตล์
เท่าที่ได้อ่านมา ดูคนหลังๆจะให้ความเห็นไปในทางเห็นความเหลื่อมล้ำ เช่น
คุณ music acoustic บอกว่า เพิ่งได้รู้ว่ามีคนบางกลุ่มต้องการให้คนจนจนต่อไปเรื่อยๆ
คุณป้างวิทยา บอกว่า คนไทยโกหกคำโตเรื่องการศึกษาโดยกล่าวเป็นทำนองว่า ให้ตั้งใจเรียน จะได้มีอนาคตที่ดี
คุณเเม่ซื่อ จั่นเม้ยบอกว่า คนไทยอยู่กับความผิดปกติทุกวันจนมองว่า ความผิดปกติเป็นเรื่องปกติ
ส่วนคุณลุง (invisible)มาเเรงมากบอกว่า เมืองไทยโฆษณาชวนเชื่อได้เก่งมาก ทำให้คนไทยเชื่อว่า เราดีกว่าชาติใด
จขกท.เห็นด้วยกับทุกท่านค่ะ เเละโดนใจกับข้อความที่ว่า ระบบต้องการให้คนจนจนต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งคนจนลง พวกที่ออกเเบบระบบก็ยิ่งรวย
เรื่องที่คุณเเม่ซือ จั่นเม้ยยกตัวอย่างเรื่องค่ามอเตอร์ไซค์ไม่มีราคากลาง น่าจะต้องได้รับการเเก้ไข อย่างไรก็ตาม การมีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ช่วยลดการตกงานลงได้ อย่างที่ญี่ปุ่นนี่ กฎหมายไม่เปิดโอกาสให้มีอาชีพนี้เพราะมองว่าการซ้อนท้ายเสี่ยงอันตราย
เรื่องการโฆษณาชวนเชื่อนี่ พวกที่คุมสื่อได้ทำกันเก่งมาก คนไทยโดยเฉพาะคนมีอายุเสพข่าวช่อง๙ อสมท.กันมาทั้งชีวิต ดูละครที่ไม่ค่อยสะท้อนปัญหาสังคมหลังข่าวช่อง๗ กันเป็นกิจวัตร รายการไหนคนดูติดใจ ก็จะมีโฆษณามากันอย่างไม่เกรงใจคนดู
ส่วนเรื่องคนไทยโกหกคำโตเรื่องการศึกษาว่า ให้ตั้งใจเรียนเพื่ออนาคตที่ดี ฟังดูเเล้วก็เหมือนเยาวชนโดนหลอกให้เรียน เนื่องจากผลลัพธ์หลังเรียนจบ มันไม่อาจทำเงินได้ดั่งใจหวัง เเต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การได้เรียน มันก็คงดีกว่าไม่ได้เรียน เเละเมื่อได้เรียนเเล้วก็ต้องให้เก่ง เเละนำความรู้มาต่อยอดได้
เรื่องเกี่ยวกับการเรียนนี่ มีเรื่องราวของคู่รักชั้นม.ปลายอยากเล่าให้ฟังค่ะ
นักเรียนหญิงรักกับเพื่อนชายในโรงเรียน เเต่ฝ่ายหญิงเรียนเก่งกว่าเเละทางบ้านก็มีฐานะดีกว่าด้วย
พอคุณเเม่รู้เข้าก็ร้อนใจเเต่ได้ที่ปรึกษาดี บอกให้ใจเย็นๆเเละต้องไม่ตกลงรับรู้การมีอยู่ของเเฟนหนุ่ม เเล้วก็ให้คุณเเม่พาลูกสาวไปเรียนพิเศษ ขับรถไปรับไปส่ง ดูเเลเอาใจใส่ใกล้ชิดเเละเเสดงความชื่นชมผลการเรียนเสมอ ไม่กล่าวถึงเพื่อนชายเลย เเละเเล้ว ลูกสาวก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อได้ เข้าสู่เเวดวงคนมีความรู้
ส่วนเพื่อนชายซึ่งคงไม่ได้จริงจังกับการเรียนเเละการยกระดับตนเองนัก ก็คงได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเปิด เเละเมื่อได้เจอกับเเฟนสมัยเรียนมัธยมปลายก็เกิดความรู้สึกห่างเหินโดยปริยาย เเละก็ตกลงใจขอให้เป็นเพียงเเค่เพื่อนกัน ก็คือตัดความสัมพันธ์กันไป ฝ่ายหญิงก็ได้เเฟนใหม่ร่วมสถาบันกันโดยเเทบจะทันที
หากระบบการศึกษาไม่อาจจัดหางานรองรับได้เพียงพอ ก็คงต้องเรียนวิชานั้นสาขานั้นให้เก่งกว่าเพื่อนน่ะเเหละค่ะ
มีคำฮิตติดหูคนไทยเกี่ยวกับการศึกษาคือ " รู้อะไรก็ไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี " ฟังเเล้วอดคิดไม่ได้ว่า เเต่ไหนเเต่ไร ชาวสยามไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาหาความรู้เท่าไหร่หรอก คำว่าวิชาในคำกลอนนั้น ก็คงหมายถึงวิชาอาคมนั่นเเหละเพราะคนที่ประพันธ์กลอนนี้คือสุนทรภู่ กวีสมัยรัชกาลที่2-4 เป็นกลอนที่พระฤษีกล่าวสอนสุดสาครที่เสียรู้ชีเปลือยในเรื่องพระอภัยมณีค่ะ
ปรัชญาการศึกษาคงต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับโลกปัจจุบันค่ะ
โฆษณา