16 มิ.ย. เวลา 12:04 • ไลฟ์สไตล์

เรื่องราวของทางกลับบ้าน

“เด็กเอ๋ยเด็กน้อย ความรู้เจ้ายังด้อยเร่งศึกษา”
”เมื่อเติบใหญ่เจ้าจะได้มีวิชา เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน“
เมื่อครั้งยังเด็กผู้เขียนได้ท่องบนกลอนนี้จนขึ้นใจ ในตอนนั้นก็มีเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง เพราะมันคือ การท่องจำ
แต่แล้วกาลเวลาก็ทำให้บทกลอนดังกล่าว แล่นกลับเข้ามาในสมองอีกครั้ง
ก็ในตอนที่เริ่มรู้ตัวว่าต้องเรียนต่อ มัธยม และไปต่อมหาวิทยาลัย และแรงผลักดันที่ว่า (ลูกต้องเรียนให้สูงที่สุด)
ตอนที่ผู้เขียนใช้ชีวิตผจญภัยอยู่ในเมืองหลวง ในวันที่เหนื่อยล้าและคิดถึงบ้าน
ผู้เขียนจะมีความคิดด้านลบอยู่อย่างหนึ่งเกี่ยวกับการเรียนในขณะนั้นว่า ”เป็นเพราะการศึกษาไง ฉันถึงต้องจากบ้านมาไกลขนาดนี้“
ด้วยเป็นอารมณ์ของสภาวะจิตใจที่อ่อนแอในยามที่เหนื่อยล้าในขณะนั้น
ในปีแรก ผู้เขียนเอาแต่นับวันเวลาที่จะได้กลับบ้านในช่วงเทศกาลหรือช่วงวันหยุดยาว
แต่ก็นั่นแหละผู้เขียนยังไม่สามารถหาเงินได้เอง การจะกลับบ้านต่างจังหวัดทุกครั้งก็ต้องขอเงินทางบ้านตลอด
ผู้เขียนเองก็มีความเกรงใจในการที่จะเอ่ยขอกลับบ้านในแต่ละครั้ง ถึงแม้ในใจจะคิดถึงบ้านมากแค่ไหนก็ตาม
แต่การไปเพิ่มภาระให้กับพ่อแม่น่าจะเป็นเหตุผลท้ายๆที่ผู้เขียนจะทำ
พออยู่กรุงเทพฯหลายปีเข้า ความอยากกลับบ้านก็ไม่ได้ลดลงเลย
แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมันคือพยายามที่จะอดทน อดกลั้น ที่จะกลับบ้าน โดยมีเหตุและผล และบทบาทหน้าที่มารองรับ
 
ระยะทางไกลที่ต้องใช้เวลา 9-10 ชม.ในการนั่งรถทัวร์ และเงินไปกลับหลักพันที่ต้องมีพร้อมเมื่อคิดจะกลับบ้าน
ไม่น่าเชื่อว่าตอนที่อยากจะมาเรียนที่กรุงเทพฯ มันดูง่ายดายเหลือเกินที่ครอบครัวตัดสินใจให้เรามา
แต่พอตอนจะกลับไปทำไมมันช่างยากเย็นเหลือเกิน ข้อจำกัดและเหตุผลมากมายมันคอยปิดกั้นให้การเดินทางกลับบ้านแต่ละครั้งเต็มไปด้วยอุปสรรค
ผู้เขียนใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ 20 ปีเต็มเลยก็ว่าได้ ด้วยเหตุผลและปัจจัยหลายอย่าง ที่ต้องทำงานและดิ้นรนอยู่ที่นั่นในตอนนั้น
ทางกลับบ้านในตอนนั้น มันทั้งไกล ทั้งเหนื่อย แต่มันไม่ได้ไกลที่ระยะทาง แต่สิ่งที่ทำให้มันดูไกลคือ(ภาระและความรับผิดชอบที่เรามีในตอนนั้น)
แต่เชื่อไหมว่าไม่มีอะไรมันจะไกลเกินกว่าคำว่า “คิดถึง” เมื่อไหร่ที่ความคิดถึงทำงาน สมองและหัวใจ ก็จะคล้อยตามทุกครั้ง
เพราะเมื่อไหร่ที่ร่างกายต้องการไปชาร์จแบตที่เดียวที่คิดถึงก็คือ (บ้าน)
ยิ่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่...ทางกลับบ้านก็ไกลออกไปทุกที เพราะเส้นทางชีวิตพาเราเดินออกไปเผชิญโลกเรื่อยๆ จนบางครั้งก็หลงทาง
กว่าจะหาทางออก เดินมาในเส้นทางที่ถูกที่ควร ก็ใช้เวลานานนับปี
ผู้เขียนเคยเจอข้อความหนึ่งบนโลกโซเชียล เขากล่าวไว้ว่า
“แม่ของเขาอายุ 80 ปีในวันที่เขากลับบ้านไปตอนสงกรานต์ แม่ของเธอบอกว่า ถ้าอายุขัยแม่อยู่ถึงแค่ 85 ปี การที่ลูกกลับมาหาแม่ปีละ 2 ครั้ง เท่ากับว่าเราจะมีโอกาสเจอกันอีกแค่ 10 ครั้งเท่านั้นเอง ”
มันเป็นคำพูดที่สะเทือนใจและปลุกจิตใต้สำนึก ของผู้เขียนขึ้นมาทันทีว่า (ฉันต้องหาเวลากลับบ้านให้มากที่สุด)
วันและเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว บางครั้งเร็วจนน่าใจหาย ปุบปับก็ผ่านมาครึ่งปีแล้ว ซักพักก็หมดไปอีกปี
บางครั้ง ปลายทางก็ไม่ได้สำคัญมากที่สุดสำหรับชีวิต ถ้าต้นทางเราไม่เคยหันกลับไปมองวันที่เดินจากมา
ในวันที่เราเดินผิดเส้นทาง คนที่ต้นทางมักจะบอกเสมอว่า (ถ้ามันเหนื่อย มันไม่ไหวก็กลับมาบ้านเรานะลูก)
ลองกลับไปกินข้าวฝีมือแม่ กับข้าวที่มีตามฤดูกาลที่หากินยากในเมืองกรุง ได้พูดคุยภาษาถิ่นกับคนที่เราคุ้นเคย อากาศที่เย็นสบายโดยไม่ต้องมีแอร์รวมไปถึงได้สูดกลิ่นอายเก่าๆจากภาพจำในอดีต
บางทีความสงบสุขจากจุดนั่น อาจทำให้ไฟของความมุ่งมั่นลุกโชนก็เป็นได้
ผู้เขียนเพียงอยากบอกคนที่อ่านบทความนี้ว่า
(อย่าโฟกัสแต่ปลายทาง จนลืมคิดถึงต้นทางที่จากมา)
 
สำหรับใครบางคน ความสำเร็จอาจไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง แต่มันคือการได้กลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ที่ต้นทางที่ครั้งนึงเคยได้เดินจากมาต่างหาก
#บันทึกของทางกลับบ้าน
#16มิ.ย.69
#ชีวิตในวงเล็บ
โดย กาลเวฬา
โฆษณา