28 ก.ค. เวลา 03:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

Incentives : อย่าเชื่อเพียงคำพูด มองให้ลึกว่าเขาได้อะไร

นักลงทุนหลายคนมักใช้เวลาส่วนมากติดตามบทวิเคราะห์ต่างๆ ศึกษาข่าวสารเศรษฐกิจจากหลายๆสำนัก แต่กลับมองข้ามสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งไป นั่นคือ"แรงจูงใจของคนที่กำลังพูด"
เพราะในโลกความเป็นจริง การกระทำของมนุษย์เราไม่ได้มาจากเหตุและผลเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินใจจากผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับด้วย
"Incentives" หรือระบบแรงจูงใจ จึงเป็นหนึ่งในพลังที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมนุษย์มากที่สุด
---
# คนฉลาด บางครั้งก็ทำเรื่องแปลกๆ
เราอาจเห็นผู้เชี่ยวชาญ, นักวิเคราะห์, ผู้บริหาร หรือที่ปรึกษาทางการเงิน ให้คำแนะนำที่บางครั้งก็ดูแปลก ไม่ตรงกับความคิดเห็นของเราเท่าไร
คำถามคือ เราคิดผิดไป หรือพวกเขาไม่ฉลาดพออย่างนั้นหรือ
ส่วนใหญ่ไม่ใช่ แต่พวกเขาอาจปิดบังความจริงบางอย่างไว้เพราะระบบผลตอบแทนของพวกเขาถูกออกแบบมาให้เป็นเช่นนั้น
Munger เคยกล่าวว่า
"อย่าประเมินพลังของแรงจูงใจต่ำเกินไป"
คนจำนวนมากไม่ได้โกหกเพราะนิสัย
แต่โกหกเพราะระบบที่ออกแบบมาเพื่อให้รางวัลกับการโกหก
---
# บทเรียนจาก The Wolf of Wall Street
ตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นภาพเกี่ยวกับพลังของ Incentives ได้ชัดเจนที่สุด คงไม่พ้นภาพยนต์เรื่อง The Wolf of Wall Street ที่ดัดแปลงจากหนังสืออัตชีวประวัติของ Jordan Belfort
ตัวเอกอย่าง Belfort ไม่เคยสนใจเลยว่าลูกค้าของเขาจะรวยขึ้นหรือจนลง
เขาสนใจเพียงอย่างเดียวคือ "ค่าคอมมิชชัน"
ยิ่งลูกค้าซื้อขายมาก เขายิ่งได้เงินมาก
ไม่สนว่าผลลัพธ์สุดท้ายของลูกค้าจะเป็นอย่างไร
นี่คือปัญหาคลาสสิกของแรงจูงใจที่ไม่สอดคล้องกัน ลูกค้าต้องการผลตอบแทนระยะยาว แต่โบรกเกอร์ต้องการรายได้ระยะสั้น
เมื่อเป้าหมายไม่ตรงกัน คำแนะนำที่ได้รับจึงอาจไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูกค้า แม้จะดูเหมือนเป็นคำแนะนำที่ดีในตอนแรกก็ตาม
---
# อย่าถามว่าเขาพูดอะไร ให้ถามว่าเขาได้อะไร
เมื่อฟังคำแนะนำทางการเงิน ให้ลองถามตัวเองก่อนเสมอว่า
- คนๆนี้ได้เงินจากอะไร
- เขาจะได้ประโยชน์อะไรหากเราทำตาม
- หากเราขาดทุน เขาเสียหายด้วยหรือเปล่า
- เป้าหมายของเรากับเขาสอดคล้องกันหรือไม่
หลายครั้งคำตอบจะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้มากกว่าการฟังคำพูดเสียอีก
---
# Incentives ที่อยู่รอบตัวเรา
  • ​พนักงานขายประกัน
รายได้มาจากค่าคอมมิชชัน จึงมีแรงจูงใจในการขายกรมธรรม์ที่มีค่าตอบแทนสูง โดยไม่จำเป็นต้องเป็นกรมธรรม์ที่เหมาะกับลูกค้ามากที่สุดเสมอไป
  • ​โบรกเกอร์
ยิ่งลูกค้าซื้อขายบ่อย ยิ่งมีรายได้ค่าธรรมเนียมมากขึ้น ดังนั้นคำแนะนำที่กระตุ้นให้ซื้อขายถี่ๆ อาจเป็นประโยชน์ต่อโบรกเกอร์มากกว่านักลงทุน
  • ​ผู้จัดการกองทุน
หลายคนถูกประเมินผลรายไตรมาสหรือรายปี
จึงมีแรงจูงใจให้เน้นสร้างผลตอบแทนระยะสั้น
แม้ว่าการตัดสินใจนั้นอาจไม่ดีที่สุดในระยะยาว
  • ​สื่อการเงิน
รายได้มาจากยอดเข้าชม ข่าวที่สร้างอารมณ์ ความกลัว หรือความตื่นเต้น จึงมักได้รับความสนใจมากกว่าข่าวที่ให้ความรู้แบบเรียบง่าย
  • ​ผู้บริหาร
ผู้บริหารอาจไม่ได้มีแรงจูงใจเหมือนผู้ถือหุ้นเสมอไป หากผลตอบแทนหรือโบนัสผูกกับราคาหุ้นหรือผลประกอบการระยะสั้น ผู้บริหารอาจมีแรงจูงใจในการสร้างความคาดหวังต่อราคาหุ้นมากกว่าการสร้างมูลค่าให้ธุรกิจ
---
# ระวัง Incentives ของตัวเองด้วย
แรงจูงใจที่อันตรายที่สุดอาจไม่ได้มาจากคนอื่น
แต่อาจเป็นของตัวเราเอง นั่นคือ Cognative Bias หรือ อคติทางความคิด
เมื่อเราซื้อหุ้นตัวหนึ่งแล้ว เรามักมีแรงจูงใจที่จะมองหาเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อเดิม
และหลีกเลี่ยงข้อมูลที่ขัดแย้ง
นักลงทุนที่ดีจึงต้องตรวจสอบแรงจูงใจของตนเองอยู่เสมอว่า
- เรากำลังหาความจริง หรือแค่หาหลักฐานมายืนยันว่าตัวเองคิดถูก
- เราถือหุ้นต่อเพราะธุรกิจดี หรือเพราะไม่อยากยอมรับว่าตัดสินใจผิดพลาด
- เรากำลังลงทุนระยะยาว หรือกำลังเล่นเกมเพื่อความตื่นเต้นระยะสั้น
---
# วิธีป้องกันตัวเองจากกับดัก Incentives
1. รับฟังมุมมองหลายๆด้านเสมอ
รับฟังความเห็นทั้งแง่บวก และแง่ลบ เพื่อประกอบการตัดสินใจอย่างถูกต้องตรงไปตรงมา
2. เข้าใจผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ให้คำแนะนำ
ก่อนจะเชื่อคำพูดใคร ให้เข้าใจก่อนว่าเขาได้ประโยชน์อย่างไรจากคำพูดนั้นๆ
3. ลงทุนในสิ่งที่เข้าใจ
ยิ่งพึ่งพาความเห็นของคนอื่นมากเท่าไหร่
ยิ่งเสี่ยงตกเป็นเหยื่อของแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่
4. ให้ความสำคัญกับผู้ที่มี Skin in the Game
คนที่ได้กำไรและขาดทุนไปพร้อมๆกับคุณ
มักมีแรงจูงใจที่สอดคล้องกับคุณมากกว่า
---
โลกไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยคำพูด แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบแรงจูงใจ หากอยากเข้าใจว่าคนคนนั้นต้องการอะไร อย่าเพียงฟังสิ่งที่เขาพูด แต่ให้ดูว่าเขาจะได้ประโยชน์อย่างไรจากการ กระทำนั้น
และสำหรับนักลงทุน คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ "เขาพูดอะไร" แต่เป็น
"เขาจะได้อะไร ถ้าหากผมเชื่อเขา"

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา