วันนี้ เวลา 05:49 • ท่องเที่ยว
เฉิงตู

เที่ยวเฉิงตู-สี่ดรุณี ทริปวิวหลักล้านแห่งเสฉวน

Chapter 93/1: Chengdu to Siguniang - Sichuan's Mountain Escape
พฤษภาหรรษาที่ผ่านมา ครอบครัวเราได้ไปเที่ยวจีนกันอีกแล้ว และเป็นทริปที่อยากไปมากเพราะได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีวิวหลักล้านของจีน จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก "ภูเขาสี่ดรุณี" สาวงามแห่งเสฉวนนั่นเอง
ปีนี้ตัดสินใจไม่ยากเลยเพราะเห็นคลิปคนไปเที่ยวภูเขาสี่ดรุณีกันเยอะมาก โอ้โห!!! อะไรจะวิวสวิสได้ขนาดนั้น แถมอยู่ใกล้บ้านเรามากๆ นั่งเครื่องบินแค่ 3 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว ค่าทัวร์ก็ราคาเป็นมิตรสุดๆ ว่าแล้วก็จัดทัวร์ครอบครัวกันเลยค่ะ
ทริปนี้เราไปกัน 5 วัน 4 คืน (ดูเหมือนเยอะเนอะ) โดยเที่ยวบิน Thai Lion Air SL932 ออกจากสนามบินดอนเมืองตอน 17.15 และไปถึงเฉิงตูเวลา 21.15 (หายไปวันนึงละ) ที่ดูเหมือนไปหลายวันเที่ยวจริงๆ ก็ 4 วัน 3 คืนค่ะ
เราไปลงกันที่สนามบิน TFU หรือ Chengdu Tianfu International Airport เป็นสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ของเมือง Chengdu เปิดใช้งานเมื่อปี 2021 นี่เองถือว่ายังเป็นสนามบินที่ใหม่มาก เพื่อช่วยรองรับผู้โดยสารแทนสนามบินเดิม CTU (Chengdu Shuangliu International Airport)
Chengdu Tianfu International Airport
สนามบินสวย ทันสมัย และกว้างมากกก แต่เดินไกลเกือบกิโลกว่าจะถึง ตม. 😵‍💫
หลังจากลงเครื่องเราก็เข้าโรงแรมไปพักผ่อนกันเลย เพราะวันรุ่งขึ้นเราต้องนั่งรถยาวๆ ประมาณ 4 ชั่วโมงเพื่อไปขึ้นภูเขาสี่ดรุณีกันค่ะ
เช้าวันที่สองเราออกจากโรงแรมกันประมาณ 09.30 อย่างที่บอกเราต้องนั่งรถกันยาวๆ เลยวันนี้ แต่จะไปแวะเที่ยวที่เมือง​ตูเจียงเยี่ยน (Dujiangyan) กันก่อน ซึ่งระหว่างทางจะมีจุดพักรถขนาดใหญ่ ให้แวะยืดเส้นยืดสายเข้าห้องน้ำกันด้วย
จุดแวะพักรถ
ห้องน้ำที่นี่มีจอทีวีบอกจำนวนห้องว่างเหมือนที่ฉงชิ่งเลย
ห้องน้ำเยอะมากมีตั้ง 83 ห้อง แต่เป็นห้องแบบยองๆ ซะเกือบหมด มีห้องแบบชักโครกแค่ 6 ห้องเอง แถมพอจะเข้าไปใช้เค้าก็ปิดไม่ให้ใช้ซะอีก 😮‍💨 (เจอแบบนี้ทั้งขาไปและกลับเลย ไม่รู้ทำไม)
แต่ข้างในจุดพักรถเค้าทำได้ดีนะ สวย สะอาด ร้านขายของ ร้านอาหาร ร้านกาแฟเยอะเลย
ด้านในจุดพักรถมี Food Court แบบย่อมๆ
เสียแต่เหม็นบุหรี่ไปหน่อยเพราะพี่จีนแกสูบจัดกันทุกที่ ไกด์บอกว่าตอนนี้รัฐบาลจีนกำลังออกกฏหมายไม่ให้สูบบุหรี่ในที่สาธารณะโดยจะเริ่มทำที่เฉิงตูเป็นเมืองแรก แต่เท่าที่เห็นคนก็ยังสูบบุหรี่กันหลังป้ายห้ามสูบเลยจ้า 😅
ที่นี่ก็มีน้องหมีแพนด้าอีกเช่นเคย
เห็นละนึกได้ เรายังไม่ได้เล่าเรื่องเมืองเฉิงตูเลยเนอะ
เฉิงตู (Chengdu) เป็นเมืองหลวงของมณฑลเสฉวน อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ได้รับการยกย่องให้เป็น "เมืองหลวงแห่งหมีแพนด้า" เพราะเป็นบ้านเกิดที่แท้จริงของแพนด้ายักษ์ ด้วยสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเทือกเขาสูง อากาศที่ชุ่มชื้น มีหมอกปกคลุมและอุดมไปด้วยป่าไผ่หนาทึบ ก็เลยเป็นที่ที่แพนด้าป่าอาศัยอยู่มานานหลายพันปีแล้ว
ในช่วงปี 1980 เกิดภัยแล้ง ป่าไผ่ตายลงเป็นจำนวนมากจนทำให้แพนด้าป่าขาดแคลนอาหารอย่างหนัก รัฐบาลจีนจึงได้ตั้งศูนย์วิจัยและเพาะพันธุ์หมีแพนด้ายักษ์เฉิงตู (Chengdu Panda Base) ขึ้นในปี 1987 เพื่อช่วยเหลือแพนด้า
ปัจจุบันสามารถเพาะพันธุ์และดูแลประชากรแพนด้าจนสามารถเปลี่ยนสถานะของแพนด้าจาก "สัตว์ใกล้สูญพันธุ์" (Endangered) มาเป็น "สัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์" (Vulnerable) ได้ในที่สุด
แพนด้า "ช่วงช่วง" ทูตสันถวไมตรีที่ประเทศจีนเคยให้ประเทศไทยยืมมาจัดแสดงที่สวนสัตว์เชียงใหม่อยู่นานหลายปีก็มาจากเมืองเฉิงตูนี่แหละ
นั่นก็เป็นสาเหตุว่าทำไมแพนด้าจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของเฉิงตู และไม่ว่าไปที่ไหนก็จะเห็นน้องแพนด้าเต็มไปหมดนั่นเอง
จากจุดพักรถนั่งรถไปอีกไม่นานก็ถึงตูเจียงเยี่ยนค่ะ
เมืองตูเจียงเยี่ยนถือเป็น "ประตูสู่ภูเขาสี่ดรุณี" ที่ไม่ว่าใครๆ ก็ต้องแวะมาเที่ยวที่นี่ก่อน เพราะเป็นเส้นทางที่เราจะต้องผ่านเพื่อไปขึ้นเขา
แต่ก่อนที่จะเข้าไปในเมืองโบราณ เราจะเจอกับงานประติมากรรมน้องแพนด้าขนาดมหึมาที่นอนเซลฟี่อยู่กลางกลางจัตุรัสหยางเทียนวู่​ (Yangtianwo Square) ก่อน
น้องแพนด้าเซลฟี่นี้สร้างขึ้นโดยศิลปินชาวเนเธอร์แลนด์ชื่อคุณ Florentijn Hofman (ฟลอเรนทิน ฮอฟแมน) ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ออกแบบเป็ดเหลืองยักษ์ (Rubber Duck) นั่นเอง โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากแพนด้ายักษ์ตัวจริงที่หลงเข้ามาในเมืองเมื่อปี ค.ศ. 2005
Panda Selfie แห่งตูเจียงเยี่ยน
นอนสบายใจมาก
หลังจากเซลฟี่กับน้องแพนด้าเซลฟี่แล้ว เราก็เดินต่อไปที่เมืองโบราณตูเจียงเยี่ยนค่ะ
เมืองโบราณตูเจียงเยี่ยน (Dujiangyan Ancient Town)
เมืองโบราณตูเจียงเยี่ยน (Dujiangyan Ancient Town) เดิมชื่อเมืองโบราณกวนเซี่ยน (Guanxian Ancient City) เพราะในอดีตพื้นที่แถบนี้ทั้งหมดเคยถูกเรียกว่า "อำเภอกวน" หรือ "กวนเซี่ยน" ต่อมาในปี 1988 รัฐบาลจีนได้ยกฐานะพื้นที่นี้ขึ้นเป็นเมืองระดับอำเภอ และได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "เมืองตูเจียงเยี่ยน" เพื่อเป็นเกียรติแก่ระบบชลประทานตูเจียงเยี่ยนนั่นเอง
ซึ่งระบบชลประทานโบราณตูเจียงเยี่ยน (Dujiangyan Irrigation System) เป็นโครงการจัดการน้ำอัจฉริยะที่สร้างขึ้นตั้งแต่ 256 ปีก่อนคริสตกาลโดยวิศวกรชื่อหลี่ปิง เพื่อป้องกันน้ำท่วมและผันน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งต่อมาระบบชลประทานนี้ก็ได้กลายเป็นมรดกโลกที่มีอายุกว่า 2,000 อีกด้วย
เมืองโบราณตูเจียงเยี่ยนก็คล้ายกับเมืองโบราณอีกหลายแห่งของจีน ที่พอเราเข้าไปแล้วเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในละครจีนสมัยโบราณยังไงยังงั้นเลย เต็มไปด้วยอาคารไม้โบราณที่ตั้งอยู่เรียงรายตามสองข้างทาง ร้านค้า ร้านอาหาร และคาเฟ่ที่ตกแต่งแบบทันสมัยแต่ยังคงใช้ตัวอาคารของเดิม ทำให้ที่นี่ดูเก๋และมีเสน่ห์มากๆ
สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และ display เก๋ๆ น่าถ่ายรูป
เดินมาจนสุดทางเราจะเจอกับสะพานหนานเฉียว (Nanqiao Bridge) ซึ่งเป็นสะพานไม้โบราณที่มีหลังคาทอดข้ามแม่น้ำหมินเจียง (Minjiang)
สะพานหนานเฉียว (Nanqiao Bridge)
แม่น้ำหมินเจียง (Minjiang)
Highlight ของสะพานนี้คือ ในช่วงหัวค่ำตั้งแต่ประมาณหนึ่งทุ่มเป็นต้นไป จะมีการเปิดไฟสีทองประดับสะพาน ซึ่งแสงไฟนี้จะสะท้อนกับสายน้ำสีเขียวมรกตด้านล่าง จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ "น้ำตาสีฟ้า" (Blue Tears) ที่สวยงามมาก แบบในรูปด้านล่างเลยค่ะ
ภาพจาก https://rejoiningtravel.com/dujiangyan-blue-tears/
เสียดายที่เราต้องเดินทางต่อเลยไม่ได้เห็นภาพนี้ ใครมีโอกาสมาเที่ยวที่เมืองนี้ลองจัดเวลามาค้างที่นี่ซักคืนน่าจะดี
จากเมืองโบราณเราก็นั่งรถต่อเพื่อขึ้นไปยังภูเขาสี่ดรุณีกันอีกประมาณ 2 ชั่วโมง…หนทางยังอีกยาวไกล
การนั่งรถขึ้นเขาครั้งนี้เราไม่ได้กินยาแก้เมาเพราะคิดว่าน่าจะไหวอยู่ เส้นทางก็ไม่ได้คดเคี้ยวชวนเวียนหัวมากนัก แต่พอขึ้นไปถึงที่พักข้างบนเขา อากาศมันเบาบางและความกดอากาศต่ำมาก ต่อให้ขยับตัวช้าๆ ไม่รีบร้อน เวลาก้มเก็บของก็ทำแบบช้าๆ ยังรู้สึกมึนหัวตลอดเลย
เรามีวิธีหายใจที่ถูกต้องและปลอดภัยบนที่สูงมาฝากด้วยนะคะ เผื่อใครกำลังจะขึ้นไปเที่ยวบนเขาสูงๆ แบบนี้
  • หากรู้สึกเหนื่อย หายใจไม่ทันเมื่ออยู่บนที่สูง แนะนำให้ใช้ "เทคนิคหายใจแบบเป่าปาก" (Pursed-Lip Breathing) วิธีนี้จะช่วยล้างคาร์บอนไดออกไซด์และเพิ่มออกซิเจนได้ดีที่สุด
  • 1.
    หายใจเข้า สูดลมหายใจเข้าทางจมูกช้าๆ ลึกๆ นับ 1–2 ในใจ (ให้ท้องป่องออก)
  • 2.
    หายใจออก ทำปากจู๋เหมือนกำลังจะเป่าเค้ก แล้วเป่าลมหายใจออกทางปากช้าๆ นับ 1–2–3–4 ในใจ ปล่อยลมออกยาวเป็นสองเท่าของตอนหายใจเข้า โดยไม่ต้องกลั้นหายใจ
  • ข้อควรปฏิบัติเพิ่มเติมเมื่ออยู่บนที่สูง
  • 1.
    ห้ามกลั้นหายใจ ปล่อยให้ร่างกายหายใจเข้าออกอย่างต่อเนื่องตามธรรมชาติ
  • 2.
    เดินให้ช้าลง ลดความเร็วในการเคลื่อนไหวเพื่อไม่ให้ร่างกายดึงออกซิเจนไปใช้มากเกินไป
  • 3.
    ดื่มน้ำบ่อยๆ น้ำจะช่วยให้เม็ดเลือดแดงขนส่งออกซิเจนได้ดีขึ้น
ซึ่งวิธีเหล่านี้เราทำมาหมดแล้ว รู้สึกว่าช่วยได้ดีมาก อาการปวดหัว มึนๆ หัว หรือเหนื่อยหายไปเลย
ป่ะ…กลับไปเที่ยวกันต่อ 😄
บนภูเขาสี่ดรุณีเราพักกันที่โรงแรม New Siguniang Moutain Hotel ซึ่งดีมาก ห้องค่อนข้างใหม่และสะอาด ที่สำคัญอยู่หน้าทางเข้าอุทยานเลย เดินไปไม่ถึง 10 นาที
New Siguniang Moutain Hotel
แพนด้าจะอยู่กับเราทุกที่
ห้องพักประมาณนี้ค่ะ
ใหม่ สะอาด
วันรุ่งขึ้นหลังจากปรับตัวกับสภาพอากาศกันแล้ว เราก็จะขึ้นไปเที่ยวยังอุทยานภูเขาสี่ดรุณีกันค่ะ
ทางเข้าอุทยาน
ภูเขาสี่ดรุณี (Mount Siguniang) หรือชื่อในภาษาจีนคือ "ซื่อกูเหนียงซาน" (Siguniangshan) โด่งดังเป็นที่รู้จักกันในฐานะ "Swiss Alps of the East" หรือสวิตเซอร์แลนด์แห่งตะวันออก เพราะที่นี่เต็มไปด้วยภูเขาหิมะ ทุ่งหญ้า ป่าสน ทะเลสาบ และธรรมชาติที่สวยงามไม่ต่างจากที่ประเทศสวิสเลย และที่นี่ยังได้รับการจัดให้เป็นอุทยานระดับ 5A ของจีนอีกด้วย
ชื่อภูเขาสี่ดรุณีนี้มีความหมายว่า "ภูเขาสี่สาวพี่น้อง" เพราะมียอดเขาที่ตั้งเรียงตัวกันตามธรรมชาติ 4 ลูก โดยแต่ละยอดมีชื่อเรียกคือ
  • 1.
    ต้ากูเหนียงเฟิง หรือ พี่สาวคนโต มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 5,355 เมตร
  • 2.
    เอ้อกูเหนียงเฟิง หรือ พี่สาวคนรอง มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 5,454 เมตร
  • 3.
    ซานกูเหนียงเฟิง หรือ พี่สาวคนกลาง มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 5,664 เมตร
  • 4.
    และสุดท้าย เหยาเหนียงเฟิง หรือ น้องสาวคนเล็ก ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 6,250 เมตร
มีตำนานทิเบตเล่าว่า ยอดเขาที่สูงที่สุดคือน้องสาวคนสุดท้อง เพราะตามธรรมเนียมท้องถิ่นน้องคนสุดท้องมักจะมีความเป็นอยู่สบายที่สุดเลยทำให้ตัวโตที่สุด ส่วนพี่ๆ นั้นต้องทำงานช่วยพ่อแม่ เลี้ยงน้อง ร่างกายจึงไม่เจริญเติบโตเต็มที่ โดยเฉพาะพี่สาวคนโตทำให้กลายเป็นภูเขาที่มีขนาดเล็กที่สุดนั่นเอง
ไฮไลต์ที่เที่ยวหลักของภูเขาสี่ดรุณีจะแบ่งออกเป็น 3 จุดได้แก่
  • 1.
    ซวงเฉียวโกว (Shuangqiao Valley) ระยะทางประมาณ 35 กม. เป็นจุดที่วิวสวย เดินง่าย สามารถนั่งรถบัสของอุทยานเที่ยวแบบ Hop-On Hop-Off ได้โดยรถบัสจะวิ่งรับ-ส่งตามจุดจอดหลักต่างๆ
  • 2.
    ฉางผิงโกว (Changping Valley) ระยะทางประมาณ 40 กม. เส้นทางนี้จะมีวิวธรรมชาติและป่าสนที่สวยมาก เหมาะกับคนที่อยากเดิน trekking
  • 3.
    ไห่จื่อโกว (Haizi Valley) ระยะทางประมาณ 30 กม. และเป็นจุดที่มีความสูงมากที่สุด เหมาะกับคนที่อยากลุยเพราะต้องเดินบนที่สูงและทางค่อนข้างไกล
สำหรับพวกเราไปแค่จุดชมวิวที่ "ซวงเฉียวโกว" พอเพราะแค่นี้ก็รู้สึกมึนหัว หายใจเหนื่อยละ
หลังจากมื้อเช้าก่อนจะเข้าอุทยาน ไกด์ก็ขอให้พวกเรากินยาแก้เมารถไว้ก่อนเพราะเราจะต้องนั่งรถของอุทยานเข้าไป ซึ่งทางขึ้นเขาจะค่อนข้างลดเลี้ยวและคุณๆ พลขับทั้งหลายที่คุ้นชินกับเส้นทางก็จะเหยียบกันแบบไม่มีเบาเลย เพราะฉะนั้นมีโอกาสเมารถได้แน่ๆ ซึ่งรู้สึกว่าคิดถูกจริงๆ ไม่งั้นได้มีอ๊อกแหง๋ม 😵‍💫
การเที่ยวของเราในวันนี้คือ เราจะนั่งรถบัสประมาณ 40 นาทีขึ้นไปยังจุดที่สูงที่สุดของซวงเฉียวโกวที่ 3,840 เมตรกันก่อน จากนั้นก็จะนั่งรถไล่ลงมาเที่ยวยังจุดที่อยู่ต่ำกว่าต่อๆ ไป
ถึงแล้วจุดเช็คอินของภูเขาสี่ดรุณี
พูดได้แค่ "ว้าว" จริงๆ เพราะภาพที่เห็นตรงหน้าสวยมากๆ สวยแบบไม่นึกจริงๆ ว่าเอเชียเราก็มีวิวแบบนี้ด้วย
อากาศข้างบนนี้ดีมาก สะอาด สดชื่น (ถ้าไม่นับเรื่องอากาศบางเบานะ) วิวสวยแบบหยุดถ่ายไม่ได้เลย ต่อให้รู้ว่าถ่ายภาพซ้ำๆ มาเป็นสิบก็จะถ่าย
วิวข้างบนนี้สวยมากกว่าที่กล้องจะจับได้จริงๆ แนะนำให้มาดูด้วยตาตัวเอง จะนึกว่ากำลังอยู่ที่สวิสยังไงยังงั้นเลย
นอกจากวิวสวยๆ แล้ว ร้านขายของกินข้างบนเยอะมาก แถมคนขายก็พูดไทยซะคล่องเชียว แสดงว่าช่วงนี้ที่นี่คงมีนักท่องเที่ยวชาวไทยมาเยือนแยะแน่ๆ เลย
หลังจากเดินถ่ายรูปกันจนฉ่ำแล้วก็นั่งรถยังจุดที่สองต่อ ซึ่งก็คือ "ปู้ต่าลาเฟิง" หรือ Potala Peak ที่มีเจดีย์ทิเบตกันค่ะ
ปู้ต่าลาเฟิง (Potala Peak)
จุดนี้สวยอลังมากกว่าจุดแรกอีก เพราะมีวิวแบบ 360 องศาเลย ได้เห็นภาพท้องฟ้า เทือกเขาที่ยังปกคลุมไปด้วยหิมะแบบกว้างๆ สวยมาก
เจดีย์สีขาว หรือสถูปทิเบต
ที่จุดนี้เราจะเห็นเจดีย์สีขาวหรือสถูปทิเบตมากมายที่ตั้งโดดเด่นอยู่ท่ามกลางฉากหลังของภูเขา สถูปเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่จุดถ่ายรูปเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและความศรัทธาของผู้คนในพื้นที่ เพราะภูเขาสี่ดรุณีตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองชนชาติทิเบตและเชียงอาป้า (Aba Tibetan and Qiang Autonomous Prefecture) ทำให้เราสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวัฒนธรรมทิเบตที่ยังคงปรากฏอยู่ทั่วบริเวณนี้
1
จากนั้นเราก็นั่งรถต่อไปยังจุดที่ 3 "ทะเลสาบหลงจูชั่ว" (Long Zhu Cuo) กันค่ะ
ที่นี่เป็นอีกจุดที่ถ่ายรูปสวยมากๆ มีทั้งน้ำ ภูเขา และสะพานสวยๆ
จากนั้นเราก็นั่งรถกลับไปยังทางเข้าอุทยานเลย เพราะสาวๆ วัย 80 กว่าที่มากับพวกเราเริ่มเหนื่อยกันละ
มื้อเที่ยงวันนี้เราก็ฝากท้องกับอาหารในโรงแรม New Siguniang Moutain กันอีกมื้อ และที่นี่ก็ยังมีน้องแพนด้ามารอต้อนรับอีกเช่นเคย
เสร็จจากมื้อเที่ยงเราก็ต้องนั่งรถยาวๆ กลับเข้าเมืองเฉิงตูกันอีกครั้ง กว่าจะถึงตัวเมืองก็ประมาณเกือบทุ่มละ
สำหรับการขึ้นไปเที่ยวที่ภูเขาสี่ดรุณีครั้งนี้ถือว่าดีนะ เป็นการเที่ยวที่ไม่ได้เหนื่อยจนเกินไป มีเดินบ้างแต่ก็ไม่ได้เดินไกลเท่าตอนไปเที่ยว "อุทยานหลุมฟ้า-สะพานสวรรค์" ที่ฉงชิ่ง (อ่าน Blog เที่ยวฉงชิ่งได้ที่ด้านล่างเลยค่ะ)
อากาศก็ดีมากเย็นสบาย ที่สำคัญวิวมันสวยจนลืมเรื่องความเหนื่อยไปได้เลย เห็นวิวละอยากวิ่งกลางทุ่งหญ้าแบบในหนัง The Sound of Music เลยนะเนี่ย แต่กลัวจะม่องซะก่อน
เราจะจบตอนแรกกันไว้ตรงนี้แล้วเดี๋ยวมาเจอกันใหม่ในตอนหน้า ที่จะพาไปเที่ยวที่สวยๆ ในเมืองเฉิงตูกันต่อ บอกเลยว่าเฉิงตูเป็นเมืองที่มีอะไรเก๋ๆ ให้เราดูไม่ใช่น้อยเลยนะ
สำหรับ Blog นี้ขอบคุณที่เข้ามาเที่ยวด้วยกันค่ะ 😊
โฆษณา