25 มิ.ย. เวลา 00:14 • ไลฟ์สไตล์

ทำไมใคร ๆ ก็อยากไป HYROX?

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเห็นคนวิ่งมาราธอนมากขึ้น เห็นคนเข้ายิมมากขึ้น และเริ่มเห็นอีกคำหนึ่งโผล่ขึ้นมาในฟีดบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือ HYROX
สิ่งที่น่าสนใจคือ คนที่พูดถึง HYROX ไม่ได้มีแค่นักกีฬา สายฟิตเนส หรือคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำเท่านั้น แต่รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์สายกิน สายไลฟ์สไตล์ และคนที่ก่อนหน้านี้แทบไม่เคยมีภาพจำว่าเป็นสายออกกำลังกายเลยด้วยซ้ำ
คำถามจึงไม่ใช่ HYROX คืออะไร แต่คือทำไมคนถึงอยากไป HYROX กันขนาดนั้น
HYROX เกิดขึ้นที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ในปี 2017 โดย Christian Toetzke ผู้จัดอีเวนต์กีฬาระดับโลก และ Moritz Fürste อดีตนักกีฬาฮอกกี้ทีมชาติเยอรมนีเจ้าของเหรียญโอลิมปิก เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่การสร้างการแข่งขันสำหรับนักกีฬาอาชีพ
แต่ต้องการสร้างสิ่งที่เปรียบได้กับ "มาราธอนของคนเข้ายิม" ให้คนทั่วไปมีเป้าหมายในการซ้อมและมีสนามสำหรับวัดผลตัวเองอย่างจริงจัง และโดยสัญชาตญาณของมนุษย์ชอบก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองอยู่แล้ว
หลายคนเข้าใจว่า HYROX คือ HIIT เวอร์ชันใหญ่ขึ้น แต่จริง ๆ แล้วทั้งสองอย่างมีแนวคิดที่ไม่เหมือนกัน
HIIT หรือ High-Intensity Interval Training เน้นการออกกำลังกายหนักสลับพักในช่วงเวลาสั้น ๆ เป้าหมายคือเร่งอัตราการเต้นของหัวใจและเผาผลาญพลังงานให้ได้มากที่สุดภายในเวลาจำกัด
ส่วน HYROX จะไปอยู่ในโลกของ Hybrid Training ที่ผสมความอึด (endurance) เข้ากับความแข็งแรง (strength) ผู้เข้าแข่งขันต้องรักษาพลังงานและจังหวะของตัวเองต่อเนื่องเป็นเวลานานเพราะต้องผ่านแต่ละด่านอย่างต่อเนื่อง โดยมีเวลาเป็นตัววัดความสามารถของคนๆ นั้น และไม่มีถูกหรือผิด
Hyrox ไม่ได้เน้นแรงระเบิดในช่วงสั้น ๆ แบบ HIIT จึงเป็นการทดสอบทั้งความฟิต ความอึด และความสามารถในการบริหารร่างกายภายใต้ความเหนื่อยสะสม
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ HYROX กำลังเติบโตพร้อมกับกระแส Hybrid Athlete ซึ่งได้รับความนิยมทั่วโลก คนยุคนี้ไม่ได้อยากแค่ผอม ไม่ได้อยากแค่มีซิกแพ็ก และไม่ได้อยากแค่ยกน้ำหนักได้เยอะ พวกเขาอยากเป็นคนที่ทั้งวิ่งได้ ยกเวตได้ และใช้งานร่างกายได้จริง
ในอดีต การออกกำลังกายจำนวนมากผูกติดอยู่กับเรื่องรูปลักษณ์ แต่ HYROX เปลี่ยนบทสนทนาไปสู่เรื่อง Performance มากกว่า Appearance
อีกเหตุผลหนึ่งคือ HYROX มีความเป็น Mass Participation สูงมาก เพราะผู้จัดงานระบุว่าผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่สามารถแข่งขันจนจบได้ และไม่จำเป็นต้องผ่านการคัดเลือกก่อนลงสนาม ทำให้คนธรรมดารู้สึกว่า "ฉันก็ทำได้" แม้จะไม่ได้เป็นนักกีฬาอาชีพก็ตาม มันคือสนามทดลองความสามารถของตัวเอง ซึ่งความรู้สึกนี้สำคัญมาก
เพราะมนุษย์มีสัญชาตญาณที่อยากท้าทายตัวเองอยู่แล้ว เราชอบปีนเขา วิ่งมาราธอน ดำน้ำ หรือเดินทางไปในที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน ทั้งที่หลายอย่างไม่ได้จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอดเลย
เหตุผลคือมนุษย์เราเองต้องการพิสูจน์ว่าเราทำได้!
HYROX จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเวทีของความรู้สึกนั้น
หลายคนไม่ได้ลงแข่งเพื่อชนะคนอื่น แต่ลงแข่งเพื่อเอาชนะตัวเองมากกว่า
แน่นอนว่าโซเชียลมีเดียก็มีส่วนผลักดันกระแสนี้เช่นกัน ภาพคนวิ่งเข้าฟินิชไลน์ เหงื่อท่วมตัว รับเหรียญ และโพสต์เวลาที่ทำได้ สร้างแรงกระตุ้นให้คนอื่นอยากลองตาม เป็นวงจรเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับมาราธอน ปั่นจักรยาน หรือการวิ่งเทรล
จนในบางมุม HYROX อาจถูกมองว่าเป็นทั้งเทรนด์และปรากฏการณ์ทางสังคมไปพร้อมกัน
เมื่อคนรอบตัวเริ่มซ้อม เริ่มสมัคร และเริ่มแชร์ประสบการณ์ เราก็เริ่มรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับสิ่งนั้นด้วยแต่หากมองให้ลึกกว่ากระแส สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่ตัวการแข่งขัน
แต่อาจเป็นการที่คนจำนวนมากเริ่มหันกลับมาสนใจสมรรถภาพของร่างกายตัวเองอีกครั้งต่อให้วันหนึ่งกระแส HYROX จะซาลง สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือคนจำนวนมากที่ค้นพบว่าร่างกายของตัวเองไปได้ไกลกว่าที่คิด
𝗣𝘂𝗹𝗹 𝘂𝗽 𝗮 𝗰𝗵𝗮𝗶𝗿 𝗮𝗻𝗱 𝘀𝗽𝗶𝗹𝗹 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗲𝗮 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝗺𝗲。
𝐓𝐡𝐞 𝐂𝐮𝐫𝐢𝐨𝐮𝐬 𝐓𝐚𝐛𝐥𝐞☕️
โฆษณา