26 มิ.ย. เวลา 05:48 • ประวัติศาสตร์

แฟนทอมบุกลาว

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน บทความนี้จะขออยู่กันที่อาวุธยุทโธปกรณ์ในยุคสงครามเย็นต่ออีกวัน ในยุคสงครามเย็นทุกท่านจะรู้จักชื่อ Boeing B-52 Stratofortress เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคสงครามเย็นโดยเฉพาะสงครามลับในลาว ซึ่งก็ได้ทิ้งระเบิดไปหลายลูกทำให้ประเทศลาวยังเก็บกู้ระเบิดไม่แล้วเสร็จ
ในสงครามลาวช่วงปีค.ศ.1964-1973 มีเครื่องบินรบอีกแบบที่มีชื่อเสียงมาให้ทุกท่านได้ทำความรู้จักกัน หากท่านผู้อ่านที่คุ้นเคยด้านการบินและการทหารมานานจะรู้จักชื่อนี้ดี มันเป็นสุดยอดเครื่องบินขับไล่ที่ทำให้ประเทศไทยไม่ล้มไปตามทฤษฎีโดมิโน อีกทั้งยังมีบทบาทในการบินสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิดให้ทหารไทยที่ไปรบในลาวด้วย ชื่อนี้คือ MCDONNELL DOUGLAS F-4 PHANTOM II
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความผู้เขียนขอประกาศให้ทุกท่านทราบว่าภาพเครื่องบินขับไล่ F-4 ที่นำมาเป็นภาพหน้าปกบทความนี้หากท่านใดสนใจให้ผู้เขียนนำไปปริ้นท์เป็นโปสเตอร์ สามารถทักมาหาผู้เขียนใน Facebook ส่วนตัวชื่อ Supakrit Falcon ได้ราคาที่จะให้ท่านโอนเข้าบัญชีก่อนที่ผู้เขียนจะส่งให้ร้านปริ้นท์อยู่ที่ 200 บาท หากท่านใดสนใจขอเลขบัญชีให้มทักมาได้ที่แชทส่วนตัวผู้เขียนนะฮะ
สำหรับค่าปริ้นที่ท่านโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
ต้นเหตุระเบิดที่เก็บกู้ไม่หมดในลาวคือเครื่องบินขับไล่ F-4
จากคำบอกเล่าของพลตรีเจริญ เตชะวณิช ท่านเล่าว่าสงครามลาว หรือที่เรียกว่า "สงครามลับ" เกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็นตั้งแต่ปีค.ศ.1960 เป็นต้นมา ผลเกิดจากความขัดแย้งระหว่างลัทธิเสรีประชาธิปไตยนำโดยสหรัฐอเมริกา กับลัทธิคอมมิวนิสต์นำโดยจีนและสหภาพโซเวียต
โดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนแผนที่โลกที่ทั้งสองฝ่ายมุ่งหมายจะขยายอิทธิพล เวียดนามเหนือมีแผนที่จะรุกคืบผ่านลาวและกัมพูชาเพื่อเข้าสู่ประเทศไทย และขยายอิทธิพลไปถึงมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
ประเทศไทยในสมัยนั้นอยู่ในช่วงของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านได้เห็นถึงภัยคุกคามจากการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ที่อาจนำไปสู่การล้มล้างสถาบันหลักของชาติ จึงตัดสินใจร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา โดย CIA เข้ามาหารือเพื่อหาแนวทางป้องกัน ยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือการ ดับไฟนอกบ้าน หรือ "ยุทธศาสตร์เขตหน้า" คือการส่งกำลังทหารไปต่อสู้กับภัยคุกคามนอกพรมแดนไทย แทนที่จะรอรับมือแค่ชายแดน
RF-4C
โดยมีการจัดตั้ง บก.ผสม 333 ขึ้นที่อุดรธานี โดยมีพลเอก สายหยุด เกิดผล เป็นผู้ริเริ่ม ซึ่ง บก.ผสม 333 นี้ทำหน้าที่เป็นหน่วยบัญชาการในการปฏิบัติภารกิจลับในลาว เนื่องจากสหรัฐอเมริกาไม่สามารถขอการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐสภาเพื่อช่วยลาวฝ่ายขวาได้โดยตรง จึงต้องดำเนินการผ่าน CIA และใช้เครื่องบินของ Air America บังหน้าว่าเป็นสายการพลเรือนในการส่งทหารเข้าสู่พื้นที่การรบ
กำลังพลที่ส่งไปปฏิบัติภารกิจในลาวคือ ทหารอาสาสมัครจากทุกเหล่าทัพ ประกอบด้วย
▶️ทบ. มีหน่วยรบพิเศษ SDU (Special Guerrilla Unit) และต่อมาได้มีการจัดตั้ง กองพันทหารเสือพราน (Ranger battalions)
▶️ทร. มี หน่วยนาวิกโยธิน (นย.)
▶️ทอ. มีนักบินรบจากหน่วยบิน Firefly
▶️ตชด. มีหน่วยพารู (PARU - Police Aerial Reinforcement Unit) หรือตำรวจพลร่ม
รวมไปถึงพลเรือนที่อาสาไปรบ
ถ้าจะเรียกว่าสงครามนี้ส่งคนไปตายก็ไม่ถูกเพราะที่นี่สร้างวีรบุรุษไว้มากมายในการเป็นกำแพงป้องกันไม่ให้โลกสังคมนิยมขยายเข้ามายังไทย อันที่จริงแล้วทหารลาวฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ร่วมรบกับเวียดนามกำลังเกรงกลัวภัยที่มาจากฟ้า
F-4 ขึ้นบินเหนือนน่านฟ้าลาว (ภาพจำลองเหตุการณ์)
จริงที่ว่าฝ่ายเขาเก่งกว่าเราที่อาวุธบนพื้นดิน แต่ฝ่ายเรา เหนือกว่าทางอากาศ เพราะมี FAC หรือ Forward Air Controller เป็นผู้นำการโจมตีทางอากาศ ทำหน้าที่ประสานงานการสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิดส่วนมากที่บินมาช่วยจะเป็นเครื่องบินขับไล่ F-4 ของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา หรือเครื่องบินโจมตี T-28 ของกองทัพอากาศราชอาณาจักรลาว (ถูกยุบในปีค.ศ.1973) เข้ามาช่วยโจมตีสนับสนุนทางอากาศแก่ทหารฝ่ายลัทธิประชาธิปไตยในพื้นที่การรบ
ในสงครามลับที่ลาวเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดที่เป็นไอคอนของยุคสงครามเย็นอย่าง F-4 Phantom II ได้เข้ามากอบกู้สถานการณ์ทำให้ทหารไทย ทหารลาวขาว ทหารม้งของนายพลวังเปา และทหารอเมริกันที่ไปรบกลับสู่บ้านเกิดอย่างปลอดภัย เจ้าเวหารุ่นใหญ่นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องจักรสงครามบนเวหา แต่เป็นบทพิสูจน์ของความกล้าหาญทางวิศวกรรมและการปรับตัวที่เหนือชั้น
จุดเริ่มต้นของ F-4 เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1950 โดยบริษัท McDonnell Aircraft มีรากฐานมาจากเครื่องบินโจมตีเหนือเสียงในชื่อ McDonnell F3H Demon ก่อนจะวิวัฒนาการมาเป็นเครื่องบินขับไล่ไอพ่นสกัดกั้นสองที่นั่งสำหรับนำไปประจำการบนเรือบรรทุกเครืองบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ ด้วยความเร็วระดับ Mach 2+ และความสามารถในการปฏิบัติการในทุกสภาพอากาศ ทำให้มันได้รับชื่ออย่างเป็นทางการว่า "Phantom II" ในปีค.ศ.1959
USAF F-4E
ฉายาอิฐบินได้ (The Flying Brick) ของเครื่องบินขับไล่ MCDONNELL DOUGLAS F-4 PHANTOM II คือลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยความรูปทรงของเครื่องบินแบบดังกล่าวที่ดูเทอะทะ ซึ่งสะท้อนถึงปรัชญาวิศวกรรมที่ว่า หากมีแรงขับมากพอ แม้แต่อิฐก็บินได้
ขุมพลังสำคัญคือเครื่องยนต์ General Electric J79 จำนวน 2 เครื่องที่มีนวัตกรรม Variable Stator Compressor ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกย่านความเร็ว
การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ยังรวมถึงปลายปีกยกตัวขึ้น 12 องศา เพื่อเพิ่มเสถียรภาพด้านข้าง แพนหางระดับทำมุมลง 23 องศา เพื่อหลีกเลี่ยงกระแสลมปั่นป่วนจากปีก โครงสร้างที่ใช้ไทเทเนียม อย่างกว้างขวางเพื่อรองรับความร้อนมหาศาล
Phantom เป็นเครื่องบินขับไล่ชนิดเดียวในประวัติศาสตร์ที่ถูกใช้งานโดยกองกำลังสำคัญของสหรัฐฯ ทั้ง 3 เหล่าทัพ คือ กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และนาวิกโยธิน
นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องบินรุ่นเดียวที่ทั้งฝูงบินผาดแผลง Blue Angels และ Thunderbirds เคยใช้ในการแสดง
มันมีความสามารถหล่กบทบาท ทั้งภารกิจการครองอากาศ , การบินขับไล่สกัดกั้น , การโจมตีภาคพื้นดิน และการลาดตระเวนถ่ายภาพ
การมีเจ้าหน้าที่ตำแหน่ง RIO (Radar Intercept Officer) หรือ WSO (Weapon System Officer) ในที่นั่งหลังของ Phantom ช่วยแบ่งเบาภาระของนักบินได้อย่างมาก ในขณะที่นักบินจดจ่อกับการบินและการมองหาเครื่องบินขับไล่ข้าศึก เจ้าหน้าที่ควบคุมอาวุธที่นั่งหลังจะจัดการระบบเรดาร์ที่ซับซ้อนและการใช้อาวุธ ทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องบินขับไล่แบบดังกล่าวในสงครามสูงกว่าเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดียว
Phantom จะบินมาช่วยทหารเสือพรานไทยในยามคับขันโดยได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ควบอากาศยานหน้า (FAC :Forward Air Controller)
Phantom สามารถบรรทุกอาวุธได้หนักถึง 18,000 ปอนด์ ซึ่งมากกว่าเครื่องบินทิ้งระเบิด B-17 ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง 3 เท่า
มันจึงทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมทั้งในบทบาทการครองอากาศ, การโจมตีภาคพื้นดินสนับสนุนเหล่านาวิกโยธิน และภารกิจพิเศษอย่าง "Wild Weasel" เพื่อทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศของศัตรู
ในช่วงต้นของสงครามเวียดนาม F-4 ถูกออกแบบมาโดยไม่มีปืนใหญ่อากาศเพราะเชื่อว่ายุคการดวลกันทางอากาศด้วยปืนสิ้นสุดลงแล้ว แต่ในความเป็นจริงขีปนาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศรุ่นแรกๆ อย่าง Sparrow และ Sidewinder มีความน่าเชื่อถือต่ำมากในสภาพอากาศร้อนชื้นของเวียดนาม โดยมีอัตราความล้มเหลวในการยิงหรือล็อคเป้าสูงถึง 37% - 45%
แม้ Phantom จะมีเรดาร์ตรวจจับได้ไกล แต่กฎการปะทะบังคับให้นักบินต้อง "พิสูจน์ฝ่ายด้วยสายตา" ก่อนยิงเสมอ สิ่งนี้ทำให้ข้อได้เปรียบของการรบทางอากาศนอกระยะสายตา (Beyong Visual Range : BVR) หมดไป และบีบให้ Phantom ที่มีขนาดใหญ่และเทอะทะต้องเข้าไปพัวพันในการรบทางอากาศระยะประชิด (Dogfight) กับเครื่องบินขับไล่ MiG ที่เล็กและคล่องตัวกว่า
การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯสร้างความเสียหายหนักกว่าจำนวนระเบิดปรมาณูที่ถูกทิ้งในปีค.ศ.1945 ที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น
ในขณะเดียวกันปัญหาควันดำจากเครื่องยนต์ J79 รุ่นแรกๆ กลายเป็นการชี้เป้าให้เครื่องบินขับไล่ MIG ของเวียดนามเหนือสามารถมองเห็น Phantom ได้จากระยะไกลหลายไมล์ก่อนที่เรดาร์ของศัตรูจะตรวจพบเสียอีก ประกอบกับด้วยฉายา "อิฐบินได้" (Flying Brick) Phantom มีแรงต้านอากาศสูงและมักจะเสียเปรียบเมื่อต้องเลี้ยวโค้งแคบๆ แข่งกับ MiG-17 หรือ MiG-21 นอกจากนี้ หากนักบินดึงเครื่องอย่างรุนแรงในมุมปะทะที่สูงเกินไป เครื่องบินอาจเข้าสู่สภาวะร่วงหล่นและควงสว่าน (Spin) จนไม่สามารถกู้คืนเครื่องได้หากอยู่ต่ำกว่า 3,000 เมตร
เมื่อเป็นเช่นนี้กองทัพอากาศสหรัฐฯจึงนำเครื่องบินขับไล่ F-4E เข้ามาเปลี่ยนเกมด้วยการติดตั้งปืนใหญ่อากาศ M61A1 Vulcan ขนาด 20 มม. ไว้ภายใต้ส่วนจมูกอย่างถาวร สิ่งนี้ทำให้นักบินมีความมั่นใจและมีอาวุธที่ราคาถูกและแม่นยำ
ในการสู้รบทางอากาศระยะประชิด (Dogfight) กับ MiG ที่มีความคล่องตัวสูง พร้อมกับมีการเพิ่มความคล่องตัวด้วย "Agile Eagle Slats" เพราะต่อให้ Phantom จะมีพละกำลังมหาศาลจากเครื่องยนต์ J79 ในขณะที่รูปร่างที่ใหญ่และหนักทำให้มันสูญเสียความคล่องตัวเมื่อต้องเลี้ยวโค้งแคบๆ แข่งกับ MiG-17 หรือ MiG-21
Leading Edge Slats หรือแผ่นปรับแก้ที่ขอบหน้าปีกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม Agile Eagle ระบบนี้จะกางออกโดยอัตโนมัติเมื่อเครื่องบินขับไล่แบบดังกล่าวทำมุมปะทะสูง (High Angle of Attack) ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการเลี้ยวได้อย่างมหาศาล แม้จะแลกมาด้วยความเร็วสูงสุดที่ลดลงเล็กน้อย แต่นักบินส่วนใหญ่เห็นว่าคุ้มค่ามากในสมรภูมิ
เครื่องบินขับไล่ F-4E
เครื่องบินขับไล่ F-4E มาพร้อมกับเรดาร์ AN/APQ-120 ซึ่งเป็นระบบ Solid-state ที่มีขนาดกะทัดรัดลงแต่ทรงพลังขึ้น ไม่เพียงเท่านี้ F-4E เปลี่ยนเกมด้วยการช่วยให้นักบินสามารถตรวจจับเป้าหมายได้จากระยะไกลกว่า 100 กม. และมีความสามารถในการตรวจจับเป้าหมายที่บินต่ำ (Look-down) ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบช่วยเล็งที่ทันสมัย และหน้าจอแสดงผลข้อมูลการบิน (Head up Display: HUD) ทำให้ลดภาระของนักบินและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้อาวุธ
เครื่องยนต์ J79 รุ่นแรกๆ มักปล่อยควันดำหนาทึบ ทำให้ศัตรูมองเห็นได้จากระยะไกล F-4E จึงเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ที่มี Smokeless Combustor (ห้องสันดาปแบบไร้ควัน) ซึ่งช่วยลดร่องรอยควันดำ ทำให้ Phantom กลายเป็นภูตผีที่มองหาได้ยากขึ้นในอากาศ
ในสงครามลับในลาวช่วงที่ทหารไทยยิงปะทะอย่างหนักกับทหารลาวแดงและทหารเวียดนามตามสมรภูมต่างๆไม่ว่าจะเป็นที่ ซำทอง บ้านนา เนินสกายไลน์ ภูเทิง ภูผาที และที่อื่นๆที่ไม่ได้กล่าวถึงจะมีเครื่องบินขับไล่ F-4 บินมาจากโคราช , อุดรฯ , น้ำพอง และอุบลบินมาทำการสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด
โดยมีเจ้าหน้าที่ชี้เป้าล่วงหน้าให้อากาศยาน (FAC : Forward Air Controller) บนพื้นดินและบนอากาศทำหน้าที่ร่วมกัน บนอากาศจะมีเครื่องบินตรวจการณ์และชี้เป้า O-1 (โอวัน) หรือ O-2 (โอทู) ทำหน้าที่ยิงกระสุนควัน Mark ไว้ให้ F-4 บินมาทิ้งระเบิด
เครื่องบินขับไล่ F-4E ของกองทัพอากาศสหรัฐฯเคยมาประจำการที่โคราช , อุดรธานี และอุบลราชธานี
บางครั้งก็มีเครื่องบินโจมตีและตรวจการณ์ OV-10 Bronco บินมาจากฐานทัพอากาศนครพนม เมื่อ Bronco บินมาถึงเป้าหมายจะยิงกระสุนควันก่อน พอ F-4 มองเห็นก็จะบินลงมาทิ้งระเบิดตรงจุดที่ควันลอยขึ้น สำหรับการทิ้งระเบิดของ F-4 ในประเทศลาวช่วงสงครามลับเคยมีทหารเสือพรานไทยตายมาแล้วขณะปะทะกับทหารลาวฝั่งคอมมิวนิสต์ เพราะช่วงนั้นทั้งสองฝ่ายปะทะกัน ฝั่งนั้นยิงมาเราก็ยิงกลับ พอเรียก F-4 บินมาปุ๊ป ระเบิดก็มาลงที่ทหารฝ่ายเราและฝ่ายเขาจนตายทั้งคู่ ทำให้เป็นบทเรียนที่น่าจดจำมาจนถึงทุกวันนี้
ชัยภูมิของประเทศลาวมีทั้งป่าไม้และภูเขามันเลยมีที่ราบน้อยมากในการเข้าตีทางภาคพื้นของทหารฝ่ายโลกเสรี (ไทย , อเมริกา , ม้งและลาวขาว) ในขณะที่ทหารเวียดนามเหนือ , ทหารเวียดกง และทหารลาวแดงมักใช้ความคุ้นเคยในเรื่องภูมิประเทศในการตั้งฐานบนภูเขาเพื่อเป็นจุดสูงข่มในการมองเห็นทุกความเคลื่อนไหวในยามสงคราม
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม จุดสูงข่มอาจเป็นเป้าหมายอันโอชะให้กับ ฝูงบิน F-4 PHANTOM II บินมาทิ้งระเบิดทำให้ทหารฝ่ายสังคมนิยมต้องหนีกันกระเจิง บ้างก็ตกหน้าผาไปบ้าง บ้างก็ถูกไฟจากระเบิดนาปาล์มเผาชุดบ้าง บ้างก็สละฐานทิ้งแต่หนีระเบิดไม่ทันบ้าง แล้วไม่ใช่แค่ฐานทหารบนดอยสูงๆ แม้แต่คลังสรรพาวุธที่เก็บกระสุนใช้ยิงปืนใหญ่ดวลกับทหารฝ่ายโลกเสรี ก็โดน F-4E บินมาจัดการจนไม่มีกระสุนเหลือใช้
เครื่องบินขับไล่ F-4E กองทัพอากาศออสเตรเลีย
ปีค.ศ.1975 หลังจากที่นาวิกโยธินสหรัฐฯและกองทัพอากาศสหรัฐฯถอนตัวฝูงบิน F-4 ออกจากโคราช , อุดรฯ , อุบลฯ และน้ำพองแล้ว เสียงไอพ่นที่เคยดังเหนือน่านฟ้าลาวก็สงบลง ป่าที่เคยยิงปะทะกันเดี๋ยวนี้ก็ยังมีเรื่องลี้ลับชวนให้พิสูจน์ หากท่านใดจะบอกว่านี่เป็นนิยายที่จงใจแต่งขึ้นก็ไม่ใช่ เพราะเรื่องที่ผู้เขียนพบเจอนี้มาจากนิมิตของผู้เขียนในช่วงที่นั่งสมาธิเมื่อไม่กี่วันมานี้ เรื่องราวต่อไปนี้ก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน
ทหารฝ่ายสังคมนิยมที่ตายจากฝีมือของเครื่องบินขับไล่ F-4 PHANTOM II ตอนนี้ยังไม่ไปเกิด เพราะจิตสุดท้ายอยู่ในอาการผวา , ตกใจและหนีตายไม่ทัน ทำให้ดวงจิตของวิญญาณทหารเวียดนามและทหารลาวแดงยังคงติดค้างอยู่ในป่า หากเป็นในทางความเชื่อของไทย ดวงวิญญาณกลุ่มนี้แม้ใครจะมาทำบุญก็ยังไม่ไปเกิดเพราะพวกเขาคิดว่าหน้าที่ของพวกเขายังไม่จบ และตัวเองยังไม่ตาย ทั้งๆที่ร่างกายพวกเขาก็ได้สิ้นไปเป็นเวลา 50 กว่าปีมาแล้ว
ผลลัพธ์จากการโจมตีทางอากาศของเครื่องบินขับไล่ F-4 ทำให้ชาวบ้านที่เข้าไปหาของป่าเห็นในสิ่งที่พวกเขาไม่ควรจะเห็น เช่น เสียงเหยียบใบไม้ทั้งๆไม่มีคน , เห็นเงาดำเดินถือปืนอาก้าไปมา , เห็นวิญญาณทหารแต่งตัวในเครื่องแบบที่ใช้รบก่อนตายเปื้อนเลือด , ได้ยินเสียงโหยหวนของผู้ชาย , มีกลิ่นศพทั้งๆที่พื้นที่นั้นไม่มีใครตาย , เสียงคนคุยกันทั้งๆไม่มีใครอยู่ในป่า , เห็นวิญญาณทหารเดินทะลุโคนต้นไม้ หรือแม้กระทั่งเห็นวิญญาณทหารยืนอยู่ไกลๆแล้วก็จางหายไป
ปัจจุบันประเทศลาวยังคงล่าช้าในเรื่องการพัฒนาประเทศเพราะการโจมตีทางอากาศในช่วงสงครามเย็น
ทุกวันนี้ประเทศลาวต้องกลายเป็นป่าช้าที่ใหญ่กว้างที่สุดในภูมิเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการใช้กำลังทางอากาศเข้าโจมตีทหารฝ่ายตรงข้าม ส่งผลให้ดวงวิญญาณยังคงวนเวียนอยู่ในป่าหาทางไปเกิดไม่ได้ จนถึงทุกวันนี้แม้ F-4 จะบินจากไป แต่ความลี้ลับและเรื่องราวเหนือธรรมชาติก็ยังไม่จบ เพราะใครบางคนอยากทำหน้าที่ของพวกเขาให้ดีที่สุดในโลกวิญญาณ เพื่อชดเชยกับตอนมีชีวิตที่ทำให้พวกเขาต้องสิ้นใจสิ้นกายในขณะทำสงคราม
ความหลอนในประเทศลาวของวิญญาณทหารฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ไม่ไปเกิดนี้ กำลังสื่อถึงความโหดร้ายของสงครามที่ไร้ซึ่งความปราณี ไม่ว่าจะเป็นใครที่เข้าไปในป่าที่อยู่ทุกภูมิภาคของลาว ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องเหนือธรรมชาติจากสงครามลับ ป่าที่อยู่ในลาวอาจไม่ใช่แค่สถานที่ที่มีแค่มนุษย์หาของป่า แต่พวกเขากำลังรอให้คุณค้นหาปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติในป่าแห่งนี้ ที่นี่อาจไม่ใช่ที่ที่คุณจะ Camping ได้เต็มที่ ที่นี่คือโลกหลังความตาย
ข้อมูลจำเพาะ F-4E
ผู้สร้าง : บริษัทแมคดอนเนลล์ ดักลาส
ประเทศ : สหรัฐอเมริกา
ประเภท: เครื่องบินขับไล่ครองอากาศและทิ้งระเบิด 2 ที่นั่ง
ภารกิจ : สกัดกั้น ขับไล่ โจมตี ทิ้งระเบิดและสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด
เครื่องยนต์:เทอร์โบเจ็ต เยเนอรัล อีเล็คตริค เจ-79-ยีอี-17 เอ ให้แรงขับเครื่องละ 12,000 ปอนด์ และ 18,000 ปอนด์ เมื่อใช้สันดาปท้าย 2 เครื่อง
กางปีก:11.77 เมตร
ยาว:19.20 เมตร
สูง:5.02 เมตร
พื้นที่ปีก:49.2 ตารางเมตร
น้ำหนักเปล่า:13,757 กิโลกรัม
น้ำหนักวิ่งขึ้นทำการรบ:18,818 กิโลกรัม
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด:28,030 กิโลกรัม
อัตราเร็วขั้นสูง:2.23 มัค ที่ระยะความสูง 40,000 ฟุต และ 1.2 มัค ที่ระยะความสูง 1,000 ฟุต
รัศมีทำการรบ:1,266 กิโลเมตร เมื่อปฏิบัติภารกิจสกัดกั้น และ 795 กิโลเมตร เมื่อปฏิบัตภารกิจครองอากาศ
เพดานการบิน:60,000 ฟุต
อาวุธ:ปืนใหญ่อากาศ เอ็ม 61 เอ-1 ขนาด 20 มม. 1 กระบอกที่ลำตัวส่วนหัว
อาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศ
AIM-4ฟัลคอน(Falcon)
เอไอเอ็ม-7 สแปร์โรว์
AIM-9ไซด์ไวน์เดอร์(Sidewinder)
อาวุธปล่อยอากาศสู่พื้น
AGM-45ไซรค์(Shrike)
AGM-62วอลล์อาย(Walleye)
บูลพับ(Bullpup)
ลูกระเบิดนิวเคลียร์แบบ บี-27,43,57,61 ลูกระเบิดทำลายแบบ เอ็มแอลยู-1ลูกระเบิดเพลิงแบบ บีแอลยู-1 27,52,76
ลูกระเบิดพวง
พลุส่องแสง
กระเปาะจรวด กระเปาะต่อต้านข่าวกรองอีเล็คทรอนิคส์ กระเปาะบรรจุกล้องถ่ายภาพทางอากาศ
ถังน้ำพ่นน้ำยาเคมี
รวมน้ำหนักอาวุธ 7,250 กิโลกรัม ที่ใต้ลำตัว 5 ตำบล และ ใต้ปีกละ 2 ตำบล รวม 9 ตำบล
สถานะ : ปลดประจำการจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ ค.ศ.1996
F-4 PHANTOM II ดาวเด่นแห่งยุคสงครามเย็น
F-4 PHANTOM II ถือเป็นเครื่องบินรบอีกแบบที่มีบทบาทสูงในสงครามลับในลาว แต่มันก็นำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ของทหารเวียดนามและทหารลาวแดง จนนำไปสู่โลกหลังความตายซึ่งมีอยู่จริงบนโลกมนุษย์นั่นคือป้าไม้ที่เคยเป็นสนามรบ ไม่ว่าเรื่องราวลี้ลับที่เป็นมรดกตกทอดจากสงครามลาวถึงปัจจุบันจะสร้างความขนหัวลุกให้มากน้อยเพียงใด แต่สิ่งที่เราไม่อาจลืมลงได้นั่นคือสงครามให้บทเรียนกับเรามากน้อยแค่ไหน สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Joop de Groot
Gemini AI
Gerard Helmer
Paul Seymour
Stephan de Bruijn
mamboccv
JONATHAN VERSCHUUREN
พลตรี เจริญ เตชะวณิช
strike eaglee
DroneScapes
Military TV
PilotPhotog
Weapon Detective
saniroj thumayos
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
โฆษณา