27 มิ.ย. เวลา 18:03 • ประวัติศาสตร์

F-111 กับสงครามลับ

"ไทยขานรับนโยบายของซีไอเอ หน่วยราชการลับของกองทัพสหรัฐ ตามความเชื่อทฤษฎีโดมิโน หลังจีนแผ่นดินใหญ่กลายเป็นคอมมิวนิสต์"
"ความเชื่อว่าลัทธิชั่วช้าเชิดชูชนชั้นแรงงานแต่ไม่เคารพพ่อแม่ รวมทั้งจะล้มล้างสถาบัน ตามลัทธิคาร์ล มาร์กซ์ และเลนิน กำลังแผ่อิทธิพลขยายลงใต้ในย่านอุษาคเนย์ หากเวียดนาม ลาว เขมร ถูกรวบเป็นคอมมิวนิสต์เสร็จสิ้นเมื่อใด ก็จะมาถึงคิวประเทศไทย”
"นั่นจึงเป็นเหตุให้รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จับมือกับมหาอำนาจยักษ์ใหญ่อเมริกา เพื่อต่อต้านลัทธิสัญลักษณ์ดาวทองธงแดงนับตั้งแต่ พ.ศ.2503"
"ไทยจึงเข้าไปเกี่ยวพันในสงครามกลางเมืองของประเทศลาว ด้วยการส่งกองกำลังทหารประจำการ (ช่วงแรกๆ) แทรกซึมเข้าไปช่วยรัฐบาลลาวฝ่ายขวา (ประชาธิปไตย) ซึ่งเต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่น และกำลังเกิดสงครามภายในวุ่นวายที่มีทั้งลาว ฝ่ายเป็นกลาง และฝ่ายขบวนการปะเทดลาวที่นิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามเหนือ และกำลังทำสงครามเวียดนามกับอเมริกาและเวียดนามใต้อย่างเข้มข้นในขณะนั้น"
"ลาวจึงเป็นสมรภูมิสุดโหด ที่ถูกเก็บงำเป็นความลับยาวนานจนถึงปัจจุบัน ว่ากันว่า ลาวเป็นประเทศที่ถูกทิ้งระเบิดมากที่สุด มีการทิ้งระเบิดโดยกองกำลังอากาศยานสหรัฐ สูงถึง 2 ล้านตัน มากกว่าการทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเสียด้วยซ้ำ"
พลตรี ประจักษ์ วิสุตกุล อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และอดีตทหารผ่านศึก 6 สมรภูมิ
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ซีรี่ส์สงครามลับในลาวยังไม่จบ ตอนก่อนหน้านี้ผู้เขียนได้นำเรื่องราวของเครื่องบินขับไล่ F-4E ไปแล้ว วันนี้เราจะขอนำทุกท่านนั่งไทม์แมชชีนมาเยือนที่กองบิน 4 ตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีเครื่องบินขับไล่ F-16 มาประจำการที่นี่ หากใครเป็นวัยรุ่นยุค 60-70 อาจคุ้นหน้าคุ้นตากับเครื่องบินรบแบบนี้ ด้วยรูปทรงที่ล้ำสมัยเกินยุคทำให้ผู้เขียนจึงต้องนำเครื่องบินรบแบบนี้มาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งหลังจากที่เคยนำมาเสนอในช่วงที่ทำบทความเมื่อกลางปีพ.ศ.2568 (ค.ศ.2025)
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความผู้เขียนขอประกาศให้ทุกท่านทราบว่าภาพเครื่องบินขับไล่ F-111 ที่นำมาเป็นภาพหน้าปกบทความนี้หากท่านใดสนใจให้ผู้เขียนนำไปปริ้นท์เป็นโปสเตอร์ สามารถทักมาหาผู้เขียนใน Facebook ส่วนตัวชื่อ Supakrit Falcon ได้ราคาที่จะให้ท่านโอนเข้าบัญชีก่อนที่ผู้เขียนจะส่งให้ร้านปริ้นท์อยู่ที่ 200 บาท หากท่านใดสนใจขอเลขบัญชีให้ท่านทักมาได้ที่แชทส่วนตัวผู้เขียนนะฮะ
สำหรับค่าปริ้นที่ท่านโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
เครื่องบินขับไล่โจมตีทางลึก General Dynamics F-111 Aardvark
ท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาคอินโดจีน นอกเหนือจากสงครามเวียดนามที่ปรากฏบนหน้าสื่อทั่วโลก ยังมีสงครามลับในลาวที่ดำเนินการโดย CIA และรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อสกัดกั้นการขยายตัวของคอมมิวนิสต์และเส้นทางโฮจิมินห์ ในสมรภูมินี้ เครื่องบินขับไล่โจมตีทางลึก General Dynamics F-111 Aardvark หรือที่นักบินไทยเรียกว่าหมูดินบินได้ได้ทำหน้าที่เป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด ด้วยความสามารถในการโจมตีที่ไม่มีเครื่องบินรบรุ่นใดในยุคนั้นทำได้
สำหรับจุดกำเนิดของเครื่องบินขับไล่โจมตีทางลึก General Dynamics F-111 Aardvark มีความเป็นมาที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากความเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์ในช่วงสงครามเย็นและวิสัยทัศน์ทางการบริหารของรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น
เรื่องมีอยู่ว่าในช่วงกลางทศวรรษ 1950 กองทัพสหรัฐฯ เชื่อว่าการบินที่ระดับความสูงมากคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด แต่ความเชื่อนี้ถูกทำลายลงในเดือนพฤษภาคมค.ศ.1960 เมื่อเครื่องบินลาดตระเวนและจารกรรม U-2 ของ CIA ถูกยิงตกเหนือสหภาพโซเวียตด้วยขีปนาวุธพื้นสู่อากาศหรือ SAM แบบ S-75 ที่ระดับความสูงกว่า 60,000-70,000 ฟุต
เหตุการณ์นี้ทำให้สหรัฐฯ ตระหนักว่าการบินลาดตนะเวนด้วยความสูงที่สูงเกือบออกนอกโลกไม่ปลอดภัยอีกต่อไป และจำเป็นต้องมีเครื่องบินรุ่นใหม่ที่สามารถ บินระดับต่ำด้วยความเร็วสูง เพื่อหลบเลี่ยงเรดาร์และขีปนาวุธของศัตรู
F-111 เคยรบในลาวช่วงสงครามลับแต่หลักฐานมีน้อย
ในปีค.ศ.1961 Robert McNamara ได้ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อธิบายเพิ่มเติม McNamara ไม่ใช่อดีตนายพลในกองทัพสหรัฐฯ เขาเป็นอดีตผู้บริหารบริษัท Ford ในช่วงนั้นเขาได้ริเริ่มโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ทางยุทธวิธี (Tactical Fighter Experimental : TFX)
โดยเขามีแนวคิดที่จะประหยัดงบประมาณมหาศาลด้วยการสร้างเครื่องบินเพียงแบบเดียวที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของทั้งกองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) และ กองทัพเรือสหรัฐฯ (U.S.Navy) ซึ่งความต้องการของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในช่วงยุค 60 คือต้องการเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดทางยุทธวิธีที่บินเจาะทะลวงในระดับต่ำได้เร็วเหนือเสียง มีพิสัยการบินไกล และสามารถบรรทุกอาวุธนิวเคลียร์หรือระเบิดจำนวนมากได้
ส่วนกองทัพเรือสหรัฐฯต้องการเครื่องบินขับไล้สกัดกั้นพิสัยไกลที่ประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน เพื่อป้องกันกองเรือจากเครื่องบินทิ้งระเบิดและขีปนาวุธต่อต้านเรือรบของโซเวียต
ทั้งสองเหล่าทัพมีความต้องการที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง กองทัพอากาศสหรัฐฯต้องการที่นั่งแบบเรียงต่อกันเพื่อความคล่องตัวในการบินบนฟ้า แต่กองทัพเรือยืนกรานต้องการที่นั่งแบบเคียงข้างกัน เพื่อให้นักบินและเจ้าหน้าที่เรดาร์ดูหน้าจอร่วมกันได้ง่าย
FB-111A
นอกจากนี้ กองทัพเรือสหรัฐฯยังต้องการเครื่องบินที่มีลำตัวสั้นเพื่อให้ลงลิฟต์ของเรือบรรทุกเครื่องบินได้ สุดท้าย McNamara ตัดสินใจเลือกแบบของ General Dynamics โดยมี Grumman ช่วยออกแบบในรุ่นกองทัพเรือสหรัฐฯเพราะมีชิ้นส่วนที่ใช้ร่วมกันได้มากที่สุด แม้จะถูกคัดค้านจากคณะกรรมการคัดเลือกของกองทัพก็ตาม
เครื่องต้นแบบ F-111A ของกองทัพอากาศสหรัฐฯขึ้นบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ธันวาคมค.ศ. 1964 ที่ฐานทัพอากาศ Carswell รัฐเท็กซัส ตามมาด้วยรุ่น F-111B ของกองทัพเรือสหรัฐฯในปีค.ศ. 1965 อย่างไรก็ตาม F-111B ที่ถูกออกแบบมาสำหรับกองทัพเรือก็ถูกยกเลิกในปี ค.ศ. 1968 เนื่องจากมีน้ำหนักมากเกินไป มีพละกำลังน้อย และไม่คล่องตัวพอสำหรับการปฏิบัติการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน
ในขณะเดียวกันกองทัพอากาศสหรัฐฯยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อจน F-111A กลายเป็นเครื่องบินขับไล่โจมตีทางลึกที่มีประสิทธิภาพสูง แม้จะประสบปัญหาในช่วงแรกของการส่งไปทดสอบในสงครามเวียดนาม  แต่ในเวลาต่อมามันก็ได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นเสียงกระซิบแห่งความตายที่ทรงพลังในสมรภูมิต่างๆ
เครื่องบินขับไล่โจมตีทางลึก F-111 เคยประจำการที่ฐานทัพอากาศตาคลีระหว่างปีค.ศ.1968-1973
เครื่องบินขับไล่โจมตีทางลึก F-111 Aardvark มีการออกแบบเชิงวิศวกรรมและนวัตกรรมที่น่าสนใจในยุคสงครามเย็นเช่น ปีกที่พับไปข้างหลังได้ (Variable-geometry wings) เป็นนวัตกรรมที่โดดเด่นที่สุดซึ่งพัฒนามาจากงานวิจัยของ NASA โดยปีกสามารถกางออกได้กว้างสุด 16 องศา เพื่อเพิ่มแรงยกในการบินขึ้น-ลงในระยะสั้น และพับลู่ไปด้านหลังได้ถึง 72.5 องศา เพื่อลดแรงต้านอากาศในขณะบินด้วยความเร็วเหนือเสียง
ตัวเครื่องมีความยาวประมาณ 22-23 เมตร และใช้วัสดุอย่าง ไทเทเนียมและเหล็กกล้ากำลังสูง เพื่อรองรับแรงเค้นมหาศาลจากการบินเร็วเหนือเสียงในระดับต่ำ การออกแบบห้องนักบินของ F-111 วิศวกรชูแนวคิดที่ว่านักบินและเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธจะนั่งเคียงข้างกันหรือ Side-by-side Cockpit มาใช้กับเครื่องบินแบบดังกล่าว หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ห้องนักบินทั้งห้องจะถูกดีดตัวออกมาเป็นแคปซูลชูชีพที่มีระบบปรับความดันและอุปกรณ์ยังชีพเพื่อความปลอดภัยในระดับสูง
มีการติดตั้งเรดาร์ติดตามภูมิประเทศ (Terrain-Following Radar : TFR) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่เชื่อมต่อกับระบบนักบินอัตโนมัติ ช่วยให้เครื่องบินขับไล่โจมตีทางลึก F-111 สามารถบินเลียดพื้นดินที่ความสูงเพียง 200 ฟุต หรือ 60 เมตร ได้อย่างแม่นยำในเวลากลางคืนหรือสภาพอากาศเลวร้ายเพื่อหลบหลีกการตรวจจับจากเรดาร์ก่อนจะบินเข้าโจมตีในดินแดนศัตรู
เครื่องบินขับไล่โจมตีทางลึก F-111 ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบแฟน Pratt & Whitney TF30 จำนวน 2 เครื่อง พร้อมระบบสันดาปท้าย สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า Mach 2.5 ในระดับสูง และประมาณ Mach 1.2 ในระดับต่ำ มีพิสัยบินไกลถึง 3,000 ไมล์ (ประมาณ 4,800 กม.) สามารถบรรทุกน้ำหนักสูงสุดขณะบินขึ้นได้ถึงเกือบ 50 ตัน
เครื่องบินแบบดังกล่าวมีช่องเก็บอาวุธภายในตัวเครื่องเพื่อลดแรงต้านอากาศ ซึ่งสามารถบรรจุระเบิดขนาด 750 ปอนด์ได้ 2 ลูก หรือระเบิดนิวเคลียร์ นอกจากนี้ยังมี Pylon ใต้ปีก 8 จุด โดยจุดยึด 4 จุดด้านในสามารถ งหมุนปรับองศาโดยอัตโนมัติ เพื่อให้อาวุธขนานกับลำตัวเครื่องตลอดเวลาไม่ว่าปีกจะพับอยู่ในองศาใด
ภาพจำลองเหตุการณ์ช่วงสงครามลับในลาว
ว่ากันว่าเครื่องบินขับไล่โจมตีทางลึก F-111 เพียงเครื่องเดียวสามารถบรรทุกระเบิดได้มากกว่าเครื่องบินขับไล่ F-4 Phantom ถึง 2.5 - 4 เท่า หรือประมาณ 14 ตัน (30,000 ปอนด์) นอกจากนี้ยังติดตั้งปืนใหญ่อากาศ M61 Vulcan ขนาด 20 มม. พร้อมกระสุน 2,000 นัด
ค.ศ.1968 ที่ฐานทัพอากาศตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ประเทศไทย F-111A จำนวน 6 เครื่อง จากฝูงบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 428 เดินทางมาถึงสนามบินตาคลีครั้งแรกในวันที่ 15 มีนาคมค.ศ.1968 ภายใต้โครงการ Combat Lancer เพื่อทดสอบการรบจริง
ต่อมาในวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1972 กองบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 474 ได้นำเครื่องบินขับไล่โจมตีทางลึก F-111 กลับมาประจำการที่ตาคลีอีกครั้ง เพื่อเข้าร่วมในยุทธการ Linebacker และ Linebacker II ซึ่งเป็นการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่เหนือเวียดนามและลาว
EF-111A รุ่นทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์
ทำไมสงครามลับจึงมีการกล่าวถึง F-111 Aardvark น้อยมาก เพราะข้อตกลงเจนีวาค.ศ.1972 ระบุว่าลาวถูกกำหนดให้เป็นประเทศที่มีความเป็นกลาง ห้ามต่างชาติส่งกองกำลังเข้าไปปฏิบัติการ อีกทั้งต้องมีการอำพรางตัว เพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาว่าละเมิดสนธิสัญญา ดังจะเห็นได้จากการที่สหรัฐฯ ใช้ CIA เป็นเจ้าภาพหลักแทนกองทัพบก โดยใช้หน่วยงานพลเรือนอำพราง เช่น สายการบิน Air America และ Continental Air Services ในการขนส่งยุทธปัจจัย
ทหารไทยที่ไปรบในลาวทั้งบกและอากาศต้องลาออกจากราชการและใช้ชื่อนามแฝง เพื่อให้ทางการไทยสามารถปฏิเสธความเกี่ยวข้องได้หากถูกจับหรือเสียชีวิต แม้กระทั่งนักบินรบฝั่งอเมริกา ม้งและลาวฝ่ายราชอาณาจักรต้องทำในลักษณะนี้เช่นกัน เรื่องราวเหล่านี้จึงถูกปิดเงียบไว้นานกว่า 30 ปี จนกระทั่งมีการเปิดเผยเอกสารลับในภายหลัง
F-111 กองทัพอากาศสหรัฐฯที่ทะยานขึ้นจากฐานทัพอากาศตาคลีได้บินมาทำหน้าที่สนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิดให้กองกำลังม้งของนายพลวังเปา และขัดขวางการลำเลียงพลบนเส้นทางโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Trail)
บางครั้ง F-111 ก็บินต่ำที่ความสูงระดับเกือบถึงยอไม้ในการโจมตีทางอากาศเพื่อหลบหลีกเรดาร์ของฝ่ายตรงข้าม ทหารเวียดนามเหนือขนานนามมันว่าเสียงกระซิบแห่งความตาย เพราะเสียงเครื่องยนต์ที่เงียบและการบินระดับต่ำ ทำให้กว่าศัตรูจะรู้ตัว ระเบิดก็ถูกทิ้งลงกลางเป้าหมายแล้ว
ในสงครามลับที่ลาว F-111 คือฝันร้ายที่คอยทำลายการส่งกำลังบำรุงบนเส้นทางโฮจิมินห์อย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยีในยุคนั้นและการพรางตัวของศัตรู มันจึงยังไม่สามารถเป็นจุดจบที่ปิดเส้นทางได้อย่างถาวร อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีสุกงอมในยุคหลัง F-111 ก็ได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดในแนวลึกที่ทำลายยานพาหนะทางบกได้มากที่สุดรุ่นหนึ่งในประวัติศาสตร์การบิน
F-111C ของกองทัพอากาศออสเตรเลีย
แต่มีอีกหนึ่งบันทึกที่ท่านผู้อ่านอาจยังไม่ทราบ แม้แต่ตัวผู้เขียนเองก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน จากคำบอกเล่าของผู้พันโรเจอร์ส อดีตนักบิน F-111 แห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯ ผู้ปฏิบัติภารกิจรบในสงครามลับรวมทั้งสิ้น 101 เที่ยวบิน โดยบินขึ้นจากฐานทัพอากาศตาคลี ประเทศไทย
ในช่วงปีค.ศ.1973 ผู้พันโรเจอร์สได้สะท้อนภาพการรบที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือและความรู้สึกที่เขาต้องแบกรับไว้ เขากล่าวว่า "การโจมตีป่าต้องสงสัยของ F-111 คือการบินทิ้งระเบิดเพื่อขัดขวางการลำเลียงพลบนเส้นทางโฮจิมินห์ แต่เนื่องจากเราบินอยู่ที่ความสูงประมาณ 15,000 ฟุต สิ่งเดียวที่มองเห็นจากบนฟ้าคือผืนป่าทึบที่เขียวขจี"
"พวกเรามักจะล้อเล่นกันเองว่าภารกิจนี้คือการทิ้งระเบิดใส่ป่าต้องสงสัย เพราะในพิกัดเป้าหมายที่ได้รับมา พเราไม่เห็นตัวรถบรรทุกหรือขบวนทหารเลยนอกจากต้นไม้ นักบิน F-111 แตกต่างจากทหารราบที่รบแบบเผชิญหน้าบนดินใต้เงาไม้ ซึ่งจะเห็นศัตรูและผลของการสู้รบทันที
แต่สำหรับผมหลังจากทิ้งระเบิดไปกว่า 1.2 ล้านปอนด์ สิ่งที่ผมเห็นบ่อยที่สุดคือควันไฟและการระเบิด หากไม่เกิดการระเบิดต่อเนื่อง ผมก็แทบไม่รู้เลยว่าระเบิดเหล่านั้นทำลายเป้าหมายทางทหารหรือแค่ทำลายต้นไม้"
F-111 Aardvark กับระเบิดนาปาล์มถือเป็น Signature แห่งยุคสงครามเย็น
''มีคนถามผมว่าผมเคยฆ่าใครในสงครามหรือไม่ ผมตอบกลับด้วยมุมมองที่สะท้อนถึงราคาที่ต้องจ่ายว่า ผมบิน 101 ภารกิจ อยู่ห่างจากบ้านนาน 10 เดือน จนครอบครัวต้องแตกแยก ผมก็ได้แต่หวังว่าอย่างน้อยผมคงได้ฆ่าใครสักคนบ้าง เพื่อให้ความสูญเสียที่ผมเผชิญมากับตนเองนั้นมีความหมายหรือคุ้มค่าขึ้นมาบ้าง''
เครื่องบินขับไล่โจมตีทางลึก F-111 Aardvark  เมื่อติดระเบิดนาปาล์มมาใต้ปีกในสถานการณ์ที่ทหารเสือพรานไทย ทหารลาวฝ่ายราชอาณาจักร และทหารม้ง กำลังได้ถูกตอบโต้อย่างหนักจนหมดหนทางสู้ ระเบิดนาปาล์มที่หย่อนลงมาแล้วตกกระสู่เป้าหมายบนพื้นดิน สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงในห้วงสงครามลับ
ระเบิดนาปาล์มที่มาพร้อมกับเครื่องบินขับไล่โจมตีทางลึก F-111 Aardvark ถือเป็นอาวุธที่มีความโหดร้ายและอันตรายสูงมาก เนื่องจากเป็นระเบิดเพลิงที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีที่สร้างความร้อนมหาศาล
มันสามารถสร้างเปลวเพลิงที่มีอุณหภูมิสูงตั้งแต่ 800 ถึง 2,000 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถสร้างบาดแผลเพลิงไหม้ที่รุนแรงลึกไปจนถึงชั้นเนื้อภายในได้ในเวลาเพียงชั่วครู่ สำหรับการติดไฟที่ยาวนานมักเกิดขึ้นกับรุ่น Napalm B ที่มีการพัฒนาต่อยอด จะมีระยะเวลาในการเผาไหม้นานถึง 10 นาทีเมื่อเทียบกับรุ่นดั้งเดิมที่ไหม้เพียง 10-30 วินาที
นอกเหนือจากความร้อน 20% ของผู้ที่เผชิญกับระเบิดนาปาล์มเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ เนื่องจากระเบิดผลิตก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ออกมาเป็นปริมาณมาก หากจะกล่าวถึงพื้นที่ความเสียหายจากระเบิดนาปาล์มเพียง 1 ลูกแล้วนั้น เมื่อทิ้งจากเพดานบินต่ำในขณะที่ F-111 บินผ่านสามารถสร้างวงความเสียหายได้กว้างถึง 2,500 ตารางเมตร ทั้งนี้และทั้งนั้นสารนาปาล์มมีลักษณะข้นเหนียวและมีคุณสมบัติในการยึดเกาะผิวหนังได้ดีมาก แม้จะใช้ระดมราดน้ำลงไปก็ไม่สามารถดับไฟได้ในทันที
F-111 Aardvark ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ
ด้วยสมรรถนะของ F-111 ในการทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ที่มากกว่าเครื่องบินขับไล่ F-4 Phantom II ถึง 30,000 ปอนด์ หรือประมาณ 14 ตัน ทำให้ทหารเวียดนามที่ถูกส่งมารบในลาวตายกันเป็นเบือ แม้กระทั่งระดับนายพลฝ่ายตรงข้ามที่เข้ามาในประเทศที่เรียกว่านรกบนดินก็ไม่มีใครรอดชีวิตกลับไป จากการโจมตีระดับต่ำด้วย F-111 ที่ลดระดับความสูงลงมาบินเฉียดยอดไม้ ทำให้กลายเป็นเรื่องเล่าจากสงครามลับที่ยากจะลบออกไปจากความทรงจำของทหารที่อยู่ในเหตุการณ์
ตราบาปที่สำคัญที่สุดหลังจบสงครามลาวจาก F-111 คือ ระเบิดที่ยังตกค้างจำนวนมหาศาล ซึ่งมีการประมาณการว่าระเบิดที่สหรัฐฯ ทิ้งลงในลาวประมาณ 1 ใน 3 ไม่ทำงานไม่ระเบิดเมื่อตกถึงพื้น ทำให้มีระเบิดตกค้างอยู่ตามท้องทุ่งและป่าเขาเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับระเบิดลูกปรายที่ยังคงคร่าชีวิตและทำให้เกษตรกรและเด็กๆ ในลาวพิการมาจนถึงทุกวันนี้
ชาวลาวต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางตราบาปนี้ด้วยการดัดแปลงเศษซากโลหะจากระเบิดและเครื่องบินของฝ่ายอเมริกัน ชาวบ้านได้นำปลอกระเบิดและเศษซากโลหะมาทำเป็นเครื่องประดับ ของตกแต่งบ้าน เรือ ช้อน และบันได พื้นที่บางส่วนเช่น ทุ่งไหหิน ถูกทิ้งระเบิดจนสภาพภูมิประเทศเปลี่ยนไป ดูคล้ายกับพื้นผิวที่ขรุขระของโลกพระจันทร์เนื่องจากหลุมระเบิดจำนวนมหาศาล
F-111 คือฟันเฟืองสำคัญในการเป็นเครื่องจักรสงครามที่ทำให้แผ่นดินลาวเต็มไปด้วยสุสานไม่ต่างจากเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ซึ่งยังคงเป็นตราบาปที่คอยย้ำเตือนถึงความรุนแรงของสงครามลับมาจนถึงปัจจุบัน ความรุนแรงจากการโจมตีทางอากาศที่เกิดขึ้นในลาวนี้กำลังตั้งคำถามกับทั่วโลกว่า วันนี้ถึงเวลาแล้วรึยังที่เราจะค้นพบสันติภาพที่จริงใจต่อโลกทั้งใบ แล้วจะทำอย่างไรให้สภาพจิตใจลูกหลานคนลาวที่เคยได้รับผลกระทบกลับมายิ้มได้อีกครั้ง
F-111 เหนือน่านฟ้าลาว
ข้อมูลจำเพาะ  F-111
บทบาท : เครื่องบินขับไล่โจมตีทางลึกลู่ปีกได้
ผลิตโดย : General Dynamics
สัญชาติ : สหรัฐอเมริกา
นักบิน : 2 นาย
เครื่องยนต์ : เทอร์โบแฟน แพรทท์ แอนด์ วิทนีย์ ทีเอฟ 30-พี-30 ให้แรงขับเครื่องละ 8,399 กิโลกรัม *เมื่อใช้สันดาปท้าย 2 เครื่อง
กางปีก :
19.20 เมตร เมื่อกางปีกเต็มที่
9.74 เมตร เมื่อลู่ปีกเต็มที่
ยาว : 22.40 เมตร
สูง : 5.22 เมตร
น้ำหนักตัวเปล่า : 20,943 กิโลกรัม
น้ำหนักสูงสุดในการขึ้นบิน : 41,500 กิโลกรัม
ความเร็วสูงสุด : 2.2 มัค ที่ระยะสูง
1.2 มัคที่ระดับน้ำทะเล
เพดานบินสูงสุด : 66,000 ฟุต
พิสัยบิน : 5,093 กิโลเมตร
พิสัยการบิน (เมื่อติดตั้งถังเชื้อเพลิงนอกลำตัว) : 3,210 nmi (3,690 mi, 5,940 km)
อัตราการไต่ระดับ : 25,890ft./min.
ขีดจำกัดในการรับแรง G : +7.33
อาวุธ : ปืนใหญ่อากาศ เอ็ม 61 ขนาด 20 มม. 1 กระบอก
ระเบิดขนาด 750 ปอนด์ 2 ลูก ในห้องเก็บอาวุธภายในลำตัว
สามารถติดตั้งอาวุธที่ใต้ปีกได้ ปีกละ 4 ตำบล
ระเบิดไม่นำวิถี
ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์
ระเบิดลูกปราย
ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ AIM-9 Sidewinder
ระเบิดนิวเคลียร์ B61
สถานะ : ปลดประจำการ
ปัจจุบันทั้งอเมริกาและออสเตรเลียปลดประจำการ F-111 แล้ว
F-111 เคยมีบทบาทมาแล้วในสงครามลับในลาว แม้บางภารกิจจะได้รับการเปิดเผยถึงขีดความสามารถในการโจมตืทางอากาศ แต่มันก็ได้สร้างความทรงจำอันแสนเจ็บปวดจนยากจะลืมเลือน ชาวบ้านก็ต้องหาทางเลี่ยงไม่ให้ตกเป็นเหยื่อจากลูกหลงของระเบิดที่เคยทิ้งไว้ แต่ก็มีเจ็บมีตายไม่ต่ำกว่าสิบราย นี่คือเรื่องราวที่นำมาฝากทุกท่านในวันนี้ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Peter Boschert
Gemini AI
SHUAN CORNOR
JOOP DE GROOT
RAYMOND RIVARD
saniroj thumayos
Thai Weapon Channel
The Toylet
Megaprojects
อาจารย์ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
SERGIO GAVA
DAN STIJOVICH
เรียนบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
โฆษณา