29 มิ.ย. เวลา 02:10 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 68 ลัทธิซูฟี และ ดาร์วิช กองทัพทางจิตวิญญาณผู้ทอประกายหลังม่านออตโตมัน

🔺 ในขณะที่ชนชั้น "อูลามา" (นักปราชญ์) มุ่งเน้นการตีความตัวอักษรในคัมภีร์และการบังคับใช้กฎหมาย (ชารีอะห์) อย่างเคร่งครัด ลัทธิซูฟี (Sufism) คือมิติทางรหัสยนัย (Mysticism) ของศาสนาอิสลาม ที่เน้นการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์เพื่อแสวงหาการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้เป็นเจ้าด้วยความรัก
🔺 ผู้ที่ปฏิบัติตนตามวิถีซูฟีมักจะละทิ้งความสุขทางโลก ใช้ชีวิตสมถะ ซึ่งเราเรียกพวกเขาว่า "ดาร์วิช" (Dervish)
ก่อนอื่นเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนของแยก กลุ่มอูลามากับดาร์วิชดังนี้
📚 1. อุลามา (Ulama - คำนี้เป็นพหูพจน์ ของคำว่า "อาลิม")
🔸 หน้าที่ในสังคมเหมือน "เนติบัณฑิตหรือศาสตราจารย์" ของโลกอิสลาม มีหน้าที่สอนหนังสือ ออกแนวทางปฏิบัติ (ฟัตวา) และดูแลให้สังคมดำเนินไปตามบทบัญญัติที่ถูกต้อง
🔸เมื่อเข้าหาพระเจ้า: ผ่าน "ความรู้" (Ilm) และการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด มักอยู่ตามมัสยิด มหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษา มีบทบาทสูงในการนำสังคมและชี้นำเรื่องการเมือง/กฎหมาย
☪︎ 2. ดาร์วิช (Dervish)
🔹 เป็นกลุ่มหนึ่งในวิถีซูฟี (Sufism) มักไม่เน้นตำแหน่งแห่งที่ในสังคม แต่มุ่งเน้นการปฏิบัติตนส่วนบุคคลเพื่อความใกล้ชิดพระเจ้า
🔹 พวกเขาเข้าหาพระเจ้า: ผ่าน "ความรักและความภักดีอย่างสุดซึ้ง" (Ishq) มักใช้การทรมานกิเลสตนเอง (Asceticism) เช่น การยอมยากจน การปลีกวิเวกมีวิถีชีวิตที่ลึกลับหรือหลุดพ้นจากกรอบสังคมทั่วไป บางกลุ่มมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น คณะเมฟเลวี (Mevlevi) ในตุรกี ที่นุ่งชุดขาวหมุนตัวเพื่อทำสมาธิ
__________________
.
▪️ ทั้งสองกลุ่มไม่ได้เป็นศัตรูกัน อุลามาอ์บางคนก็เป็นซูฟีหรือมีวิถีชีวิตแบบดาร์วิชด้วยซ้ำ (มีความรู้ด้วยและเน้นจิตวิญญาณด้วย)
▪️ ในโลกอิสลามเปรียบเทียบไว้ว่า อุลามาอ์ดูแล "เปลือกนอกและโครงสร้าง" (ร่างกายและกฎหมาย) ส่วนดาร์วิช/ซูฟีดูแล "แก่นใน" (หัวใจและจิตวิญญาณ) ทั้งสองส่วนต่างค้ำจุนศาสนาในมุมที่ต่างกัน
▪️ ดาร์วิช" (Dervish) พวกเขาไม่ได้มีแค่นักบวชที่นั่งสวดมนต์ในถ้ำ แต่มีบทบาทสำคัญต่อการก่อร่างสร้างจักรวรรดิ 4 มิติหลักดังนี้
🟥 1. นักรบสัญจร "อัลเพอเรน" (Alperen)
♦️ ในยุคแรกเริ่มที่ออตโตมันยังเป็นเพียงรัฐชายแดนเล็กๆ ดาร์วิชเร่ร่อนคือ "กองทัพหน้า" ที่แท้จริง ดาร์วิชหลายคนเป็นนักรบที่เรียกว่า Alperen (นักรบผู้ทรงศีล) หรือ Ghazi-Dervishes พวกเขาควบม้าถือดาบร่วมกับนักรบเติร์กในการตีเมืองไบแซนไทน์
นักรบดาร์วิชเรียกว่า Alperen (นักรบผู้ทรงศีล)
♦️ เมื่อยึดพื้นที่ได้ ดาร์วิชจะไม่กลับเมืองหลวง แต่จะปักหลักสร้างตึกเล็กๆ ที่เรียกว่า ซาวิเย (Zaviye) หรือเต็กเก (Tekke) กลางหุบเขาหรือดินแดนของชาวคริสต์ อาคารเหล่านี้กลายเป็นที่พักพิง แจกจ่ายอาหาร และเป็นศูนย์กลางชุมชน
บรรยากาศใน ซาวิเย (Zaviye) หรือเต็กเก (Tekke)
♦️ ทำให้ชาวคริสเตียนท้องถิ่นประทับใจในความสมถะและเมตตา และค่อยๆ เปลี่ยนมารับอิสลามโดยไม่ต้องใช้กำลังบังคับ ถือเป็นกระบวนการ "ทำให้เป็นเติร์กและอิสลาม" ที่แยบคาย
🟩 2. "เบคตาชิ" (Bektashi Order): บิดาแห่งทหารเจนิสซารี่
♦️ นิกายซูฟีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในกองทัพออตโตมันคือ นิกายเบคตาชิ ซึ่งก่อตั้งโดย ฮาจี เบคตาช เวลี (Haji Bektash Veli)
ฮาจี เบคตาช เวลี (Haji Bektash Veli)
♦️ คำสอนของเบคตาชิมีการผสมผสานความเชื่อแบบคริสเตียนท้องถิ่น (เช่น การให้ความเคารพนักบุญ การมีพิธีคล้ายศีลมหาสนิท) เข้ากับอิสลาม ทำให้เด็กชายชาวคริสต์ที่ถูกเกณฑ์มาในระบบ "เดฟเชียร์เม" สามารถเปิดใจรับศาสนาอิสลามได้ง่ายขึ้น
♦️ กองทหารเจนิสซารี่ ถือว่านิกายเบคตาชิคือผู้พิทักษ์ทางจิตวิญญาณของพวกเขาทหารทุกคนถือเป็นศิษย์ของนิกายนี้ นักบวชนิกายเบคตาชิจะเดินนำหน้าขบวนทัพเจนิสซารี่ เข้าสู่สมรภูมิเสมอความผูกพันนี้ลึกซึ้งมากจนเมื่อสุลต่านมาห์มุดที่ 2 สั่งกวาดล้างและยุบกองทหารเยนิเชรีในปี 1826 นิกายเบคตาชิก็ถูกสั่งยุบและกวาดล้างตามไปด้วย
นักบวชนิกายเบคตาชิจะเดินนำหน้าขบวนทัพเจนิสซารี่
🟨 3. "เมฟเลวี" (Mevlevi Order): ซูฟีแห่งราชสำนักและปัญญาชน
♦️ หากเบคตาชิคือขวัญกำลังใจของทหาร เมฟเลวี (นักปราชญ์ผู้ร่ายรำ) ก็คือแสงสว่างของสภาดีวานและราชสำนัก
♦️ นิกายนี้สืบทอดคำสอนมาจาก "รูมี" (Rumi) กวีและนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองคอนยา เน้นการเข้าถึงสัจธรรมผ่านศิลปะ กวีนิพนธ์ และการร่ายรำหมุนตัว (Whirling Dervishes) เพื่อเข้าสู่ภวังค์
ารร่ายรำหมุนตัว (Whirling Dervishes)
♦️ เมฟเลวีได้รับการอุปถัมภ์อย่างสูงจากเหล่าสุลต่าน ขุนนางชั้นปาชาและเดฟเทอร์ดาร์หลายคนล้วนเป็นศิษย์นิกายนี้
♦️ อำนาจของพวกเขาในราชสำนักสูงส่งมากผู้นำนิกายนี้ (Çelebi) คือหนึ่งในผู้มีสิทธิ์ประกอบ "พิธีคาดดาบของออสมัน" ให้แก่สุลต่านองค์ใหม่ ซึ่งสะท้อนถึงการรับรองความชอบธรรมจากผู้นำทางจิตวิญญาณ
"พิธีคาดดาบของออสมัน" ให้แก่สุลต่านองค์ใหม่
🟪4. สงครามเย็นระหว่าง "หัวใจ" และ "ตัวอักษร"
♦︎ ทั้งสองแนวคิดทำงานร่วมประสานกันได้อย่างดีเพื่อค้ำจุนสังคมภายในจักรวรรดิ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนเข้าสู่ยุดเสื่อมถอยเหล่าอูลามา และดาร์วิซ์กลายเป็นกลุ่มผลประโยชน์ในการเมืองความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้น
ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอูลามาและดาร์วิซ์
♦︎ แม้ซูฟีจะเป็นที่รักของประชาชน แต่ชนชั้นอูลามาผู้ยึดมั่นในกฎหมายชารีอะห์มักจะมองว่าพวกดาร์วิชเป็นพวก "นอกรีต"
♦︎ เหล่าอูลามามองว่าการร่ายรำ การเล่นดนตรีในมัสยิด หรือการเคารพสุสานนักบุญของพวกดาร์วิชเป็นสิ่งอุตริกรรม (Bid'ah) ที่ขัดกับหลักศาสนาที่แท้จริง
♦︎ ความขัดแย้งนี้รุนแรงถึงขีดสุดในศตวรรษที่ 17 เกิดขบวนการเคร่งจารีตที่เรียกว่า "คาดิซาเดลี" (Kadizadeli) ซึ่งพยายามกดดันให้สุลต่านสั่งรื้อถอนศูนย์ซูฟี สั่งแบนการดื่มกาแฟ ยาสูบ และเสียงดนตรี เกิดเป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มหัวอนุรักษ์นิยมกับกลุ่มรหัสยนัยที่สร้างความสั่นคลอนไปทั่วกรุงอิสตันบูล
สุลต่านสั่งรื้อถอนศูนย์ซูฟี สั่งแบนการดื่มกาแฟ ยาสูบ และเสียงดนตรี
🚩 บทสรุป: อำนาจกับศาสนา ต่างรับใช้ซึ่งกันและกัน
🟩 ลัทธิซูฟีและเหล่าดาร์วิช คือ "กาวใจ" ที่ยึดโยงจักรวรรดิออตโตมันเข้าไว้ด้วยกัน ในขณะที่กอดีและเดฟเทอร์ดาร์ปกครองประชาชนด้วยกฎหมายและภาษี
🟩 ดาร์วิชกล่อมเกลาประชาชนด้วย สถานะทางจิตวิญญาณ บทกวี ซุปร้อนๆในโรงทาน และความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ ซึ่งมีส่วนอย่างมากในการหลอมรวมจักรวรรดิในยุคบุกเบิก
🟩 หากปราศจากพวกเขาจักรวรรดิออตโตมันอาจจะขยายตัวได้แค่ด้วยการหลั่งเลือด และล่มสลายอย่างรวดเร็วเหมือนจักรวรรดิมองโกลไม่อาจหลอมรวมความแตกต่างหลากหลายจนกลายเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ได้ยาวนานถึง 600 ปี
ออกข้างทางมาพอสมควรแล้ว..
ตอนต่อไปเราจะวกกลับมาติดตามต่อจากตอนที่ 59 เกี่ยวกับการเดินทางของสุลต่านมูรัดที่2 ที่ออตโตมันช่วงเวลานั้นรพื้นฟูจนไปรับโอกาสอีกครั้งในการผงาด....
ตอนที่ 69 สุลต่านมูรัดที่ 2: ปราชญ์นักรบ ผู้วางรากฐานการผงาดใหม่แห่งออตโตมัน (1421-1451)

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา