Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
พงศาวดารวันพรุ่ง (The Tomorrow Chronicles)
•
ติดตาม
1 ก.ค. เวลา 08:15 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่
ตอนที่ 69 สุลต่านมูรัดที่ 2: ปราชญ์นักรบ ผู้วางรากฐานการผงาดใหม่แห่งออตโตมัน (1421-1451)
🔺 วกไปเขียนเกี่ยวกับเกร็ดนานเรามาติดตามการเดินทางของเหล่าสายเลือดออสมานกันต่อ มูรัดที่2 เป็นสุลต่านที่มีสีสันมากพระองค์หนึ่งในราชวงศ์ เส้นทางของพระองค์มีความยากลำบากรออยู่ข้างหน้ามากกมายครับ
🔺 ประวัติศาสตร์มักจดจำ "สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 (ผู้พิชิต)" ในฐานะวีรบุรุษผู้ตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลแตก แต่ในความเป็นจริง เมห์เหม็ดที่ 2 จะไม่มีวันทำสำเร็จเลย หากปราศจากมรดกทางทหาร เศรษฐกิจ และความมั่นคงที่พระบิดาอย่าง สุลต่านมูรัดที่ 2 ได้ปูทางไว้ให้
🔺 มูรัดที่ 2 ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ในวัยเพียง 17 พรรษา ทรงเป็นสุลต่านที่มีความครบเครื่องและมีสีสันในชีวิต พระองค์มีบุคลิกที่ขัดแย้งในตัวเองอย่างน่าประหลาด ด้านหนึ่งทรงเป็นกวีผู้รักความสงบ นิยมคบหานักปราชญ์ และสนใจปรัชญาศาสนาซูฟี แต่ในขณะเดียวกัน แต่เมื่อถึงคราวต้องจับดาบ พระองค์คือแม่ทัพที่ไร้พ่ายและเด็ดขาดที่สุดคนหนึ่งในยุคกลาง
มูรัดที่ 2สุลต่านนักปราชญ์ในคราบนักรบ
🟧 1. ปฐมบทแห่งเพลิงแค้น: การลงดาบไบแซนไทน์ (1422)
🔹 อุปสรรคภายในของต้นรัชกาลสุลต่านมูรัดที่ 2 ไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอส่วนพระองค์ แต่เป็นผลกระทบสืบเนื่องจากโครงสร้างอำนาจที่ยังไม่ลงตัวเนื่องจากสุลต่านเมห์เหม็ดที่1 สวรรคตอย่างกระทันหันแม้จะมีความชอบธรรมในการขึ้นเป็นสุลต่าน แต่ก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคถึง 2 รอบ
🔹ทันทีที่ขึ้นครองราชย์ มูรัดที่ 2 ต้องเผชิญกับการฉีกสัญญาใจอันศักดิ์สิทธิ์ของจักรวรรดิไบแซนไทน์ที่ปล่อย "เจ้าชายมุสตาฟา" มาก่อกบฏ เมื่อมูรัดปราบกบฏลงได้ พระองค์ตัดสินใจทิ้งนโยบายประนีประนอมของพระบิดา และเปลี่ยนมาใช้ไม้อ่อนสลับไม้แข็งขั้นเด็ดขาด:
🟧 การปิดล้อมคอนสแตนติโนเปิล (1422): พระองค์นำกองทัพและเริ่มใช้ปืนใหญ่ (Bombards) ปิดล้อมเมืองหลวงของไบแซนไทน์ แม้จะยังตีไม่แตกเพราะไบแซนไทน์งัดไพ่อีกใบออกมาใช้ + กำแพงเมืองที่แข็งแกร่ง แต่นี่คือการส่งข้อความว่า "ยุคแห่งการเกรงใจจบลงแล้ว"
การปิดล้อมคอนสแตนติโนเปิล (1422)
🟥 2. วิกฤตการณ์กบฏ "เจ้าชายมุสตาฟาน้อย" (Küçük Mustafa) | ค.ศ. 1422–1423
🔸 แต่ไบแซน์ไทน์ก็งัดอีกไม้เด็ดปั่นหัวมูรัดที่ 2 ด้วยการยุยงและสนับสนุน เจ้าชายมุสตาฟาน้อย (Küçük Mustafa) พระอนุชา (น้องชาย) ของสุลต่านมูรัดที่ 2 ซึ่งมีพระชนมายุเพียงประมาณ 13 พรรษา ให้ก่อกบฏขึ้นในดินแดนอนาโตเลีย (ฝั่งเอเชีย)
🔸กบฏระลอกนี้มีความร้ายแรงมากเพราะได้รับการสนับสนุนจากรัฐอิสระเบย์ลิก (Beyliks) ของชาวเติร์กในอนาโตเลีย โดยเฉพาะ รัฐคารามัน (Karamanids) และรัฐเกอร์มิยานิดส์ (Germiyanids) ที่สบโอกาสต้องการล้มล้างอำนาจของออตโตมันเพื่อทวงคืนความเป็นอิสระของตน
🟩3. สถาปนิกแห่งกองทัพ: การปฏิรูปเครื่องจักรสังหารออตโตมัน
🔹 วิกฤตการณ์ข้างต้นสอนให้มูรัดที่2 เห็นถึงขุนนางในรูเมเลียและอนาโตเลียพร้อมแปรพักตร์ไปหาผู้ท้าชิงเพื่อรักษาผลประโยชน์ท้องถิ่น
🔹 นั้นจึงนำไปสู่ผลงานชิ้นเอกของมูรัดที่ 2 คือการยกระดับระบบราชการและ กองทัพออตโตมันให้กลายเป็นทาสสุลต่านโดยสมบูรณ์ควบคู่ไปกับสรางกองทัพประจำการที่ทันสมัยที่สุดในโลก ณ เวลานั้น
ระบบเดฟเชียร์เม (Devşirme) ถูกพัฒนาอย่างเข้มข้นในสมัยพระองค์
🔹 อัปเกรดระบบเดฟเชียร์เม (Devşirme): พระองค์ขยายระบบการเกณฑ์เด็กชายชาวคริสเตียนมาฝึกเป็นทหารเยนิเชรีให้มีระบบระเบียบและจำนวนมากขึ้น กองทหารเยนิเชรีในยุคของพระองค์กลายเป็นกองกำลังทหารราบที่ทรงระเบียบวินัยที่สุดในยุโรป
♦️ (อ่านเพิ่มเติมในตอนที่ 17 Devshirme: การเก็บเกี่ยวทรัพยากรมนุษย์ และการสร้างชนชั้น "ทาสผู้รักษาพระองค์")
🟩 มูรัดที่ 2 เป็นผู้นำวิสัยทัศน์ที่นำ "อาวุธปืนไฟ (Arquebus)" และ "ปืนใหญ่" มาใช้ในกองทัพอย่างเป็นล่ำเป็นสัน พระองค์ตั้งหน่วยทหารปืนใหญ่และทหารช่างเฉพาะทาง ซึ่งจะพัฒนากลายเป็นไพ่ตายในการพังกำแพงปราสาททั่วยุโรป ทีขวางทาง
อาวุธปืนไฟ หนึ่งในปัจจัยเร่งปิดฉากยุคกลาง
♦️ (อ่านเพิ่มเติมในตอนที่ 62-63 ปฏิวัติดินปืน)
🟨 4. ศัตรูใหม่ที่สมน้ำสมเนื้อ อัศวินขาวแห่งฮังการีแบะมังกรแห่งแอลแบเนีย
🔸การปรากฏตัวของ จอห์น ฮุนยาดี (John Hunyadi): การขยายตัวของออตโตมันสร้างภัยคุกคามอย่างมากทำให้ฮังการีต้องแต่งตั้งยอดขุนพลอย่าง จอห์น ฮุนยาดี ขึ้นมานำทัพ ซึ่งฮุนยาดีสามารถใช้ยุทธวิธีตั้งรับและตีโต้ ทำให้กองทัพออตโตมันพ่ายแพ้ในสมรภูมิย่อยหลายครั้งในแถบทรานซิลเวเนียช่วงปี ค.ศ. 1441–1442
สมันมูรัดที่ 2 ยุโรปให้กำเนิดคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ ต้านทานการลุกคืบของออตโตมันได้ชะงักงัน
🔸 กบฏสแกนเดอร์เบก (Skanderbeg) ในแอลเบเนีย: ในช่วงเวลาเดียวกัน จอร์จ คาสตริโอติ (หรือสแกนเดอร์เบก) อดีตแม่ทัพออตโตมันที่ได้รับการฝึกฝนผ่านระบบเดฟชีร์เม ได้ก่อกบฏแปรพักตร์กลับไปเข้ากับฝ่ายคริสเตียนและประกาศเอกราชให้แอลเบเนีย
🟦 5. การสละราชสมบัติที่ช็อกโลก (1444)
🔸 นี่คือเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ เมื่อมูรัดที่ 2 ตีเมืองเทสซาโลนิกาจากเวนิสคืนมาได้ (1430) และปราบกบฏในบอลข่านจนสงบ พระองค์ทำสนธิสัญญาสันติภาพ 10 ปี (Treaty of Szeged) กับฮังการีและเซอร์เบีย
สละราชสมบัติไปปลูกผัก แต่งกวี สนทนากับนักบวชชูฟี
🔸 เมื่อเห็นว่าแผ่นดินสงบแล้ว ด้วยความเหนื่อยล้าจากสงครามและต้องการใช้ชีวิตบั้นปลายศึกษาปรัชญาเขียนบทกวี และ ศาสนา มูรัดที่ 2 ในวัย 40 พรรษา จึงประกาศ "สละราชสมบัติ" ยกบัลลังก์ให้กับ เมห์เหม็ดที่ 2 พระราชโอรสซึ่งมีอายุเพียง 12 พรรษา! แล้วเสด็จไปปลีกวิเวกที่เมืองมานิซา
🟨6. พายุครูเสด และการคืนสู่อำนาจ (ยุทธการวาร์นา 1444)
♠️ การสละราชสมบัติกลายเป็นจุดอ่อนที่พระสันตะปาปาและกษัตริย์ยุโรปตะวันตก แม้จะงงในตรรกะแต่ก็ถือเป็นโอกาสทอง
♠️ สันตะปาปายูจีเนียสที่ 4 ประกาศว่า "สัญญาที่ทำกับคนนอกศาสนาถือเป็นโมฆะ" กองทัพพันธมิตรครูเสด นำโดยกษัตริย์ววาดึสวัฟที่ 3 (Władysław III) แห่งโปแลนด์-ฮังการี และยอดขุนศึก จอห์น ฮุนยาดิ (John Hunyadi) จึงยกทัพใหญ่ฉีกสัญญาสันติภาพ บุกทะลวงเข้าสู่บอลข่าน หมายจะบดขยี้สุลต่านเด็ก
ยุทธการวาร์นา 1444
♠️ จดหมายจากลูกถึงพ่อ: เมื่อทัพครูเสดจ่อคอหอย และทหารเยนิเชรีเริ่มกระด้างกระเดื่อง เมห์เหม็ดที่ 2 (วัย 12 ปี) ได้ส่งจดหมายประวัติศาสตร์ไปหาพระบิดา เพื่อบังคับให้พระองค์กลับมานำกองทัพ มูรัดที่ 2 ต้องทิ้งความสงบ กลับมาสวมเกราะ นำทัพบุกตะลุยเข้าประจัญบานกับทัพครูเสดที่เมืองวาร์นา (Varna)
จดหมายเรียกอดีตสุลต่านกลับมานำทัพ
🟪 7. ย้ำหมุดความยิ่งใหญ่ที่โคโซโว ครั้งที่ 2 (1448)
หลังจากกลับมาครองบัลลังก์อีกครั้ง มูรัดที่ 2 ต้องรับมือกับความพยายามแก้แค้นของจอห์น ฮุนยาดิในปี 1448 ทั้งสองกองทัพปะทะกันในที่ราบโคโซโว (สมรภูมิเดียวกับที่ปู่ทวดของพระองค์ มูรัดที่1 เคยรบเมื่อเกือบ 60 ปีก่อน)
ยุทธการโคโซโว ครั้งที่ 2 1448
บทสรุป : มรดกของผู้แผ้วถางทาง
⏺︎ เมื่อสุลต่านมูรัดที่ 2 เสด็จสวรรคตในปี ค.ศ. 1451 พระองค์ทิ้งมรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไว้ให้ลูกชาย (เมห์เหม็ดที่ 2) ทรัพยากรสำหรับการผงาดครั้งใหม่ และครั้งนี้จะยิ่งใหญ่จนหยุดไม่อยู่ ถูกเตรียมพร้อมไว้เสร็จสรรพ
1. คลังสมบัติและทรัพยากรที่เต็มเปี่ยม
2. กองทัพบกที่ทรงประสิทธิภาพและทันสมัยที่สุดในยุโรป
3. คาบสมุทรบอลข่านและอนาโตเลียที่ถูกปราบจนสงบราบคาบ ไร้เสี้ยนหนาม
4. กรุงคอนสแตนติโนเปิลที่ถูกโดดเดี่ยวอย่างสมบูรณ์แบบ
ส่งต่อมรดกที่ยิ่งใหญ่ให้ลูกชายเมห์เหม็ดที่ 2
⏺︎ มูรัดที่ 2 อาจไม่ได้รับเครดิตและถูกจดจำมากนัก เมื่อเทียบกับลูกชายผู้พังกำแพงกรุงคอนสแตนติโนเปิล แต่พระองค์คือคนที่สร้างค้อนและหลอมเหล็กกล้า มอบใส่มือลูกชายของพระองค์ เพื่อให้เมห์เหม็ดที่ 2 สามารถเหวี่ยงค้อนนั้นทุบโลกยุคเก่าให้แหลกสลายลงในอีกเพียง 2 ปีต่อมา…
ตอนต่อไปเราจะค่อยๆ เจาะแต่ล่ะเหตุการณ์ในรัชมัยของสุลต่านมูรัดที่ 2 ให้ลุ่มลึกมากยิ่งขึ้นใน
ตอนที่ 70 การปิดล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิล ค.ศ. 1422 และ วิกฤตการณ์"มุสตาฟาน้อย ค.ศ. 1423 "
ประวัติศาสตร์
แนวคิด
เรื่องเล่า
บันทึก
2
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
Ottoman Empire The Road to Conquest
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย