Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หุ้นวันละตัว
•
ติดตาม
29 มิ.ย. เวลา 07:47 • การเมือง
ชัชชาติ ชายผู้มีดีพอจะเป็นมหาบุรุษ
ผมขอเริ่มต้นแบบนี้แล้วกันนะว่า ผมเนี่ยนับตั้งแต่วัยเด็กแล้ว ชอบอ่านเรื่องราวของเทพปกรณัมกรีก จนต่อยอดมาอ่านอัตชีวประวัติของรัฐบุรุษระดับตำนานของโลกมากมาย
อย่างล่าสุดเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือในปีนี้เนี่ยแหละ ผมก็ได้สนใจชีวิตของ นโปเลียน และลีกวนยู
จริง ๆ ต้องย้อนกลับไปเมื่อประมาณเกือบ 3 ปีก่อนเห็นจะได้
ตอนนั้นมีหนังเรื่อง Napoleon เข้าฉาย แม้หนังมันจะอืดไปหน่อย แต่มันก็ทำให้ผมอยากจะศึกษาเรื่องราวชีวิตของเขามากยิ่งขึ้น ผมจึงได้หาหนังสือมาอ่าน
แต่จนแล้วจนรอด ผมก็เพิ่งมีโอกาสได้อ่านจนจบเมื่อประมาณ 3 เดือนก่อนเอง
ผมเนี่ยหลงใหล และชื่นชมในบุคลิก ความสู้ชีวิต และความรู้ความสามารถของนโปเลียน เป็นที่ยิ่ง
ชายธรรมดา ๆ จากเกาะคอร์ซิกา ย้ายมาฝรั่งเศส เรียนด้านการทหาร อาศัยเวลาในยามค่ำคืน ศึกษาภูมิปัญญาจากรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในครั้งอดีต โดยมีซีซาร์เป็นต้นแบบ
ด้วยความสามารถ ทำให้หน้าที่การงานของเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว กลายมาเป็นศูนย์รวมใจให้ชาวฝรั่งเศส ที่ตกอยู่ในยุคแห่งความน่าสะพรึงมาร่วม 10 ปี
ได้รู้สึกกลับมามีความหวัง ว่าชาติของตน ยังเหลือเค้าลางแห่งความยิ่งใหญ่ ให้ภาคภูมิใจกันอยู่บ้าง
ฝรั่งเศสที่ตลอดรอบด้าน มีแต่ประเทศรอบข้าง พากันยกพลมุ่งประชิด จ้องทำลายสัญลักษณ์ต้นแบบแห่งการปฏิวัตินี้ให้จงได้ เพื่อยุติอุดมคติชนิดใหม่ ไม่ให้แพร่งพรายออกไปไกลทั่วโลก
แต่ด้วยความสามารถของนโปเลียน ฝรั่งเศสรบชนะกองทัพพันธมิตรเหล่านี้ได้หลายต่อหลายครั้ง
อีกทั้งยัง ยุติยุคแห่งความโกลาหล พลิกฟื้นฝรั่งเศสให้กลับมามีเสถียรภาพ รวมใจความเป็นชาติให้มั่นคงได้อีกครั้ง
สิ่งที่เขาทำ แบบนี้จะไม่ให้ประชาชนฝรั่งเศสในยุคนั้น รู้สึกว่าเขาคือซีซาร์แห่งยุค คือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ผู้กอบกู้ศักดิ์ศรีแห่งฝรั่งเศสให้คืนกลับมา ได้อย่างไรกัน..
ความเสงี่ยมงามของเขา จุดไฟบันดาลใจให้คนจำนวนมากในยุคนั้น มีความหวังต่อโลกอุดมคติแบบใหม่ ไม่เว้นแม้กระทั่งบีโทเฟน อีกหนึ่งมหาศิลปิน ผู้บุกเบิกดนตรียุคโรแมนติก
ที่เคยแต่งเพลงอมตะบทหนึ่ง คือ “Symphony No. 3” โดยมีชื่อเดิมตั้งไว้ว่า “Bonaparte..”
ลองคิดดูว่า เขาต้องยิ่งใหญ่ขนาดไหน จนบีโทเฟนได้แรงบันดาลใจ แต่งเพลงที่วันนี้กลายเป็นอีกหนึ่งเพลงระดับตำนาน ได้แบบนี้
อย่างไรก็ตาม ศรัทธาของบีโทเฟนที่มีต่อเขา ก็พังทลายลง เพราะนโปเลียนเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นจักรพรรดิ
บทเพลงอมตะนามว่า Bonaparte จึงถูกขีดฆ่าทิ้ง เปลี่ยนมาเป็น “Eroica” อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
นอกจากเรื่องของนโปเลียนแล้ว เมื่อ 1-2 เดือนก่อน ผมก็ได้ศึกษาเรื่องราวของลีกวนยู และแนวคิดในการก่อร่างสร้างชาติที่ชื่อสิงคโปร์
ได้เห็นความฝัน พัฒนาการ วิธีการ และอุปสรรคต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา ให้คุณลีกวนยูต้องรับมือมาตลอด
แต่ด้วยความเป็นมหาบุรุษ ที่จะสร้างตำนานนามอุโฆษ ให้คนทั้งโลกในยุคถัด ๆ ไปจากนี้ ไปอีกหลาย 100 ปี ต้องศึกษาเป็นบทเรียนสำคัญ
แม้หลายครั้งจะต้องตัดสินใจอย่างยากลำบาก เขาก็สามารถผ่านมันมาได้ และภาพที่เราเห็นปัจจุบัน ที่เกิดขึ้นบนอดีตบ่อยุง คือเกาะเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ในตอนนี้
ผมเชื่อว่า เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลงานของเขานั้น มันยิ่งใหญ่พอจะนับให้เขาเป็นมหาบุรุษระดับโลกได้จริง ๆ
จริง ๆ ก็ยังมีตัวอย่างบุคคลอื่น ๆ อีกที่ผมเคยศึกษา แต่จะให้ยกมาเล่าทั้งหมด มันก็คงจะยาวเกินไป แล้วผมก็คงจะเล่าได้เป็นวัน ๆ เลย อย่างเช่น ลินคอล์น, แฟรงกลิน และบิสมาร์ก
แต่เพื่อไม่ให้มันยาวเกินไป เพราะถึงตอนนี้ผมจะสนุก แต่ผมเริ่มเหนื่อยแล้ว ผมก็ควรจะใช้พื้นที่อีกสักนิดหน่อย เพื่อปิดบทความนี้ลงเสียที
ผมเข้าใจความรู้สึกของบีโทเฟนดีเลยล่ะครับ ตอนที่เขารู้เรื่องราวของนโปเลียน จนนำมาซึ่งการแต่งเพลง Symphony No. 3
เพราะมันก็คงจะเป็นความรู้สึกเดียว กับที่ผมได้เห็นและติดตามผลงานของอาจารย์ชัชชาติมาตลอด
ผมรู้สึกสัมผัสได้ถึงความหวัง เป็นความหวังที่แตกต่างออกไปจากเมื่อ 8 ปีก่อน ตอนพรรคอนาคตใหม่เพิ่งก่อตั้ง และผมใช้เวลาติดตามฟังสิ่งที่คุณธนาธรพูด ในหลาย ๆ รายการ
ในตอนนั้นผมยังเด็กนัก มีอุดมคติ ศรัทธาต่อแนวคิดแบบฝ่ายซ้าย เชื่อมั่นถึงการปฏิวัติ ยุติความเป็นชนชั้นแบบสุด ๆ
ผมเคยคิดว่าตัวเองรู้อะไรมากมาย เพราะเป็นนักอ่านไฟแรงมาตลอด
แต่ยิ่งแก่ขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น เมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว ผมกลับพบว่า ในตอนนั้นผมไม่รู้อะไรเลย
ซึ่งตรงกับคำกล่าวของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี เคยพูดไว้ว่า “คนอายุประมาณ 24-25 เนี่ย มันไม่รู้อะไรหรอก”
ตอนนี้ ผมไม่ได้มีมุมมองทางด้านการเมือง แบบตอนนั้นอีกแล้ว เพราะสิ่งที่ผมให้ค่ามากขึ้น คือกระบวนการทำงาน ที่มันเป็น Practical จริง
รู้ขั้นรู้ตอน ว่าควรต้องทำต้องแก้อย่างไร จากข้อจำกัดที่มีอยู่ ไม่ใช่แค่แนวคิดขายฝัน ถึงโลกในอุดมคติที่ดีกว่า แต่ไม่ได้มีแผนที่แบบรูปธรรมที่จะพาให้ผมไปถึง
ตอนแรกผมเคยเข้าใจไปว่า ผู้นำฝั่งโลกคอมมิวนิสต์ในอดีต คงไม่ได้เก่งจริง เพราะตัดสินใจผิดพลาดเสมอ จนส่งผลให้สุดท้าย ภาพของประเทศที่ยึดถือคอมมิวนิสต์แบบจริงจัง ล้วนจบลงไม่สวยทั้งนั้น
เหมือนกับที่พวกนักวิชาการหอคอยงาช้างในยุคหลัง ชอบยกเหตุผล หลักคิด ชักแม่น้ำทั้งห้า มาอธิบายอดีต เหมือนพวกเก่งหลังเกม
ผมก็เคยเชื่อแบบนี้เหมือนกัน เพราะผมก็เคยพยายามจะติดตามอ่านงานเขียนทำนองนี้มานาน
แต่โตขึ้นมาหน่อย ได้เรียนเศรษฐศาสตร์, เป็นนักลงทุน และได้ลงลึกไปศึกษาของระบบธุรกิจบนโลกทุนนิยมในเชิงลึก
ผมจึงได้รู้ว่า โลกอุดมคติแบบคอมมิวนิสต์ ทำลายชนชั้นบน ด้วยการให้ชนชั้นล่างยึดอำนาจมา สถาปนารัฐแห่งกรรมาชีพ มันจะไม่มีวันที่จะมีรัฐไหนสักรัฐของมนุษยชาติ ประสบความสำเร็จได้เลย
เพราะแนวคิดแบบนี้ มันสวนทางกับความเป็นจริงทางธรรมชาติของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง
มันคงอาจจะเป็นไปได้แหละ หากเราอยู่ในยุคที่มนุษย์ทุกคน บรรลุอรหันตผลกันถ้วนหน้าแล้ว..
ตัดภาพกลับมาเร็ว ๆ นี้ เมื่อผมไม่ได้มีความเชื่อแบบนั้นอีกแล้ว ประกอบกับการมีอยู่ของอาจารย์ชัชชาติ ที่แสดงผลงานให้เห็นเป็นประจักษ์ชัด ผ่านความทุ่มเท ตั้งใจ
พร้อมทั้งวิธีแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม ที่ทุกคนสัมผัสได้ หากวางอคติลง
ทุก ๆ วันที่ผมเดินตามข้างทางในเมือง มองดูทางเดิน เงยหน้าเห็นท้องฟ้า สังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ในชีวิตประจำวัน
ก็แปลกดี เพราะผมใช้ชีวิตในกรุงเทพมาทั้งชีวิต แต่ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนว่า ในยุค 4 ปีของผู้ว่าคนนี้ ทำไมรู้สึกคุณภาพชีวิตระดับปัจเจกชนของผม มันถึงได้รู้สึกว่า สิ่งต่าง ๆ รอบข้าง ที่ผมต้องสัมผัสกับมัน มันถึงดีขึ้น
มันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อย่าง มีมหกรรมแสงสี หรือเห็นเป็นสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่อะไร
แต่มันเป็นความรู้สึกว่า สิ่งต่าง ๆ รอบตัวในชีวิตประจำวัน มันดีขึ้น เมืองมันดูเริ่มมีชีวิตชีวา
จนผมรู้สึกได้อย่างลึก ๆ มีศรัทธาแบบใหม่เกิดขึ้นมาจนได้ว่า ความหวังยังมีอยู่ และบางทีความหวังนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องฝากไว้ในรูปแบบ การสร้างวาทกรรม บทกวีชนชั้น มุทะลุดุดัน สร้างความแตกแยกก็ได้
เพราะคนกลาง ๆ ที่ไม่ได้ยึดติด เอนเอียงไปสุดในด้านใดด้านหนึ่งของแนวคิดทางการเมือง
แต่แค่มีความหวังถึงการทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น แม้จะไม่ได้สมบูรณ์แบบไร้ข้อด่างพร้อย
มาพร้อมกันกับกระบวนการปฏิบัติงาน ที่ชัดเจน เพื่อส่งให้ทุกคนได้ก้าวหน้า
และความสุขในทุกการกระทำ ที่อย่างน้อยเมื่อทำแล้ว ก็ช่วยสนับสนุนผู้คน ไม่ว่าจะทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ก็จะได้รับประโยชน์ ผ่านความปรารถนาดีนี้กันถ้วนหน้า
ผมใช้เวลาในการเขียนบทความนี้รวดเดียว มานานพอสมควร และเช่นเดิม คือมันยาวกว่าที่ผมคิดไว้เสมอเลย
แต่นั่นแหละฮะ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ อาจารย์ชัชชาติ คือคนที่ทำให้ผมรู้สึกมีความหวังต่อประเทศไทยอีกครั้ง
อาจารย์ชัชชาติอาจจะไม่ใช่คนที่มีคารมคมคาย พูดปลุกระดมดี สร้างวาทกรรมให้ผู้คนจดจำ จนรู้สึกโกรธเกรี้ยวถึงความอยุติธรรม ได้ทุกครั้ง
แต่เพราะการเลือกพูดแต่ในสิ่งที่ทำ, จะทำ และแนวทางการแก้ปัญหาทุกอย่าง อย่างเป็นระบบ สามารถวัดผลได้นี่แหละ คือสิ่งที่นิยามความเป็นอาจารย์ชัชชาติอย่างแท้จริงครับ
ผมจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมครั้งนี้ อาจารย์ได้ชนะไปตั้งแต่วันแรกที่บอกว่าจะลงสมัครแล้ว
และยิ่งไม่แปลกใจเลย ที่ครั้งนี้ได้คะแนนเสียงมากกว่าครั้งก่อน แม้ว่าผู้มาใช้สิทธิ์จะน้อยกว่าครั้งที่แล้วก็ตาม
ผมไม่รู้ว่าคนที่เลือกอาจารย์ชัชชาติ มีกี่คนที่มองอย่างลึกซึ้ง ทะลุเข้าไปถึงใจกลางความปรารถนาดี ที่อาจารย์แกและทีม ตั้งใจจะทำงานจริง
จนมองว่า แนวคิดทางการเมืองที่พยายามยัดเยียด นำมาใช้สาดสี ป้ายโคลน ด้อยค่าแก ช่างดูไร้สาระแบบผมบ้าง
เพราะสำหรับผมแล้ว ในฐานะที่ศึกษาเรื่องราวของรัฐบุรุษระดับตำนานของโลกมาไม่น้อย
แม้ว่าพวกเขาแต่ละคน จะมีบุคลิกลักษณะ พฤติกรรมการกระทำที่แตกต่างกันออกไป
แต่คุณลักษณะสำคัญ ที่แท้จริง ไว้ใช้นิยามว่าพวกเขาแต่ละคนนั้น คือรัฐบุรุษที่แท้จริงหรือไม่ ย่อมไม่ได้ต่างกันเลย
ถึงตรงนี้แล้ว ผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า คุณลักษณะที่รัฐบุรุษระดับตำนานเหล่านั้นมี มีอยู่ในตัวอาจารย์ชัชชาติ ทุกกระเบียดนิ้วครับ
การเมืองไทย
การเมือง
ประวัติศาสตร์
บันทึก
2
1
2
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย