29 มิ.ย. เวลา 10:08 • ประวัติศาสตร์

ความฝันในหอแดง 110 บันทึกแฉความเท็จ

ระหว่างพักการแสดง พวกแม่บ้านก็นำวณิพกหญิงตาบอด 女先生 ขาประจำของจวนมาด้วยสองนาง นำม้านั่งมาวาง แม่เฒ่าเจี่ยบอกให้พวกนางนั่งลงนำพิณและผีผาส่งให้พวกนาง
แม่เฒ่าเจี่ยถามอาสะใภ้หลี่และแม่น้าเซวียว่า “อยากฟังเรื่องอะไร”
ทั้งสองตอบว่า “เรื่องอะไรก็ได้”
แม่เฒ่าเจี่ยจึงถามว่า “หลังๆ นี้มีเรื่องอะไรแต่งใหม่”
วณิพกหญิงบอดทั้งสองว่า “มีใหม่เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องในสมัยถังล่มสลายห้าราชวงศ์ 残唐五代”
แม่เฒ่าเจี่ยถามถึงชื่อเรื่อง วณิพกหญิงว่า “ชื่อเรื่อง 《หงส์หาคู่ 凤求鸾 (เฟิ่งฉิวหลวน)》”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “ชื่อนี้ดี ไม่รู้มีที่มาอย่างไร เจ้าลองว่ามาคร่าวๆ ถ้าดีค่อยขับมาฟัง”
วณิพกหญิงว่า “เรื่องเกิดขึ้นหลังสมัยถังล่มสลาย มีขุนนางนอกราชการนามหวางจง 王忠 พื้นเพเป็นชาวเมืองจินหลิง 金陵 เคยเป็นเสนาบดีใหญ่ 宰辅 สองรัชสมัย ลาออกจากราชการกลับสู่บ้านเดิม มีบุตรชายผู้หนึ่งนามหวางซีเฟิ่ง 王熙凤”
ทุกคนฟังมาถึงตรงนี้ ต่างพากันหัวเราะ (ตัวละครชื่อเดียวกับพี่เฟิ่ง)
วณิพกหญิงเล่าว่า “ปีนั้นนายเฒ่าหวางส่งคุณชายหวางเข้ากรุงไปสอบ วันนั้นฝนตกหนัก จึงมาหลบฝนอยู่ที่คฤหาสน์ชนบทแห่งหนึ่งซึ่งเผอิญเป็นของคหบดีชนบทแซ่หลี่ 李 คนรู้จักของนายเฒ่าหวาง คหบดีหลี่ไม่มีบุตรชายมีแต่บุตรสาว คุณหนูมีนามว่าฉูหลวน 雏鸾 (หงส์น้อย) เชี่ยวชาญรอบด้านทั้งพิณหมากรุกอักษรภาพ”
แม่เฒ่าเจี่ยรีบแทรกว่า “มิน่า ถึงเรียกว่า 《หงส์หาคู่ 凤求鸾》 ไม่ต้องเล่าแล้ว ข้าเดาออกแล้ว หวางซีเฟิ่งต้องมาขอคุณหนูฉูหลวนเป็นภรรยาแน่นอน”
วณิพกหญิงว่า “ที่แท้บรรพชนเคยฟังเรื่องนี้แล้ว”
ทุกคนต่างว่า “เหล่าไท่ไท่มีหรือจะไม่เคยฟัง แต่ถึงไม่เคยฟังก็เดาเรื่องออก”
แม่เฒ่าเจี่ยหัวเราะว่า “เรื่องพวกนี้มาเป็นแนวเดียวกัน ไม่พ้นกุลสตรีมากความสามารถ ไม่มีอะไรน่าสนใจ เอาลูกสาวชาวบ้านมาเล่าจนเสียหาย ยังจะเรียกว่ากุลสตรี ปั้นเรื่องขึ้นมาจนแทบไม่เหลือร่องรอยที่น่าจะเป็นจริง
เปิดปากทุกทีก็กล่าวถึงครอบครัวผู้ดีเก่า บิดาไม่ใช่ขุนนางใหญ่ก็เสนาบดี มีคุณหนูอยู่หนึ่งคนรักดังแก้วตาดวงใจ คุณหนูผู้นี้รักษาจารีตเจนอักษร ไม่มีอะไรที่ไม่ล่วงรู้ นับเป็นกุลสตรีแห่งยุค แต่พอพบชายหนุ่มรูปงามเข้าผู้หนึ่งไม่เกี่ยงว่าจะเป็นญาติสนิทมิตรสหาย ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญในชีวิต ลืมบิดามารดาลืมตำราที่เคยเรียน ผีก็ไม่ใช่ โจรก็ไม่เชิง ไม่เหลือความเป็นกุลสตรี ถึงมีความรู้อยู่เต็มท้อง ทำเรื่องบัดสีได้ เรียกอย่างไรว่าคนงาม
สมมติว่าชายหนุ่มผู้หนึ่งร่ำเรียนมามากมายแต่มากลายเป็นโจร กฏหมายบ้านเมืองจะเห็นแก่ความรู้ความสามารถแล้วไม่ตั้งขอหาโจรกระนั้นหรือ เห็นได้ว่าผู้แต่งเรื่องขัดแย้งกับตัวเอง อีกอย่าง คุณหนูบ้านขุนนางนักปราชญ์รู้จารีตรู้อักษร กระทั่งฮูหยินก็ย่อมรู้ แม้จะลาออกหรือเกษียณกลับบ้านเดิม ก็ยังมีบ่าวไพร่แม่บ้านสาวใช้คอยดูแลคุณหนูอยู่ไม่น้อย ทำไมในท้องเรื่องทำนองนี้ จึงมีสาวใช้รู้ใจรู้ความลับของคุณหนูอยู่ผู้เดียว พวกเจ้าลองตรองดู คนเหล่านี้หายไปไหนหมด นี่มิใช่ความหน้าหลังไม่เจือสมกันหรอกหรือ”
ทุกคนฟังแล้วต่างยิ้มว่า “เหล่าไท่ไท่กล่าวเช่นนี้ จริงหรือหลอกก็บอกออกมาหมดแล้ว”
แม่เฒ่าเจี่ยยิ้มว่า “เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่ ผู้แต่งหนังสือประเภทนี้ มักมีความอิจฉาคนมั่งมีอยู่เป็นทุน หรือไม่ก็มีเรื่องไม่สมดังใจ จึงแต่งออกมาเหยียบย่ำผู้อื่น ยังมีอีกประเภทหนึ่ง ตัวเองอ่านหนังสือประเภทนี้จนเกิดหลงใหลอยากได้คนงามมากความสามารถ จึงเขียนมาสนองตัณหาของตนเอง หาได้รู้ถึงสภาพอันแท้จริงในบ้านขุนนางนักปราชญ์ อย่าว่าแต่ครอบครัวใหญ่ที่บรรยายในหนังสือ แม้ครอบครัวระดับกลางอย่างบ้านของเราก็ไม่มีเรื่องเช่นนั้น
ไม่ต้องให้นางสานเรื่องต่อแล้ว พวกเราไม่ควรอนุญาตให้เล่าเรื่องราวประเภทนี้ แม้พวกสาวใช้ก็ยังไม่เข้าใจเรื่องราวนี้ หลายปีที่ผ่านมาข้าแก่แล้ว พวกเด็กๆ พี่น้องไปอยู่ไกลตัว ข้าก็ยอมให้เล่ามาฟังแก้เหงาบ้าง แต่เมื่อพวกเขาอยู่กันที่นี่ ก็ต้องรีบห้ามเอาไว้”
อาสะใภ้หลี่ แม่น้าเซวียต่างยิ้มว่า “นี่เป็นระเบียบของครอบครัวใหญ่ ครอบครัวอย่างเราก็ไม่ควรให้พวกผู้เยาว์รับฟังเรื่องประโลมโลกเช่นนี้”
พี่เฟิ่งรีบเข้ามารินสุรา ยิ้มว่า “พอเถิด เหล้าเย็นหมดแล้ว บรรพชนดื่มแก้คอแห้งแล้วค่อยแฉความเท็จต่อ เรื่องนี้เรียกเสียว่า 《บันทึกแฉความเท็จ 掰谎记 (ปาห่วงจี้)》 เกิดเมื่อรัชสมัยนี้ ที่นี้ ปีนี้ เดือนนี้ วันนี้ เวลานี้ บรรพชนมีปากเดียวมิอาจเล่าทีเดียวสองเรื่อง ดอกไม้สองช่อพูดถึงได้ทีละกิ่ง จะจริงจะเท็จอย่างเพิ่งพูดถึงตอนนี้ จุดตะเกียงเริ่มการแสดงใหม่ บรรพชนให้ญาติทั้งสองดื่มสุราชมการแสดงจบแล้ว ค่อยกลับไปแฉใหม่ไล่มาทีละรัชสมัยเลยดีหรือไม่”
นางรินเหล้าไปหัวเราะไปพูดไปไม่ทันจบ คนอื่นก็พลอยขำกลิ้งตาม วณิพกหญิงบอดสองนางก็หัวเราะไม่หยุดว่า
“คุณนายเจ้าคารมนัก หากคุณนายเปลี่ยนมาเล่าเรื่อง พวกเราคงไม่เหลือช่องทางทำมาหากิน”
แม่น้าเซวียหัวเราะว่า “เจ้าก็เพลาๆ หน่อย ข้างนอกยังอยู่กันหลายคน ไม่ใช่ยามปกติ”
พี่เฟิ่งยิ้มว่า “ข้างนอกที่ต้องเกรงใจก็มีเพียงพี่ใหญ่เจิน พวกเราเรียกพี่เรียกน้องซุกซนกันมาแต่เล็กจนโต หลายปีหลังนี้ข้าแต่งงานเข้ามา ก็เปลี่ยนมารักษาระเบียบใหม่ไม่น้อย ไม่ใช่พี่น้องแบบสมัยเด็ก เปลี่ยนมาเกี่ยวดองเป็นท่านลุงใหญ่น้องสะใภ้ ในยี่สิบสี่กตัญญู 二十四孝 มีเรื่อง “แต่งเสื้อลายเล่นเป็นเด็ก 斑衣戏彩” พวกเขาไม่มาเล่นเป็นเด็กให้บรรพชนได้หัวเราะ มีแต่ข้าอยู่ที่นี่เล่นให้บรรพชนขำ กินได้จุขึ้น ทุกคนได้สนุกสนาน ควรขอบใจข้าถึงจะถูก กลับมาหัวเราะข้าว่าไม่ควรทำ”
(แต่งเสื้อลายเล่นเป็นเด็ก 斑衣戏彩 สมัยชุนชิว เหล่าไหลจื่อ 老莱子 อายุเจ็ดสิบปีแล้ว บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ จึงแต่งเสื้อลายเล่นเป็นเด็กเล็กให้บิดามารดาสนุกสนาน)
แม่เฒ่าเจี่ยหัวเราะว่า “สองวันนี้ไม่ได้หัวเราะเต็มที่ โชคดีได้เจ้ามากระเซ้าอย่างนี้ ทำให้ข้าหัวเราะได้สาแก่ใจนัก ข้าจะดื่มอีกจอก”
แม่เฒ่ายกจอกดื่มแล้วสั่งเป่าวี่ว่า
“มาคารวะพี่สาวเจ้าสักจอก”
พี่เฟิ่งยิ้มว่า “ไม่ต้องให้เขาคารวะ ข้าขอแบ่งบุญอายุขัยจากบรรพชนเอง”
ว่าแล้วก็หยิบจอกของแม่เฒ่าเจี่ยซึ่งยังมีสุราเหลืออยู่ครึ่งจอกดื่มจนหมด แล้วส่งจอกให้สาวใช้เปลี่ยนจอกใบใหม่ที่แช่ไว้ในน้ำอุ่น
จากนั้นก็ให้เก็บจอกจากทุกโต๊ะ เปลี่ยนใบใหม่ที่แช่น้ำอุ่นไว้ รินสุราให้ใหม่ แล้วจึงกลับมานั่งที่
วณิพกหญิงเรียนว่า “ในเมื่อบรรพชนไม่ฟังเรื่องนี้แล้ว เปลี่ยนเป็นขับลำบรรเลงเพลงไหนแทน”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “พวกเจ้าโต้เพลง 《บัญชาขุนพล 将军令》 เถิด”
วณิพกทั้งสองจึงเริ่มดีดพิณบรรเลง
แม่เฒ่าเจี่ยถามว่า “นี่กี่ยามแล้ว”
พวกแม่บ้านตอบว่า “ยามสามแล้ว”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “มิน่าถึงรู้สึกหนาวขึ้นมา”
พวกสาวใช้จึงส่งเสื้อที่เตรียมไว้มาให้ใส่เพิ่ม
หวางฮูหยินลุกขึ้นกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “เหล่าไท่ไท่มิสู้ย้ายไปนั่งบนเตียงผิงในห้องอุ่นดีกว่า ญาติทั้งสองท่านนี้ก็ไม่ใช่คนไกล มีพวกเรานั่งเป็นเพื่อนก็พอ”
แม่เฒ่าเจี่ยได้ฟังก็ยิ้มว่า “เช่นนี้ มิสู้ย้ายกันเข้าไปทั้งหมดทุกคน มิยิ่งอุ่นขึ้นหรือ”
หวางฮูหยินว่า “เกรงว่าข้างในจะนั่งกันไม่หมด”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “ข้ามีวิธี พวกเราไม่ต้องใช้โต๊ะทั้งหมดนี้ เอาเพียงสองสามตัวมาเรียงต่อกัน ทุกคนก็นั่งเบียดกันหน่อยยิ่งอบอุ่นสนิทสนมขึ้น”
ทุกคนว่า “อย่างนี้ก็ดี”
แล้วต่างลุกจากโต๊ะ พวกแม่บ้านเก็บโต๊ะทั้งหมดเหลือไว้เพียงสามตัวใหญ่นำไปเรียงต่อกัน เปลี่ยนอาหารและผลไม้ชุดใหม่
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “ไม่ต้องนั่งตามธรรมเนียม นั่งตามที่ข้าจัดให้”
ว่าแล้วก็จัดให้แม่น้าเซวีย อาสะใภ้หลี่นั่งด้านบนตรงกลาง ตนเองนั่งหันหน้าไปทางตะวันตก ให้เป่าฉิน ไต้วี่ เซียงหยุน สามคนนั่งติดกับนางข้างซ้ายขวา แล้วบอกเป่าวี่ว่า
“เจ้านั่งติดกับแม่ของเจ้า”
สิงฮูหยิน หวางฮูหยินจึงนั่งขนาบเป่าวี่ไว้ตรงกลาง
เป่าไชกับพวกพี่น้องไปนั่งฝั่งตะวันตก ถัดไปเป็นนางโหลวสื้อ 娄氏 นั่งกับเจี่ยหลาน 贾蓝 นางอิ๋วสื้อ กับหลี่หวานนั่งขนาบเจี่ยหลาน 贾兰 (เจี่ยหลาน 贾蓝, เจี่ยหลาน 贾兰 ออกเสียงเหมือนกันแต่คนละคนกัน)
แนวขวางด้านล่าง (โดยตำแหน่ง) คือนางหูสื้อ 胡氏 ภรรยาของเจี่ยหยง
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “ชายเจิน 珍哥 พาพี่น้องของเจ้ากลับไปเถิด ข้าจะนอนแล้ว”
พวกเจี่ยเจินขานรับ แล้วเข้ามาฟังคำสั่ง
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “รีบไปเถิด ไม่ต้องเข้ามา เพิ่งนั่งกันเรียบร้อย เดี๋ยวต้องลุกกันอีก เจ้ารีบไปพักเถิด พรุ่งนี้ยังมีงานอีก”
เจี่ยเจินรับคำ แล้วยิ้มว่า “เหลือหยงเอ๋อไว้รินสุราเถิด”
แม่เฒ่าเจี่ยยิ้มว่า “ข้าลืมเขาไปเสียได้”
เจี่ยเจินรับคำว่า “ขอรับ” แล้วนำพวกเจี่ยเหลียนกลับออกมา สองคนต่างชอบใจ สั่งให้คนไปส่งเจี่ยฉง 贾琮 เจี่ยหวง 贾璜 กลับบ้าน แล้วเจี่ยเจิน เจี่ยเหลียน ก็พากันไปสนุกต่อที่อื่น
ทางด้านแม่เฒ่าเจี่ย ยิ้มว่า “ข้ากำลังคิดอยู่ว่า ถึงพวกเจ้าจะอยู่ร่วมสนุกกันพร้อมหน้า แต่หากมีรุ่นหลานเหลนสักคู่ร่วมโต๊ะน่าจะดี หยงเอ๋อมาเติมนี้ดีแล้ว หยงเอ๋อ ไปนั่งกับภรรยาเจ้า นับว่าสมบูรณ์แบบ”
แม่บ้านนำรายการแสดงมาให้เลือก แม่เฒ่าเจี่ยยิ้มว่า
“พวกเราเหล่าสตรีกำลังชื่นมื่น เจ้าก็มาก่อกวนเสียนี่ เด็กพวกนั้นตรากตรำจนดึก คงจะหนาวกันบ้างแล้ว ให้พวกเขาไปพักผ่อน เรียกพวกเด็กสาวของเรามาขึ้นเวทีแสดงให้ชมสักสองชุดเถิด”
พวกแม่บ้านรับคำ รีบส่งคนไปตามนักแสดงที่สุทัศนอุทยาน และอีกด้านให้คณะนักแสดงเดิมโดยเฉพาะพวกผู้ใหญ่ย้ายออกจากห้องนักแสดง เหลือไว้เพียงรุ่นเด็ก
ผู้ฝึกสอนที่ลานหอมสาลี่ 梨香院 นำพวกเหวินกวน 文官 สิบสองสาวเดินตามระเบียงออกทางประตูหัวมุม พวกแม่บ้านพี่เลี้ยงหอบห่อผ้าตามมา ไม่ได้ยกมาทั้งหีบ เป็นเสื้อผ้าสำหรับการแสดงที่คาดว่าแม่เฒ่าเจี่ยคงใคร่ชมเพียงสามถึงห้าชุด พวกแม่บ้านพาพวกเหวินกวนมาคารวะแม่เฒ่าเจี่ย แล้วต่างยืนรอคำสั่งอยู่
แม่เฒ่าเจี่ยยิ้มถามว่า “ช่วงเดือนปีใหม่ อาจารย์ของเจ้าไม่ให้พวกเจ้าออกไปเที่ยวกันบ้างหรือ ตอนนี้พวกเจ้าฝึกซ้อมเพลงอะไรอยู่ เมื่อครู่แสดงชุด 《แปดคุณธรรม 八义》 เสียงดังทำเอาข้าปวดหัวไปหมด พวกเราอยากฟังที่เบาลงบ้าง พวกเจ้าดู ทางบ้านแม่น้าเซวียไท่ไท่ อาสะใภ้หลี่ไท่ไท่ต่างมีคณะนักแสดงทั้งคู่ ชมการแสดงมานักต่อนัก พวกคุณหนูก็ชมมาไม่น้อยกว่าคุณหนูบ้านเรา พวกนักแสดงเด็กเหล่านี้ก็เป็นนักแสดงในคณะที่มีชื่อเสียงไม่แพ้พวกคณะใหญ่ๆ
พวกเราก็ไม่ควรยอมน้อยหน้า แสดงอะไรใหม่ๆ ให้เห็น ให้ฟางกวน 芳官 ขับเพลงเรื่อง 《ตามความฝัน 寻梦》 โดยใช้เพียงซอและขลุ่ยประกอบ อย่างอื่นไม่ต้อง”
เหวินกวนยิ้มว่า “บรรพชนกล่าวได้ถูกต้อง การแสดงของพวกเราอาจจะไม่เข้าตาท่านน้าท่านอาไท่ไท่ทั้งสองและพวกคุณหนู แต่ก็ขอให้ได้ฟังสุ้มเสียงขับขานของพวกเราดู”
แม่เฒ่าเจี่ยหัวเราะว่า “พูดได้ดี”
แม่น้าเซวีย อาสะใภ้หลี่ชอบใจยิ่งว่า “เด็กฉลาด รู้จักคล้อยตามเหล่าไท่ไท่เอาใจพวกเรา”
แม่เฒ่าเจี่ยยิ้มว่า “คณะนี้ก็เพียงไว้แสดงเพื่อความบันเทิงกันเองในจวน ไม่ได้ออกไปรับจ้างออกงานที่ไหน จึงอาจไม่ทันสมัยไปบ้าง”
ว่าแล้วก็สั่งขุยกวน 葵官 ว่า “ขับเพลงชุด 《หุ้ยหมิงเขียนจดหมาย 惠明下书》 โดยเจ้าไม่ต้องแต่งหน้า เอาเพียงการแสดงสองชุดนี้ให้ไท่ไท่ทั้งสองท่านได้ชม หากแสดงไม่เต็มที่ ข้าไม่ยอมด้วย”
พวกเหวินกวนออกมาแต่งตัวขึ้นเวที แรกแสดง 《ตามความฝัน 寻梦》 ตามด้วย 《เขียนจดหมาย 下书》 ทุกคนเงียบกริบตั้งใจฟังจนจบ
แม่น้าเซวียยิ้มว่า “ดูการแสดงมาแล้วนับร้อยคณะ ยังไม่เคยเห็นใช้เพียงขลุ่ยบรรเลง”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “เมื่อก่อนเคยมี อย่างเช่นเรื่อง 《หอตะวันตก • นทีฉู่ใส 西楼 • 楚江清》 มีเพียงพระเอกเป่าขลุ่ยคลอ แต่สำหรับการแสดงชุดใหญ่ก็นับว่ามีน้อย นี่ก็ขึ้นอยู่กับค่านิยมเท่านั้นไม่แปลกอะไร”
แล้วชี้มาทางเซียงหยุนว่า
“ตอนข้าเป็นเด็กเท่านางนี่ บิดาของนางก็มีคณะเล็กๆ มีเพียงพิณดีดบรรเลง 《ฟังเสียงพิณ 听琴》 จาก 《บันทึกหอตะวันตก 西厢记》 และ 《บรรเลงพิณ 琴挑》 จาก 《บันทึกปิ่นหยก 玉簪记》 และ 《สิบแปดเพลงปี่หูเจีย 胡笳十八拍》 จาก 《ซวี่ผีผา 续琵琶》 เหมือนพาเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ ดียิ่งไปกว่านี้”
ทุกคนต่างว่า “นั่นยิ่งนับว่าหายาก”
แม่เฒ่าเจี่ยเรียกแม่บ้านมาให้ไปบอกพวกเหวินกวนให้บรรเลงเพลง 《โคมจันทร์เพ็ญ 灯月圆》
ตอนก่อนหน้า : ไว้ทุกข์วันหยวนเซียว
ตอนถัดไป : เล่าขำขัน

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา