2 ก.ค. เวลา 09:54 • ประวัติศาสตร์

ความฝันในหอแดง 111 เล่าขำขัน

เจี่ยหยงสามีภรรยายกสุราให้ทุกคนหนึ่งรอบ พี่เฟิ่งเห็นแม่เฒ่าเจี่ยอารมณ์ดีเป็นพิเศษจึงยิ้มว่า
“ในเมื่อพวกวณิพกหญิงอยู่ที่นี่ น่าจะให้พวกนางตีกลอง 击鼓 พวกเราส่งเหมย 传梅 เล่น “สุขวสันต์ยันปลายคิ้ว 春喜上眉梢” ดีหรือไม่”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “การละเล่นนี้ดี เข้ากับเทศกาล”
แล้วสั่งให้คนนำกลองดอกไม้ลงรักสีดำหมุดทองแดงมาให้วณิพกหญิง และนำเหมยหนึ่งกิ่งมาวางบนโต๊ะ
แม่เฒ่าเจี่ยยิ้มว่า “พอกลองหยุด ดอกเหมยอยู่ในมือใคร ให้ดื่มหนึ่งจอก แล้วจะให้กล่าวอะไรที่มีความหมายดี”
(ตีกลองส่งเหมย 击鼓传梅 พอกลองหยุดดอกเหมยอยู่ในมือใครให้แสดงอะไรบางอย่าง เป็นการละเล่นของชาวจีน ในที่นี้ ดอกเหมย 梅 เสียงเดียวกับ คิ้ว 眉(เหมย) จึงใช้เรียกการละเล่น สุขสันต์ยันปลายคิ้ว 喜上眉梢 มีความสุขแสดงออกทั้งตาทั้งคิ้ว)
พี่เฟิ่งยิ้มว่า “ข้าว่า ใครจะเหมือนบรรพชน อยากได้อะไรได้อย่างนั้น พวกเราที่ทำไม่ได้มิเบื่อแย่หรือ น่าจะหาแบบที่ใครๆ ก็ทำได้ เอาเป็นว่า ดอกไม้หยุดที่ใคร ให้คนนั้นเล่าขำขัน”
ทุกคนที่ได้ฟังต่างรู้ว่าพี่เฟิ่งสันทัดนักเรื่องขำขัน มีเรื่องน่าสนใจเต็มไส้พุง พอได้ฟังดังว่า ไม่เพียงผู้ร่วมงานที่ชอบใจ แม้บ่าวไพร่รับใช้ในงานต่างยินดี พวกเด็กรับใช้รีบไปหาพี่สาวตามน้องสาวเล่าสู่กันว่า
“รีบมาฟัง คุณนายรองจะเล่าเรื่องขำขัน”
พวกสาวใช้จึงมาแออัดกันแน่นห้อง
เมื่อการแสดงดนตรียุติลง แม่เฒ่าเจี่ยให้นำน้ำแกงและผลไม้แจกให้พวกเหวินกวนกิน แล้วสั่งให้เริ่มรัวกลอง วณิพกหญิงทั้งสองรู้ท่วงทำนองดี มีเร่งเร้ามีรั้งรอ บ้างเปาะแปะดังน้ำหยดลงถัง บ้างกระชั้นกระเซ้าเย้าแหย่ บ้างปุเลงปุเลงดังม้าควบ บ้างแปลบปลาบฉับไวดังสายฟ้า พอเสียงกลองทำนองช้า เหมยก็ส่งต่อกันช้า พอจังหวะกลองเร่งเร้า เหมยก็ส่งต่อกันว่องไว เหมยส่งต่อมาถึงมือแม่เฒ่าเจี่ย เสียงกลองพลันหยุดลง ทุกคนพากันหัวเราะดังลั่น
เจี่ยหยงรีบลุกขึ้นรินสุราให้หนึ่งจอก ทุกคนหัวเราะว่า
“เหล่าไท่ไท่เบิกบานสำราญใจกว่าผู้ใด พวกเราได้อาศัยความเบิกบาน”
แม่เฒ่าเจี่ยยิ้มว่า “สุราจอกนี้ใช่ปัญหา ที่ยากกว่าคือเรื่องขำขัน”
ทุกคนว่า “เหล่าไท่ไท่เล่าได้สนุกกว่าพี่เฟิ่งเสียอีก ได้โปรดเล่าสักเรื่องให้พวกเราได้หัวเราะสมใจ”
แม่เฒ่าเจี่ยยิ้มว่า “ก็ไม่มีเรื่องขำขันใหม่อันใด คงต้องขายผ้าเอาหน้าชรารอดสักเรื่องละกระมัง”
จึงเล่าว่า
“ยังมีครอบครัวหนึ่งมีบุตรชายสิบคน แต่งสะใภ้มาสิบนาง มีเพียงสะใภ้คนที่สิบที่หลักแหลมฉลาดเฉลียว ปัญญาดีฝีปากกล้า พ่อแม่สามีรักใคร่เป็นที่สุด วันทั้งวันพร่ำบ่นว่าอีกเก้านางนั้นไม่รู้จักกตัญญู จนทั้งเก้านางต่างรู้สึกไม่เป็นธรรมจึงหารือกันว่า
“พวกเราทั้งเก้ามีใจกตัญญู เพียงแต่ไม่ช่างเจรจาเหมือนยายม้าดีดกะโหลก จนท่านพ่อท่านแม่สามีชมแต่นางว่าดี ความอยุติธรรมนี้จะไปฟ้องร้องผู้ใดได้”
สะใภ้ใหญ่ให้ความเห็นว่า “พรุ่งนี้พวกเราไปที่ศาลพญายม จุดธูปบอกกล่าวท่านแล้วถามว่า ที่ให้พวกเรากลับมาเกิดเป็นคน แล้วเหตุใดจึงให้เพียงนางช่างเจรจา ส่วนพวกเราเหมือนบ้าใบ้ไม่รู้ความ”
อีกแปดนางต่างเห็นด้วยว่าความคิดนี้ไม่เลว
วันถัดมา จึงพากันมาจุดธูปที่ศาลพญายม แล้วทั้งเก้านางก็หลับไปใต้โต๊ะบูชา ดวงวิญญาณทั้งเก้าเฝ้ารอพญายมเสด็จ แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่มาปรากฏ จนร้อนรุ่มใจ ก็เห็นผู้จาริกซุน 孙行者 (เห้งเจีย) ขี่เมฆมา พอเห็นดวงวิญญาณทั้งเก้าก็คว้ากระบองทองจะหวดใส่ ดวงวิญญาณทั้งเก้าตกใจรีบคุกเข่าร้องขอชีวิต เห้งเจียจึงถามหาสาเหตุ ทั้งเก้าต่างเล่าให้ฟังโดยละเอียด
เห้งเจียฟังแล้วเอาเท้ากระทืบพื้นถอนหายใจว่า
“ดีที่พวกเจ้ามาเจอข้าก่อน เรื่องนี้รอจนพญายมมาก็จนปัญญาจะแก้ไข”
พอทั้งเก้าได้ฟัง ต่างวิงวอนว่า “มหาปราชญ์ 大圣 ได้โปรดเมตตาปวงข้าด้วยเถิด”
ผู้จาริกซุนยิ้มว่า “เรื่องนี้ไม่ยาก ในวันที่พวกเจ้าทั้งสิบสะใภ้จะไปถือกำเนิด ข้ามาเยี่ยมพญายมแล้วปวดปัสสาวะต้องฉี่จนนองพื้น สะใภ้สุดท้องจึงได้ดื่มเข้าไป พวกเจ้าอยากเจรจาหลักแหลมแคล่วคล่อง ก็ต้องใช้ปัสสาวะ มาข้าจะฉี่ให้พวกเจ้าดื่ม” ”
พอเล่าจบ ทุกคนพากันหัวเราะ
พี่เฟิ่งหัวเราะว่า “เยี่ยม โชคดีที่พวกเราต่างเหมือนบ้าใบ้ ไม่เช่นนั้น คงได้ดื่มปัสสาวะวานรกันมาแล้วเป็นแน่”
นางอิ๋วสื้อ นางโหลวสื้อหันมาหัวเราะกับหลี่หวานว่า
“พวกเราในที่นี้ ใครดื่มปัสสาวะวานรมาแล้วบ้าง อย่าทำเป็นไม่รู้ตัว”
แม่น้าเซวียหัวเราะว่า “ขำขันต้องเข้ากับสถานการณ์จึงตลก”
เสียงกลองเริ่มรัวอีก พวกเด็กรับใช้อยากฟังขำขันของพี่เฟิ่ง จึงแอบนัดแนะกับแม่วณิพกว่าจะกระแอมไอเป็นสัญญาณ พอเหมยผ่านมือไปสองรอบมาถึงมือพี่เฟิ่ง เด็กรับใช้ก็กระแอมไอ วณิพกหยุดตีกลอง ทุกคนพร้อมกันหัวเราะว่า
“จับได้แล้ว รีบดื่มสุราแล้วเล่ามาโดยดี แต่อย่าให้ถึงกับท้องคัดท้องแข็ง”
พี่เฟิ่งตรึกตรองดูแล้วยิ้มว่า
“มีครอบครัวหนึ่งกำลังฉลองเทศกาลปีใหม่ ทั้งบ้านมาร่วมรับประทานอาหารชมประทีปอย่างครึกครื้นรื่นเริงเป็นอย่างยิ่ง ท่านทวด ท่านย่า ท่านแม่ ลูกสะใภ้ หลานสะใภ้ เหลนสะใภ้ หลานสะใภ้ฝ่ายภรรยา เหลนสะใภ้ฝ่ายภรรยา หลานลูกพี่ลูกน้อง เหลนลูกพี่ลูกน้อง หลานห่างๆ หลานสาว หลานสาวฝ่ายภรรยา หลานสาวของน้า หลานสาวของอา… ไอ้หยา อุ่นหนาฝาคั่ง”
ทุกคนฟังกันมาถึงตรงนี้ก็เริ่มหัวเราะกันคิกคัก แล้วว่า
“ดูนางไล่ไปเรื่อย จะแตกกิ่งก้านสาขาไปถึงไหน”
นางอิ๋วสื้อยิ้มว่า “ถ้าเจ้าไล่มาถึงข้า ข้าจะฉีกปากเจ้า”
พี่เฟิ่งลุกขึ้นตบมือยิ้มว่า “พวกเจ้ารวมหัวกันขัดคอข้า ข้าไม่เล่าแล้ว”
แม่เฒ่าเจี่ยยิ้มว่า “เจ้าก็เล่าของเจ้าไป ต่อไปเป็นอย่างไร”
พี่เฟิ่งนึกดูแล้วยิ้มว่า “ต่อไปทุกคนมานั่งพร้อมหน้ากันในห้อง ร่วมรับประทานอาหารจนงานเลิก”
ทุกคนเห็นสีหน้านางขึงขัง ต่างนั่งนิ่งตั้งใจฟังต่อ แต่ดูเหมือนอยู่ๆ ก็จบลงห้วนๆ
สื่อเซียงหยุนนิ่งจ้องนางอยู่ครึ่งวัน พี่เฟิ่งยิ้มว่า
“เล่าเรื่องเทศกาลปีใหม่ให้ฟังอีกเรื่อง คนกลุ่มหนึ่งแบกเอาประทัดขนาดใหญ่เท่าห้องออกไปจุดนอกเมือง มีคนอยากดูเดินตามมาด้วยกว่าหมื่นคน มีอยู่คนหนึ่งใจร้อนไม่อยากรอจึงฉวยเอาธูปมาแอบจุด ทุกคนต่างหัวเราะก๊ากแล้วแยกย้ายกันไป คนแบกประทัดโทษคนขายประทัดว่าทำไว้ไม่แน่นหนา ไม่ทันจุดก็รั่วไหลทิ้งหมด”
เซียงหยุนว่า “แล้วเขาไม่ได้ยินหรอกหรือ”
พี่เฟิ่งว่า “เขาเป็นคนหูหนวก”
ทุกคนฟังแล้วคิดตามดู อดไม่ได้ต้องหัวเราะ แล้วก็นึกถึงเรื่องก่อนหน้าที่เล่าไม่ทันจบ จึงถามว่า
“แล้วเรื่องก่อนหน้า ต่อไปเป็นอย่างไร ควรเล่าให้จบ”
พี่เฟิ่งเอามือตบโต๊ะว่า “อย่าวอแวเซ้าซี้ วันถัดมาวันที่สิบหก งานปีใหม่จบแล้ว เทศกาลจบแล้ว แค่ดูแลเก็บกวาดก็วุ่นวายอยู่แล้ว ไม่รู้หรอกว่าต่อไปเป็นอย่างไร”
ทุกคนฟังแล้ว ต้องหัวเราะกันอีกรอบ
พี่เฟิ่งยิ้มว่า “ข้างนอกคงยามสี่กว่า ข้าคิดว่าบรรพชนคงเหน็ดเหนื่อยแล้ว พวกเราควร “หูหนวกจุดประทัด - แยกย้าย” เถิด”
นางอิ๋วสื้อเอาผ้าเช็ดหน้าปิดปากหัวร่อจนตัวงอ ชี้นางว่า “เจ้านี่ปากคอเราะรายนัก”
แม่เฒ่าเจี่ยหัวเราะว่า “จริง ๆ เลยยายหนูเฟิ่ง ปากร้ายขึ้นทุกวัน”
แล้วกล่าวต่อว่า
“นางพูดถึงจุดประทัด พวกเราไปจุดดอกไม้ไฟ ให้สร่างเมาเถิด”
เจี่ยหยงได้ฟัง รีบพาบ่าวลงไปตั้งนั่งร้านกลางลานบ้าน เอาดอกไม้ไฟแขวนเตรียมไว้ ดอกไม้ไฟเหล่านี้เป็นบรรณาการส่งมาจากที่ต่างๆ ขนาดไม่ใหญ่นัก แต่วิจิตรงดงามหลากรูปแบบและสีสัน
ไต้วี่เป็นคนขวัญอ่อนกลัวเสียงอึกทึก แม่เฒ่าเจี่ยจึงกอดนางไว้ในอ้อมอก แม่น้าเซวียจึงกอดเซียงหยุน
เซียงหยุนว่า “ข้าไม่กลัว”
เป่าไชยิ้มว่า “นางชอบเล่นจุดประทัดพวงใหญ่ มีหรือจะกลัว”
หวางฮูหยินกอดเป่าวี่เอาไว้
พี่เฟิ่งยิ้มว่า “เราเป็นพวกไม่มีใครรัก”
นางอิ๋วสื้อยิ้มว่า “ข้านี่ไง ข้ากอดเจ้าเอง เจ้าทำเป็นกระจองอแง พอได้ยินเสียงประทัด ชอบใจเหมือนดื่มน้ำผึ้งหวาน ตอนนี้มาทำอ้อน”
พี่เฟิ่งยิ้มว่า “เลิกงานแล้ว พวกเราไปจุดกันเองในสวน ข้าจะจุดชุดใหญ่กว่าพวกบ่าวปล่อย”
ข้างนอกดอกไม้ไฟเริ่มจุดติดต่อกันเป็นชุด ดาวพร่างฟ้า มังกรดั้นเมฆ ฟ้าคำราม เหินฟ้าสิบทิศ นานาชุด หลังจบดอกไม้ไฟ นักแสดงขึ้นเวทีตีกรับขับดอกบัว 莲花落 (เหลียนฮวาเล่า) สาดเหรียญกระจายเต็มเวทีให้พวกเด็กแย่งกันเก็บสนุกสนาน
ดื่มน้ำแกงเสร็จ แม่เฒ่าเจี่ยว่า “ราตรีนี้ยาวนัก รู้สึกหิวอีกแล้ว”
พี่เฟิ่งว่า “ยังมีโจ๊กเป็ดเตรียมเอาไว้”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “ข้าอยากได้ที่เบาสักหน่อย”
พี่เฟิ่งว่า “มีโจ๊กข้าวป้อมพุทราจีนเตรียมให้พวกไท่ไท่เป็นมังสวิรัติต่างหาก”
อาหารที่เหลือถูกเก็บขึ้นแล้วจัดเป็นของว่างจานเล็กให้ทุกคนเลือกกินตามสะดวก ดื่มชากลั้วปาก แล้วเลิกงานแยกย้าย
เช้าวันที่สิบเจ็ด ทุกคนไปยังจวนหนิง ทำพิธีปิดศาลบรรพชน เก็บรูปเคารพขึ้น แล้วจึงกลับ ในวันนี้แม่น้าเซวียเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหาร แม่เฒ่าเจี่ยเหน็ดเหนื่อยติดต่อกันมาหลายวัน นั่งอยู่ครึ่งวันก็ขอตัวกลับ
วันที่สิบแปดไล่ต้าเป็นเจ้าภาพ วันที่สิบเก้าไล่เซิงจวนหนิง วันที่ยี่สิบหลินจือเสี้ยว วันที่ยี่สิบเอ็ดซ่านต้าเหนียง วันที่ยี่สิบสองอู๋ซินเติง งานหลายบ้านนี้ แม่เฒ่าเจี่ยไปบ้างไม่ไปบ้าง ไปสายบ้าง อยู่ทั้งวันบ้างครึ่งวันบ้าง ส่วนพวกญาติมิตรอื่นที่มาเชิญ แม่เฒ่าเจี่ยไม่ได้ไปร่วมงานทั้งสิ้น ให้สิงฮูหยิน หวางฮูหยิน พี่เฟิ่งเป็นผู้จัดการ เป่าวี่นั้นไปเพียงงานบ้านหวางจื่อเถิง 王子腾 นอกนั้นปฏิเสธหมด อยู่บ้านเป็นเพื่อนแม่เฒ่าเจี่ยแก้เหงา
หยวนเซียวผ่านพ้นไป พี่เฟิ่งเกิดแท้งขึ้นมา
(จบบทที่ห้าสิบสี่)
ตอนก่อนหน้า : บันทึกแฉความเท็จ
ตอนถัดไป : ไท่สุ้ยพิทักษ์ภูผา

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา